บทที่ 119: ของขวัญชิ้นยักษ์จากผู้จัดการจิน
เรื่องราวที่อันหนิงล่าหมูป่าลงมาจากภูเขาได้สร้างความฮือฮาไปทั่ว หมูป่าตัวนั้นไม่ใช่หมูธรรมดา แต่มันคือหมูป่าขนาดยักษ์ที่คะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะหนักถึงสามสี่ร้อยจิน ซึ่งเธอใจป้ำมอบให้กับคนในหมู่บ้านเพื่อแบ่งปันกัน
ข่าวดีแบบนี้แพร่สะพัดออกไปไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น ลุงซุนต้าจ้วงที่เป็นหัวหน้ากองผลิตเห็นบรรยากาศกำลังคึกคัก จึงตัดสินใจทุบโต๊ะสั่งให้เชือดหมูที่เลี้ยงไว้ในคอกกองกลางของหมู่บ้านเพิ่มอีกหนึ่งตัว เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง
โดยปกติแล้ว ธรรมเนียมการฆ่าหมูจะมีขึ้นในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงและช่วงก่อนวันปีใหม่เท่านั้น
การล้มหมูเลี้ยงฉลองในช่วงเก็บเกี่ยว ก็เพื่อให้ชาวบ้านได้กินเนื้อหนังเพิ่มพลังกาย จะได้มีแรงฮึดสู้กับงานหนักในทุ่งนา
ส่วนการฆ่าหมูช่วงปีใหม่นั้น เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา เพื่อให้สำรับอาหารของทุกบ้านมีเนื้อสัตว์อุดมสมบูรณ์ ต้อนรับปีใหม่ด้วยความอิ่มหนำ
แต่วันนี้ ทั้งที่ยังไม่ถึงวันปีใหม่ หมู่บ้านสือหลี่โกวกลับคึกคักมีชีวิตชีวายิ่งกว่าตอนปีใหม่เสียอีก
ที่บ้านตระกูลอันกำลังมีพิธียกคานเอกสำหรับบ้านหลังใหม่ พ่อเลยสั่งให้เชือดหมูหนึ่งตัวเพื่อเลี้ยงขอบคุณทุกคนที่มาช่วยงาน
ทางหมู่บ้านเองก็ใจป้ำฆ่าหมูสมทบอีกสองตัว ทำให้วันนี้ทุกครัวเรือนต่างก็ได้รับส่วนแบ่งเนื้อหมูกันถ้วนหน้า
เด็กๆ ที่เพิ่งเลิกเรียนตอนเที่ยงต่างพากันกระโดดโลดเต้น ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าววิ่งไล่จับกันไปมาทั่วหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น
วันนี้จะได้กินเนื้อแล้ว! นั่นคือความสุขที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ของเด็กยุคนี้
พอถึงเวลาฤกษ์งามยามดีช่วงเที่ยง บ้านอันก็จุดประทัดดังสนั่นหวั่นไหว พิธียกคานเอกเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
เหล่าผู้ชายฉกรรจ์ของตระกูลอันปีนขึ้นไปนั่งประจำที่บนจุดสูงสุดของโครงบ้าน ออกแรงดึงเชือกเพื่อชักรอกคานไม้ท่อนมหึมาขึ้นไป แล้ววางลงล็อกในร่องที่บากเตรียมไว้อย่างแม่นยำ
เสียงประทัดดัง “เปรี้ยงปร้าง” ก้องกังวาน พ่ออันซานเฉิงควักเหรียญออกมาหนึ่งกำมือโปรยลงมาเบื้องล่าง รวมมูลค่าห้าสิบสตางค์ เพื่อเป็นเคล็ดให้เงินทองไหลมาเทมา
ฝูงเด็กๆ ต่างพากันกรูกันเข้าไปแย่งเก็บเหรียญบนพื้นดินอย่างสนุกสนาน เงินหนึ่งสตางค์ในยุคนี้มีค่าไม่น้อย อย่างน้อยก็ซื้อลูกอมกินให้หายอยากได้
ในขณะที่ด้านบนกำลังทำพิธี ทางด้านแม่หลินกุ้ยฮวาก็หัวหมุนอยู่หน้าเตาไฟ กลิ่นหอมของอาหารเริ่มโชยมาแตะจมูก
วันนี้งานใหญ่ นอกจากป้าสะใภ้ใหญ่จะมาช่วยงานแล้ว เพื่อนบ้านน้ำใจงามอีกหลายคนก็มาร่วมด้วยช่วยกันอย่างแข็งขัน
อินเสวี่ยเหมย ยุวปัญญาชนสาวก็เป็นหนึ่งในทัพเสริม ช่วงนี้เธอมาขลุกอยู่ที่บ้านอันแทบทุกวัน
ส่วนอันหนิงนั้นได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญระดับชาติคือ... การนั่งเฝ้าหน้าเตาและคอยเติมฟืนเท่านั้น เพราะแม่หลินกุ้ยฮวาไม่ไว้ใจรสมือลูกสาวคนนี้เลยแม้แต่น้อย
จะว่าไป การทำอาหารจนหม้อทะลุได้แบบอันหนิง ก็ถือเป็นพรสวรรค์ด้านการทำลายล้างที่หาตัวจับยากจริงๆ
อันหนิงนั่งมองเปลวไฟบนม้านั่งตัวเล็ก โยกศีรษะไปมาอย่างอารมณ์ดี มองภาพความวุ่นวายตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
บรรยากาศช่างครึกครื้นและอบอุ่นเหลือเกิน กลิ่นอายของความมีชีวิตชีวาแบบมนุษย์สัมผัสได้จริง เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อนในโลกยุคดวงดาวที่เธอจากมา
ที่นั่นอาจจะมีพลุไฟสุดอลังการ มีการแสดงแสงสีโฮโลแกรมล้ำสมัย แต่กลับไร้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งความผูกพันของผู้คนแบบนี้
ภายในลานบ้านขนาดกะทัดรัด ทุกคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง
บางกลุ่มกำลังล้างเครื่องในหมู บางคนกำลังกรอกเลือดใส่ไส้ทำไส้กรอกเลือด เสียงหั่นผักกาดขาวดังฉับๆ เสียงขูดเปลือกมันฝรั่งดังแกรกๆ
ควันไฟจากเตาฟืนลอยโขมง ไอน้ำจากการนึ่งข้าวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ผู้คนเดินขวักไขว่ ส่งเสียงพูดคุยหยอกล้อกันอย่างออกรส
เสียงหัวเราะดังประสานกันเป็นระยะ บางคนก็ตะโกนแซวกันข้ามวง
อันหนิงในเวลานี้ นึกเสียดายที่ไม่มีกล้องบันทึกภาพติดตัวมาด้วย เธออยากจะบันทึกภาพความทรงจำเหล่านี้เก็บไว้ตลอดไป
บ่ายสองโมงกว่าๆ ก็ได้เวลาที่ทุกคนรอคอย อาหารพร้อมเสิร์ฟ
โต๊ะและเก้าอี้ที่ระดมยืมมาจากเพื่อนบ้านถูกนำมาจัดเรียงต่อกันจนได้ห้าโต๊ะใหญ่
ผู้คนเริ่มทยอยนั่งประจำที่ กลิ่นหอมเย้ายวนใจของอาหารเรียกน้ำย่อยให้ทำงานหนัก
ผัดผักกาดขาวใส่เนื้อชามยักษ์วางเด่นอยู่กลางโต๊ะ ตามมาด้วยหมูสามชั้นนึ่งชิ้นหนานุ่ม มันฝรั่งผัดเส้นใส่เนื้อที่ผัดจนเข้าเนื้อ ซี่โครงหมูต้มถั่วลิสงเปื่อยกำลังดี ยำแตงกวาใส่ถั่วลิสงทอดกรุบกรอบ และทีเด็ดที่ขาดไม่ได้คือ... หมูทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน หรือที่เรียกว่า 'กัวเปาโร่ว'
อันหนิงเฝ้ารอเมนูนี้ตั้งแต่อยู่ในกระทะ และคนที่เป็นเจ้าของฝีมือจานเด็ดนี้ก็คืออินเสวี่ยเหมย
อินเสวี่ยเหมยแอบตักให้อันหนิงชิมก่อนใคร พอได้ลิ้มรสความกรอบนอกนุ่มในเคลือบซอสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม อันหนิงก็แทบจะยกให้อินเสวี่ยเหมยเป็นไอดอลในดวงใจทันที
อร่อยจนแสงออกปาก!
นาทีนี้ อันหนิงขอก้มกราบคนทำอาหารอร่อยจากใจจริง
สำหรับวงกินข้าว อันหนิง แม่หลินกุ้ยฮวา และพวกผู้หญิงยังคงนั่งกินกันในห้อง
ในห้องจัดไว้สองวง ล้วนเป็นแม่บ้านและคนที่มาช่วยงานครัว
พอกำลังจะเริ่มคีบตะเกียบ อันหนิงก็ถูกเรียกตัวให้ออกไปนั่งรวมกับพวกผู้ชายด้านนอก
เธอรู้ดีว่านี่คือการให้เกียรติและยอมรับในความสามารถของเธอ แต่เธอก็ปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล
“กับข้าวก็เหมือนกันนี่คะ อีกอย่างฉันไม่ดื่มเหล้า ขอนั่งกินในห้องดีกว่า สบายใจกว่าเยอะ”
พออันหนิงยืนกรานแบบนั้น พ่อก็ไม่ได้คะยั้นคะยออะไร
ที่หมู่บ้านนี้ไม่ได้มีธรรมเนียมเหยียดเพศหญิงแต่อย่างใด เพียงแต่เวลากินเลี้ยง พวกผู้ชายมักจะชอบดวลเหล้าและคุยโวเสียงดังตามประสา จึงแยกวงกันนั่งจะได้เต็มที่
ซึ่งอันหนิงเองก็ไม่ถนัดบรรยากาศแบบนั้น สู้กินเงียบๆ ในห้อง แย่งชิงของอร่อยได้ถนัดกว่าเป็นไหนๆ
อันหนิงกลับมานั่งที่เดิมตรงหัวเตียงเตา แล้วลงมือจัดการอาหารตรงหน้าอย่างมีความสุข
มื้อนี้ วงที่กินลากยาวที่สุดเห็นจะเป็นวงของพ่อด้านนอก
อันหนิงชำเลืองมองออกไปแล้วก็นึกโล่งใจ ดีนะที่ไม่ได้ออกไปนั่งดมกลิ่นเหล้า
หลังจากพิธียกคานเอกเสร็จสิ้น เรื่องการสร้างบ้านที่เหลือก็ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไรแล้ว
พอกินอิ่ม อันหนิงก็ช่วยแม่เก็บล้างทำความสะอาด ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ยืมมาต้องล้างให้เกลี้ยงก่อนนำไปส่งคืนเจ้าของ
ตามธรรมเนียมแล้ว ถ้ามีแกงเหลือก็มักจะตักใส่ถ้วยแบ่งไปให้บ้านที่ยืมของมาด้วย
แต่ยุคสมัยที่เนื้อสัตว์หายากแบบนี้ งานเลี้ยงจบลงโดยไม่มีอาหารเหลือค้างหม้อเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น แม่หลินกุ้ยฮวาก็ใจดี แบ่งไส้กรอกเลือดหมูที่ทำไว้เยอะแยะให้กับคนที่มาช่วยงานคนละเส้นสองเส้น ทำเอาทุกคนยิ้มแก้มปริกลับบ้าน
“นี่ใช่บ้านอันหนิงหรือเปล่าครับ”
เสียงเรียกจากหน้าประตูรั้วทำให้ทุกคนในลานบ้านชะงักมือ
อันหนิงที่กำลังยกหน้าโต๊ะกลมอยู่ วางมันลงแล้วชะเง้อมอง
“ผู้จัดการจิน?”
เธอรีบพิงหน้าโต๊ะไว้ข้างผนัง แล้วเดินตรงดิ่งไปที่ประตู พ่ออันซานเฉิงและลุงใหญ่เห็นแขกมาก็รีบลุกขึ้นต้อนรับ
“พี่รอง! พี่กลับมาแล้วเหรอ”
ที่หน้าประตูนอกจากจะมีผู้จัดการโรงงานจินยืนยิ้มแป้นอยู่แล้ว ยังมีพี่รองอันกั๋วหมิงที่หายหน้าหายตาไปนานกลับมาด้วย
พี่รองกระโดดลงมาจากรถบรรทุกคันใหญ่ แล้วรีบแนะนำผู้จัดการจินให้พ่อและลุงรู้จัก
“พ่อครับ ลุงครับ นี่คือผู้จัดการจินครับ ท่านตั้งใจมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะเลย”
อันหนิงเดินเข้าไปทักทายด้วยความแปลกใจ
“ผู้จัดการจิน ทำไมถึงมาด้วยตัวเองเลยล่ะคะ”
ผู้จัดการจินผู้ไม่มีมาดของผู้บริหารเลยสักนิด ชี้ไปที่ท้ายรถบรรทุกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“หนูอันหนิงสร้างบ้านใหม่ทั้งที เรื่องมงคลขนาดนี้ฉันจะไม่มาได้ยังไง”
“ดูสิ นั่นคือประตูเหล็กบานใหญ่ที่ช่างจางแห่งโรงงานเครื่องจักรลงมือเชื่อมให้เองกับมือ รับรองว่าแข็งแรงทนทาน ใช้ยันลูกบวชก็ไม่พัง”
อันหนิงเดินตามไปดูที่ท้ายรถ แล้วก็ต้องตะลึง... ประตูเหล็กสีดำสนิทบานมหึมา กว้างราวๆ สี่เมตร สูงสามเมตร ตั้งตระหง่านอยู่บนกระบะรถราวกับป้อมปราการเคลื่อนที่
“โห... ขอบคุณมากค่ะ แต่ของขวัญชิ้นใหญ่นี้ฉัน...”
“ไม่ต้องปฏิเสธ! ต้องรับไว้เท่านั้น ของแบบนี้ฉันทำมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปส่งที่ไหน อีกอย่างความสัมพันธ์ระดับเรา แค่ประตูบานเดียวยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ”
อันหนิงรู้ดีว่าผู้จัดการจินเป็นคนใจถึงและกระตือรือร้น แต่ความกระตือรือร้นในวันนี้มันดู ‘ล้น’ ผิดปกติไปหน่อย
“ตกลงค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ”
อันหนิงกล่าวขอบคุณย้ำอีกครั้ง ก่อนจะหันไปแนะนำพ่อและลุงใหญ่ให้รู้จักกับผู้จัดการจินอย่างเป็นทางการ
ผู้จัดการจินรีบปรับท่าทีให้อ่อนน้อมถ่อมตนทันที เขาเข้าไปจับมือทักทายผู้อาวุโสทั้งสองอย่างเป็นกันเอง พร้อมทั้งเอ่ยปากชมอันหนิงไม่หยุดหย่อน
“ลูกสาวบ้านคุณพ่อนี่สุดยอดจริงๆ ครับ ฉลาดเป็นกรด หาตัวจับยาก”
“เก่งจริงๆ ครับ ผมนับถือเลย”
พ่ออันซานเฉิงยิ้มจนแก้มปริ แต่ก็แอบทำหน้าปูเลี่ยนๆ เพราะมือของแกถูกผู้จัดการจินเขย่าไม่ยอมปล่อย ดึงกลับก็ไม่ได้
วินาทีนี้เอง พ่อถึงได้ตระหนักว่า ลูกสาวตัวน้อยของแกคงจะไปสร้างวีรกรรมความเก่งกาจอะไรไว้ข้างนอกแน่ๆ ถึงทำให้คนระดับผู้จัดการโรงงานเกรงใจได้ขนาดนี้
ในที่สุด ผู้จัดการจินผู้แสนดีก็ยอมปล่อยมือพ่อเสียที
พ่อรีบตะโกนสั่งให้แม่เตรียมทำกับข้าวเพิ่มทันที ฝ่ายผู้จัดการจินเองก็มีเรื่องอยากจะไหว้วานอยู่แล้ว ย่อมรู้ดีว่าการคุยธุระบนโต๊ะอาหารนั้นลื่นไหลที่สุด จึงตอบรับคำเชิญอย่างไม่อิดออด
แต่ก่อนจะไปกินข้าว เขาหันมาเรียกอันหนิงให้มาช่วยขนของลงจากรถก่อน
ประตูเหล็กบานยักษ์ต้องใช้แรงผู้ชายฉกรรจ์กว่าสิบคนถึงจะยกมันลงมาวางได้ แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด บนรถยังมีของอีกกองพะเนิน
ผู้จัดการจินปีนขึ้นไปบนกระบะรถด้วยความคล่องแคล่ว หิ้วห่อผ้าขนาดใหญ่ลงมาแล้วยื่นให้อันหนิง
“อันนี้ผู้จัดการโรงงานทอผ้าหลี่ฝากมาให้ บอกว่าเอาไว้ให้หนูตัดเย็บผ้าม่านหรือพวกผ้าปูโต๊ะ”
“ส่วนตะกร้านี้ช่างจางฝากมาสมทบ บอกว่าให้เอาไว้ทำกับข้าวเลี้ยงคนงาน”
ตะกร้าใบยักษ์ที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบชั้นดี อันหนิงกวาดตามองเห็นซี่โครงหมูชิ้นโต หมูสามชั้นลายสวย และยังมีพวกกุนเชียงกับของแห้งอีกเพียบ อัดแน่นจนล้นตะกร้า อันหนิงรับมาถือไว้
เธอยืนนิ่ง เงยหน้ามองผู้จัดการจินด้วยสายตารู้ทัน
“อ้าว เป็นอะไรไปหนู หรือว่าหนัก? มาๆ เดี๋ยวลุงช่วยถือ”
ผู้จัดการจินทำท่าจะกระโดดลงมาแย่งตะกร้าไปถือ แต่ถูกอันหนิงยกมือห้ามไว้เสียก่อน
“ฉันถือไหวค่ะ แต่ฉันแค่อยากจะถามให้แน่ใจ... ที่คุณลงทุนขนของมาให้ขนาดนี้ สรุปแล้วต้องการให้ฉันช่วยทำอะไรกันแน่คะ”
พอโดนดักคอเข้าอย่างจัง ผู้จัดการจินก็ได้แต่หัวเราะ “แหะๆ” แก้เก้อ ไม่ยอมตอบออกมาตรงๆ
อันหนิงวางตะกร้าลงกับพื้น แล้วกวักมือเรียกให้ผู้จัดการจินลงมาคุยกันดีๆ
ผู้จัดการจินกระโดดตุ้บลงมาจากรถ แล้วหันไปตะโกนสั่งงานพี่รอง
“กั๋วหมิง นายจัดการของบนรถต่อทีนะ”
พี่รองอันกั๋วหมิงรีบปีนขึ้นไปบนรถแทน ส่วนอันหนิงก็พาผู้จัดการจินเดินเลี่ยงผู้คนออกไปหามุมสงบเพื่อเจรจาธุรกิจ
“คุณบอกความจริงมาเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันไม่สบายใจ ขืนรับของขวัญชิ้นใหญ่ขนาดนี้ไว้ฟรีๆ ฉันนอนไม่หลับแน่”
[จบบท]