บทที่ 134: โจรกลับใจ
ภายในตรอกแคบที่ไร้ผู้คนสัญจร ชายฉกรรจ์แปดคนกำลังนั่งเบียดเสียดกันแน่นอยู่ที่มุมกำแพง ร่างกายที่เคยบึกบึนน่าเกรงขามบัดนี้สั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ เหงื่อกาฬไหลพรากเต็มใบหน้าที่ซีดเผือด
ตรงข้ามกับพวกเขานั้นคืออันหนิง หญิงสาวร่างเล็กที่นั่งยองๆ อย่างสบายอารมณ์ ในมือของเธอมีก้อนหินธรรมดาๆ ก้อนหนึ่งถูกโยนเล่นขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
“จะยอมพูดได้หรือยังคะ”
“พูด... ให้พวกเราพูดอะไรครับ”
จางเหล่าซาน หัวหน้าแก๊งที่ถูกลูกน้องเบียดจนแทบจมไปกับกำแพงเอ่ยถามเสียงสั่น ริมฝีปากของเขากระตุกไม่หยุด เขาอยากจะสารภาพบาปใจจะขาด แต่สมองที่ตื้อตันด้วยความกลัวทำให้เขาคิดไม่ออกว่าจะต้องสารภาพเรื่องไหนก่อน
มือเรียวเล็กของอันหนิงรับก้อนหินที่ตกลงมา ก่อนที่เธอจะกำหมัดแน่นเพียงเบาๆ เศษผงละเอียดสีเทาก็ร่วงกราวลงมาจากง่ามนิ้วของเธอ ปลิวว่อนไปตามสายลม
ภาพนั้นทำให้ดวงตาของเหล่าชายฉกรรจ์เบิกโพลงด้วยความสยดสยอง
“บอกเหตุผลมาสิคะ ว่าแค่จะจัดการผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว ทำไมต้องขนคนมาเยอะแยะขนาดนี้”
“ระ... เรากลัวว่าจะรับมือคุณไม่ไหวครับ กฏของพวกเราคือห้ามประมาทผู้หญิง คนแก่ และเด็กที่มาคนเดียวเด็ดขาด”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
อันหนิงพยักหน้าช้าๆ เหมือนนักเรียนที่เพิ่งเข้าใจบทเรียนยากๆ เธอแบมือออกแล้วปัดเศษฝุ่นหินทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ
“คำถามที่สอง พวกคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันมีเงิน ฉันฝากเงินในห้องวีไอพีส่วนตัว ข้อมูลนี้ไม่น่าจะรั่วไหลง่ายๆ นะ”
อันหนิงจ้องมองจางเหล่าซานด้วยแววตาใสซื่อ แต่ในมือกลับปรากฏก้อนหินก้อนใหม่ขึ้นมาอย่างน่าหวาดหวั่น
จางเหล่าซานตัวแข็งทื่อ เขาไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิลเดียว สำหรับคนทั่วไปก้อนหินก็เป็นแค่อาวุธธรรมดา แต่ในมือของผู้หญิงคนนี้ มันคือมัจจุราชที่พร้อมจะกระชากวิญญาณพวกเขาได้ทุกเมื่อ
“พวกเราเดาเอาครับ! เดาเอาล้วนๆ สาบานได้!”
ฟิ้ว! ฉึก!
เสียงวัตถุแหวกอากาศดังขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ตามมาด้วยเสียงกระแทกหนักหน่วง
ก้อนหินพุ่งเจาะเข้าที่หัวไหล่ของจางเหล่าซานอย่างแม่นยำ เกิดเป็นรูเลือดขนาดใหญ่ที่เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมา ความเจ็บปวดแล่นพล่านแต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะร้องโอดโอย
“คิดให้ดีก่อนตอบนะคะ ถ้าคราวหน้ามันไม่ได้ฝังที่ไหล่ แต่ฝังเข้าไปในสมอง... คงจะดูไม่จืดเลยเนอะ”
น้ำเสียงของอันหนิงยังคงราบเรียบ นุ่มนวล ราวกับเธอกำลังถามทางไปตลาด ไม่ใช่กำลังข่มขู่เอาชีวิต
ใบหน้าที่ดูไร้เดียงสาที่สุด กับน้ำเสียงที่สงบที่สุด เมื่อเอ่ยคำพูดที่อำมหิตที่สุดออกมา มันทำให้เธอดูราวกับปีศาจจำแลงมาเกิด
“อย่า! อย่าเพิ่งครับ! ผมพูดแล้ว ผมยอมพูดแล้ว!”
จางเหล่าซานรีบใช้มือข้างหนึ่งกดปากแผล อีกข้างยกขึ้นไหว้อย่างน่าเวทนา
“พวกเรารู้จักกับหัวหน้าแผนกที่สำนักงานออมทรัพย์ครับ! มันเป็นคนบอกข้อมูลพวกเรา!”
อันหนิงยังคงโยนก้อนหินเล่นต่อไป สายตาจับจ้องไปที่คนทั้งแปด
“แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณไม่ได้โกหก”
ก้อนหินในมือหยุดนิ่งกลางอากาศ เพียงแค่นั้นหัวใจของจางเหล่าซานก็แทบจะหยุดเต้นตาม เขารีบตะโกนลั่นจนเสียงหลง
“มันเป็นเรื่องจริงครับ! ผมสาบาน! ผมยินดีไปชี้ตัวมัน ผมจะไปมอบตัวที่สถานีตำรวจเดี๋ยวนี้เลย!”
คำตอบนี้ทำให้อันหนิงยิ้มออกมา
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นที่กระโปรงเบาๆ “ความคิดดีนี่คะ ในฐานะพลเมืองดี การพาคนร้ายไปส่งตำรวจคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด”
“แต่แผลของคุณ...” เธอมองไปที่รูเลือดบนไหล่
“ผมหกล้มเองครับ! ผมซุ่มซ่ามล้มทับมีดเอง!”
ไม่พูดเปล่า จางเหล่าซานกัดฟันหยิบมีดพกสั้นของตัวเองขึ้นมา แล้วแทงซ้ำลงไปที่แผลเดิมอย่างไม่ลังเล เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยอาวุธปริศนาของอันหนิง
อันหนิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ฉลาดมากค่ะ งั้นก็นำทางไปเลย”
“ครับๆๆ! เชิญทางนี้ครับคุณผู้หญิง!”
“พวกเราจะนำทางอย่างดีเลยครับ!”
ชายฉกรรจ์ทั้งแปดรีบพยุงกันลุกขึ้น ไม่มีใครมีความคิดที่จะหนีแม้แต่น้อย วินาทีนี้คุกคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเขา
ภาพประวัติศาสตร์จึงบังเกิดขึ้น เมื่อกลุ่มโจรหน้าตาโหดเหี้ยมเดินนำหน้าพาเหยื่อสาวไปแจ้งจับตัวเอง
เมื่อมาถึงหน้าสถานีตำรวจ ทันทีที่เห็นเครื่องแบบสีกากีของเจ้าหน้าที่ จางเหล่าซานและลูกน้องก็น้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ
รอดแล้ว! พ่อจ๋าแม่จ๋า พวกเรารอดตายแล้ว!
“คุณตำรวจครับ!!!”
เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความโหยหาของชายฉกรรจ์แปดคน ทำให้ตำรวจทั้งโรงพักสะดุ้งโหยงและรีบวิ่งออกมาดูสถานการณ์
“นั่นมันไอ้จางเหล่าซานนี่หว่า! แกยังกล้าโผล่หัวมาที่นี่อีกเรอะ!”
ตำรวจนายหนึ่งจำหน้าขาใหญ่ประจำถิ่นได้แม่นยำ
“ใช่ครับ! เป็นผมเอง จางเหล่าซานตัวจริงเสียงจริงครับจ่า!”
จางเหล่าซานรีบแหวกผมโชว์หน้า พร้อมยื่นข้อมือทั้งสองข้างไปข้างหน้าด้วยท่าทางชำนาญการ
“จับผมเลยครับ! จับผมเดี๋ยวนี้เลย ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ!”
ตำรวจถึงกับชะงัก ไม่กล้าเอาเกุญแจมือไปคล้อง นี่มันกับดักหรือเปล่า? หรือเป็นแผนลวงเสือออกจากถ้ำ?
“แกหยุดอยู่ตรงนั้นนะ อย่าขยับ!”
ตำรวจตะโกนสั่งพร้อมแตะมือที่ซองปืน เพื่อนตำรวจอีกหลายนายกรูกันเข้ามาล้อมกรอบ
“ดูเหมือนจะเป็นจางเหล่าซานจริงๆ แฮะ”
“ร้อยวันพันปีไม่เคยเจอ เรื่องแปลกที่สุดในรอบปีเลยนะเนี่ย”
หลังจากความวุ่นวายจบลงด้วยการที่โจรทั้งแปดถูกใส่กุญแจมือและนั่งเรียงกันเป็นระเบียบที่มุมห้อง อันหนิงที่ยืนเงียบๆ อยู่ด้านหลังจึงปรากฏตัวขึ้นในสายตาตำรวจ
“แม่หนู... หนูมาทำอะไรที่นี่ มีใครรังแกหนูหรือเปล่าลูก”
นายตำรวจอาวุโสเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมื่อเห็นเด็กสาวหน้าตาน่ารักยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มโจร
เหล่าโจรที่นั่งกอดเข่าอยู่มุมห้องได้แต่กรีดร้องในใจ... ใครรังแกใครกันแน่ครับจ่า!
อันหนิงยิ้มหวาน แววตาใสซื่อบริสุทธิ์
“สวัสดีค่ะคุณลุงตำรวจ หนูมาแจ้งความค่ะ พี่ๆ กลุ่มนี้เขาพยายามจะปล้นหนู แต่จู่ๆ ก็เกิดสำนึกผิดกลับใจกลางทาง ยืนกรานว่าจะมามอบตัว หนูก็เลยเดินมาเป็นเพื่อนพวกเขาค่ะ”
นายตำรวจอาวุโสทำหน้าเหมือนเห็นผี เขายกนิ้วก้อยขึ้นแคะหูแล้วถามย้ำ
“หนูว่าไงนะ? เมื่อกี้ลมมันพัดแรง ลุงหูอื้อ ฟังไม่ถนัด”
ลม?
อันหนิงเหลือบมองธงชาติหน้าเสาที่ห้อยสนิทไม่มีกระดิกแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะหันกลับมาฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม
“หนูอยากทราบว่า... ถ้าหนูเป็นคนพาพวกเขามาส่งตำรวจแบบนี้ จะมีเงินรางวัลนำจับให้ไหมคะ”
ดวงตากลมโตของอันหนิงเป็นประกายวิบวับเมื่อพูดถึงเรื่องเงิน
นายตำรวจอาวุโสมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะเหลือบไปมองสภาพสะบักสะบอมของกลุ่มจางเหล่าซาน สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว
จอมยุทธ์หญิง?
หรือว่า... นี่คือยอดฝีมือที่เขาเล่าลือกัน?
“มีสิ มีเงินรางวัลให้แน่นอน”
เขาเลือกที่จะไม่ซักไซ้ให้มากความ การได้ตัวจางเหล่าซานมาดำเนินคดีถือเป็นผลงานชิ้นโบแดง ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม
“จริงเหรอคะ! ขอบคุณค่ะ อ้อ... ยังมีอีกเรื่องค่ะ พวกเขาสารภาพว่ามีหัวหน้าแผนกที่สำนักงานออมทรัพย์เป็นคนชี้เป้าว่าหนูมีเงิน”
“ขอบใจมาก ลุงจะรีบส่งคนไปสืบสวนเรื่องนี้ทันที”
นายตำรวจรับคำอย่างจริงจัง
หลังจากจัดการเรื่องเอกสารเสร็จสิ้น อันหนิงก็เดินตัวปลิวออกมาจากสถานีตำรวจพร้อมเงินรางวัลห้าร้อยหยวนในกระเป๋า
เธอยกข้อมือดูเวลา เย็นป่านนี้แล้ว ป่านนี้พี่รองคงชะเง้อคอรอแย่แล้ว
เมื่อมาถึงโรงงานทอผ้า ก็เป็นอย่างที่คิด อันกั๋วหมิงกำลังเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าประตูด้วยความกระวนกระวาย
“พี่รอง! ฉันกลับมาแล้ว!”
อันกั๋วหมิงสะดุ้งโหยง รีบวิ่งถลาเข้ามาหาน้องสาว จับพลิกตัวซ้ายขวาสำรวจความเรียบร้อย
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม! บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า!”
“สบายมากจ้ะ ไปหาค่าขนมมานิดหน่อย” อันหนิงตบกระเป๋าเสื้อตัวเองเบาๆ
อันกั๋วหมิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองน้องสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงระคนยอมจำนน
“พี่รู้สึกสังหรณ์ใจว่า ทริปนี้พี่คงคุมเธอไม่อยู่แน่ๆ”
“พี่รองจะมาคุมฉันทำไมล่ะจ๊ะ ฉันดูแลตัวเองได้ พี่ก็เห็น”
“ก็เพราะรู้น่ะสิว่าเธอเก่ง... แต่พี่ก็อดห่วงไม่ได้นี่นา”
อันกั๋วหมิงส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “เอาเถอะ เรื่องนั้นช่างมันก่อน ทางโรงงานมีสินค้าล็อตใหม่จะส่งเข้าปักกิ่งพอดี เราจะติดรถบรรทุกไปลงที่นั่น แล้วค่อยหารถต่อไปทางใต้อีกที”
“รับทราบจ้ะ พี่รองว่าไงฉันก็ว่างั้น”
อันกั๋วหมิงมองหน้าน้องสาวแล้วคิดในใจ... เชื่อฟังแค่ปากน่ะสิ
อันหนิงส่งยิ้มแป้นแล้นกลับไป ทำให้อันกั๋วหมิงหลุดขำออกมาจนได้
“พี่นี่หมดปัญญาจริงๆ จะตีก้นสั่งสอนก็คงสู้เธอไม่ได้”
“อ้าว นี่พี่รองแอบคิดจะสู้กับฉันด้วยเหรอเนี่ย”
“ฮะๆ... เปล่าจ้ะ เปล่าเลย ใครจะกล้า”
อันกั๋วหมิงหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะจูงมือน้องสาวเดินเข้าไปในโรงงาน
ด้านในโรงงาน อันหนิงได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้จัดการโรงงานหลี่ฉางจู้เกี่ยวกับเครื่องจักรและผลิตภัณฑ์ใหม่
“เครื่องรุ่นนี้ถ้าปรับแต่งอีกนิด จะสามารถผลิตสินค้าตัวใหม่ได้เลยนะคะ”
คำแนะนำสั้นๆ ของอันหนิงทำให้ดวงตาของหลี่ฉางจู้ลุกวาวด้วยความตื่นเต้น ทั้งสองนัดแนะกันว่าหลังจากอันหนิงกลับมาจากทางใต้ จะมาหารือเรื่องนี้กันอย่างละเอียด
เมื่อถึงเวลาออกเดินทาง หลี่ฉางจู้มายืนส่งสองพี่น้องที่รถบรรทุก เขาตบไหล่อันกั๋วหมิงดังปึกๆ
“กั๋วหมิง... หน้าที่สำคัญที่สุดของนายคือดูแลน้องสาวให้ดี เข้าใจไหม”
“จำไว้นะ ตัวนายจะเจ็บตัวบ้างก็ไม่เป็นไร กลับมาเดี๋ยวฉันเซ็นเบิกค่ารักษาพยาบาลให้ไม่อั้น แต่ห้ามให้น้องเล็กของนายเป็นอะไรไปเด็ดขาด! ห้ามแม้แต่ปลายเล็บ!”
[จบบท]