บทที่ 141 ธุรกิจเงินล้าน
ภายในร้านขายของเก่า 'ฉุ่ยอวี้เซวียน' บรรยากาศยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกาลเวลา อันหนิงตัดสินใจหยิบสร้อยข้อมือลูกปัดเส้นนั้นออกมาวางบนผ้ารองอีกครั้ง เพื่อให้ผู้อาวุโสตรวจสอบความแท้จริง
ครั้งนี้ การตรวจสอบเป็นไปอย่างเคร่งครัดและละเอียดลออยิ่งกว่าเดิม
ไม่เพียงแค่ชายชราไว้เคราแพะที่ทำการตรวจสอบเพียงลำพัง แต่ยังมีชายวัยกลางคนอีกท่านเดินออกมาจากหลังร้านเพื่อช่วยกันพิจารณาสินค้าชิ้นนี้อย่างถี่ถ้วน
เมื่อทั้งสองท่านพยักหน้าให้กันเป็นการยืนยันความถูกต้อง ขั้นตอนการเจรจาเรื่องตัวเลขจึงเริ่มต้นขึ้น
“หนูจะรับเป็นเงินสด หรือให้โอนเข้าธนาคารดีครับ” ชายชราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ฉันมีสมุดบัญชีเงินฝากมาด้วยค่ะ”
อันหนิงใช้กระเป๋าหนังสือเป็นฉากบังตา ก่อนจะดึงสมุดบัญชีเงินฝากออกมาจาก 'มิติ' ของเธอ แล้วยื่นให้ชายชราดูเพื่อยืนยัน
“ตกลงครับ ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องไปดำเนินการที่ธนาคารด้วยกัน ส่วนของสิ่งนี้... หนูจะถือไว้กับตัวก่อน หรือจะฝากไว้ที่นี่ครับ”
“วางฝากไว้ที่นี่เถอะค่ะ” อันหนิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
เธอไม่ได้แกล้งทำเป็นใจกว้าง แต่มันคือความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง หากใครกล้าตุกติกกับเธอ ผลลัพธ์คงไม่สวยงามนัก
ชายชราเองก็เป็นคนผ่านโลกมามาก ย่อมมองออกถึงความเด็ดเดี่ยวในแววตาคู่นั้น เขายิ้มออกมาอย่างชื่นชมในความใจถึงของเด็กสาว
“ดีครับ วีรบุรุษย่อมมาจากยุวชน คำนี้ใช้กับหนูได้จริงๆ เชิญทางนี้ครับ”
ชายชราเดินนำหน้า อันหนิงก้าวเท้าตามไปอย่างกระฉับกระเฉง ส่วนอันกั๋วหมิงเดินปิดท้ายขบวนด้วยความเงียบงัน เขาเตือนตัวเองว่าในสถานการณ์ที่ตัวเองไม่ถนัดแบบนี้ การสงบปากสงบคำคือการช่วยเหลือที่ดีที่สุด
โชคดีที่ธนาคารตั้งอยู่ปากทางเข้าถนนสายวัฒนธรรมแห่งนี้เอง
ดูเหมือนชายชราจะเป็นลูกค้าชั้นดีของธนาคาร เพราะขั้นตอนทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก เพียงไม่ถึงสิบนาที ทุกอย่างก็เสร็จสิ้น
ตัวเลขในสมุดบัญชีของอันหนิงเพิ่มขึ้นมาอีกสี่หมื่นห้าพันหยวน
เมื่อทั้งสามเดินกลับออกมา ชายชราก็หันมากล่าวลาตามมารยาท
“โอกาสหน้าเชิญใหม่นะครับ”
ทว่าอันหนิงกลับยังไม่ขยับเท้า เธอแบมือข้างหนึ่งออกมาแล้วเอ่ยถาม
“หินลักษณะแบบนี้ พวกคุณยังต้องการไหมคะ”
บนฝ่ามือขาวผ่องของเด็กสาว ปรากฏอัญมณีสีน้ำเงินเข้มเจียระไนทรงเหลี่ยมที่ส่องประกายวาววับเมื่อต้องแสงแดด
อันกั๋วหมิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเบิกตากว้าง พยายามขุดความทรงจำว่าพ่ออันซานเฉิงแอบยัดของมีค่าแบบนี้ให้น้องเล็กตอนไหน แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
สงสัยน้องเล็กคงไป 'เก็บตก' มาได้เองอีกแล้วแน่ๆ
ชายชราเจ้าของร้านจ้องมองอัญมณีเม็ดงามในมือเด็กสาวตาไม่กระพริบ เขาไม่ได้เสียมารยาทหยิบฉวยมาดู แต่โน้มตัวลงไปพิจารณาระยะใกล้
สีน้ำเงินล้ำลึกดุจมหาสมุทร ความสะอาดบริสุทธิ์ไร้ที่ติ นี่คือไพลินน้ำงามระดับสุดยอด และที่สำคัญ... ขนาดของมันใหญ่โตจนน่าตกใจ
“หนู... แน่ใจนะว่าจะขาย” น้ำเสียงของชายชราเริ่มสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
“คุณรับซื้อไหมคะ ถ้าสนใจเรามาคุยราคากันได้”
และแล้ว ขบวนคนทั้งสามก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในร้านฉุ่ยอวี้เซวียนอีกคำรบ เล่นเอาช่างที่เพิ่งจะเดินกลับเข้าไปทำงานงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น
“ยังมีของเข้ามาอีก” ชายชราตะโกนบอกลูกน้อง ก่อนจะรีบกลับไปประจำที่หลังเคาน์เตอร์และสะบัดผ้ากำมะหยี่สีดำผืนเดิมปูลงบนโต๊ะ
อันหนิงวางไพลินสีน้ำเงินเม็ดโตลงบนผ้าสีดำอย่างเบามือ ชายชราทั้งสองเตรียมจะหยิบกล้องส่องพระขึ้นมาตรวจสอบ แต่ทว่า...
“รอสักครู่ค่ะ ฉันยังมีอีก”
สิ้นเสียงใสๆ มือเล็กๆ ก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋า แล้วลำเลียงอัญมณีออกมาวางเรียงกันราวกับกำลังวางลูกกวาด
สีแดงเพลิง สีเหลืองบุษราคัม สีชมพูหวานฉ่ำ สีเขียวมรกต และปิดท้ายด้วยเพชรสีขาวใสขนาดใหญ่ยักษ์ที่ส่องประกายเจิดจ้า
อัญมณีระดับพรีเมียมทั้งหกเม็ดวางเบียดเสียดกันบนผ้ากำมะหยี่สีดำที่ดูเล็กลงไปถนัดตา ชายชราถึงกับเหงื่อตก กลัวว่าเม็ดใดเม็ดหนึ่งจะกลิ้งตกลงพื้นให้หัวใจวายเล่น
“เอ่อ... คือว่า... พวกเธอ...”
ชายชราอึกอัก มองหน้าเด็กสาวสลับกับเด็กหนุ่มหน้าซื่อๆ ด้านหลัง แววตาเต็มไปด้วยความระแวงว่านี่อาจจะเป็นขบวนการฟอกเงินโจรหรือเปล่า
“พวกเราทำไมหรือคะ” อันหนิงถามด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
“ฮะๆๆ ไม่มีอะไรครับ ไม่มีอะไร ทางเรามีกฎไม่ถามที่มาของสินค้าอยู่แล้ว”
ชายชราหัวเราะกลบเกลื่อนพลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อที่ฝ่ามือ ก่อนจะเริ่มลงมือตรวจสอบ
อันหนิงเข้าใจความกังวลของอีกฝ่าย จึงพูดดักคอเพื่อให้ความมั่นใจ
“วางใจเถอะค่ะ ที่มาของสิ่งเหล่านี้ขาวสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ จะไม่มีตำรวจหรือเจ้าทุกข์คนไหนมาตามทวงทีหลังแน่นอน ประเมินราคาได้เลยค่ะ”
คำยืนยันที่หนักแน่นและแววตาที่มั่นคงของอันหนิง ทำให้ชายชราทั้งสองคลายความกังวลลงอย่างน่าประหลาด
แต่ปัญหาก็ยังคงมีอยู่
“คือ... ทางร้านเราคงรับซื้อไว้ทั้งหมดไม่ไหวครับ เม็ดเงินหมุนเวียนของเรามีจำกัด อย่างน้อยก็คงรับซื้อทั้งหมดในครั้งเดียวไม่ได้”
อันหนิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ได้แสดงท่าทีผิดหวัง “ไม่เป็นไรค่ะ พวกคุณเลือกเม็ดที่ต้องการก่อนได้เลย ที่เหลือฉันจะเอากลับไปเอง”
ชายชรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแม่บ้านที่กำลังเลือกซื้อผักสดในตลาดเช้า ผิดกันตรงที่ 'ผัก' กองนี้มีมูลค่ามหาศาลจนซื้อทั้งตลาดได้
หลังจากปรึกษาหารือและตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่ ในที่สุดทางร้านก็ตัดสินใจเลือกอัญมณีไว้สามเม็ด
สีน้ำเงิน สีแดง และสีเขียว
สามเม็ดนี้ จบราคาที่สี่แสนแปดหมื่นหยวน!
อันหนิงต้องเดินกลับไปที่ธนาคารอีกรอบ ยอดเงินในบัญชีของเธอพุ่งทะลุหลักห้าแสนหยวนไปอย่างง่ายดาย
เมื่อเดินออกมาจากย่านเมืองเก่า อันกั๋วหมิงมีสภาพเหมือนคนละเมอ เขาเดินตัวลอยๆ ตามหลังน้องสาวกลับมาที่โรงแรมโดยที่สติสตังยังไม่กลับเข้าร่างดีนัก
กว่าเขาจะเริ่มรู้สึกตัว ก็ปาเข้าไปช่วงมื้อเที่ยง
เมื่อได้สติ อันกั๋วหมิงอยากจะอ้าปากถามใจจะขาด แต่พอมองไปรอบๆ เห็นผู้คนพลุกพล่านก็ต้องหุบปากฉับ เรื่องเงินทองไม่เข้าใครออกใคร ขืนให้ใครรู้ว่าพวกเขามีเงินครึ่งล้าน คงได้เกิดเรื่องใหญ่แน่
หลังทานมื้อเที่ยงเสร็จ สองพี่น้องกลับเข้ามาในห้องพักที่ปิดมิดชิด
“น้องเล็ก...” เสียงเรียกของพี่รองแผ่วเบาและแหบพร่า
“มีอะไรหรือคะพี่รอง”
อันกั๋วหมิงส่ายหน้าไปมา แล้วยิ้มออกมาเหมือนคนสติหลุด “ไม่มีอะไร... พี่แค่จะถามว่า... บ่ายนี้เราจะออกไปไหนกันไหม”
“ฉันจะตามพี่ไปดูงานค่ะ จะไม่พูดแทรก พี่จัดการได้เลย”
คำพูดของอันหนิงช่วยเรียกความมั่นใจของอันกั๋วหมิงกลับคืนมา จิตใจที่เต้นระรัวราวกับกลองรบเมื่อช่วงเช้าเริ่มสงบลง
“ได้เลย ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่มาเรียกนะ”
อันหนิงแยกตัวกลับเข้าห้องพัก เธอทิ้งตัวลงนั่งแล้วเริ่มวางแผนการในหัว
อัญมณีพวกนี้เปลี่ยนเป็นเงินทุนได้มหาศาล ทำให้เธอไม่ต้องเหนื่อยดิ้นรนหาเงินทีละเล็กละน้อยอีกต่อไป แต่เธอก็รู้ดีว่าของแบบนี้ขายบ่อยไม่ได้ จะเป็นที่สะดุดตาเกินไป
เงินก้อนนี้จะเป็นทุนตั้งต้นสำหรับการพัฒนาที่ดินในหมู่บ้านและสร้างรากฐานธุรกิจการเกษตร
เธอวางแผนจะรอให้ประเทศประกาศใช้กฎหมายสิทธิบัตร แล้วค่อยงัดเอาองค์ความรู้ที่มีมาจดทะเบียนกินค่าลิขสิทธิ์ ถึงตอนนั้นเธอก็แค่รอรับเงินแล้วใช้ชีวิตปลูกผักทำสวนอย่างสงบสุขตามที่ตั้งใจไว้
อันหนิงหยิบสมุดจดขึ้นมาเขียนรายการสิ่งที่ต้องซื้อและสิ่งที่ต้องทำอย่างละเอียด
เมื่อเสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น อันหนิงก็คว้ากระเป๋าหนังสือคู่ใจเดินตามพี่ชายออกไปตะลุยโลกธุรกิจ
ตลอดช่วงบ่าย อันหนิงรักษาสัญญาอย่างเคร่งครัด เธอทำหน้าที่เป็นเพียงเงาตามตัวของอันกั๋วหมิง ปล่อยให้พี่ชายได้แสดงฝีมือเจรจาธุรกิจอย่างเต็มที่
และอันกั๋วหมิงก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ในยามที่ไม่มีน้องสาวคอยชี้นำ เขาก็สามารถหาโรงงานเป้าหมายเจอจนได้ ซึ่งโรงงานเหล่านี้ตรงกับรายชื่อที่เจียงเซี่ยเคยให้ไว้ถึงสองแห่ง
การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น ยุคนี้ใครมีเงินสดคือพระเจ้า โรงงานไม่สนว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน ขอแค่มีเงินวาง ก็ขนของไปได้เลย
ปัญหาเดียวที่เหลืออยู่คือ... จะขนของกลับบ้านยังไง?
มื้อเย็นวันนั้น สองพี่น้องนั่งทานข้าวกันที่ร้านอาหารเล็กๆ ใกล้ที่พัก หลังจากอิ่มหนำสำราญ อันหนิงก็เอ่ยขึ้นที่หน้าห้องพัก
“พี่รองคะ เราซื้อรถบรรทุกกลับไปสักคันเถอะค่ะ”
“ห๊ะ! อะไรนะ!”
อันกั๋วหมิงเผลอตะโกนภาษาบ้านเกิดออกมาเสียงหลง ลืมสิ้นซึ่งมาดนักธุรกิจที่เพียรสร้างมาทั้งบ่าย
“ซื้อรถบรรทุกค่ะ ขากลับฉันจำเป็นต้องใช้” อันหนิงย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“ด... ได้สิ เอาสิ”
ในเมื่อน้องสาวว่าดี พี่ชายอย่างเขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ปฏิเสธ อีกอย่าง... เงินในบัญชีตอนนี้ซื้อรถบรรทุกได้เป็นสิบคัน!
เช้าวันต่อมา หลังจากจัดการติ่มซำมื้อเช้าจนอิ่มแปล้ สองพี่น้องก็มุ่งหน้าสู่ตลาดค้ารถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเมือง
บรรยากาศในตลาดรถยนต์ค่อนข้างคึกคัก แต่ตัวเลือกสินค้ากลับทำให้ผิดหวังเล็กน้อย
ในยุคสมัยนี้ รถบรรทุกที่ครองตลาดและคุณภาพดีที่สุดหนีไม่พ้น 'รถบรรทุกเจี่ยฟ่าง' รถบรรทุกหน้ายาวสุดคลาสสิกที่เป็นกระดูกสันหลังของการขนส่งในประเทศ ส่วนรถรุ่นอื่นๆ หรือรถนำเข้านั้นแทบจะหาไม่ได้เนื่องจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี
ในที่สุด อันกั๋วหมิงก็ควักเงินสามหมื่นสามพันหยวนแลกกับรถบรรทุกเจี่ยฟ่างคันงามมาหนึ่งคัน
หลังจากจัดการเรื่องทะเบียนรถจนถูกต้องตามกฎหมาย อันกั๋วหมิงซึ่งมีทักษะการขับรถแทรกเตอร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็กระโดดขึ้นหลังพวงมาลัย บังคับเจ้าสัตว์ร้ายคันโตมุ่งหน้าไปยังโรงงานคู่ค้าทันที
สินค้าล็อตแรกที่อันกั๋วหมิงเลือกซื้อคือ นาฬิกาข้อมือระบบดิจิทัล แว่นกันแดดทรงตี๋ใหญ่ยอดฮิต และเสื้อผ้าแฟชั่นอีกจำนวนหนึ่ง
เขารอบคอบมากพอที่จะตรวจสอบสินค้าทุกลังด้วยตัวเองก่อนจะยกขึ้นท้ายรถบรรทุก
ปริมาณสินค้าไม่ได้มากมายจนล้นรถ เพราะนี่คือการ 'ลองตลาด' เขาไม่รู้ว่าสภาพถนนหนทางขากลับจะเป็นอุปสรรคแค่ไหน จึงเน้นความคล่องตัวไว้ก่อน
เมื่อภารกิจหลักเสร็จสิ้น สองพี่น้องก็ตระเวนซื้อของฝาก โดยเฉพาะพวกอาหารทะเลแห้งที่อันหนิงชี้ให้ซื้อแบบไม่อั้นเพื่อเอากลับไปตุนไว้ที่บ้าน
เมื่อทุกอย่างพร้อม อันหนิงและอันกั๋วหมิงก็กลับไปเช็กเอาท์ที่โรงแรม
เถ้าแก่เเนี่ยเจ้าของโรงแรมมองรถบรรทุกคันมหึมาที่จอดสตาร์ทเครื่องรออยู่หน้าประตูด้วยตาเบิกโพลง
“นี่... พวกเธอถ่อมาถึงนี่เพื่อมาซื้อรถบรรทุกเนี่ยนะ!”
อันกั๋วหมิงพิงประตูรถฝั่งคนขับ ปรับแว่นกันแดดเล็กน้อย แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะดูถ่อมตัวแต่กลับฟังดูน่าหมั่นไส้ที่สุด
“อ๋อ เปล่าหรอกครับ พอดีเห็นว่าสวยดีเลยซื้อติดไม้ติดมือกลับไปด้วยน่ะครับ”
คำตอบนั้นเหมือนหมัดฮุคเข้าที่หน้าเถ้าแก่เเนี่ยอย่างจัง เป็นการอวดรวยที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังทำลายล้างสูงมาก
และแล้ว ท่ามกลางสายตาที่ยังคงตกตะลึงของเถ้าแก่เเนี่ย รถบรรทุกเจี่ยฟ่างคันงามก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันและความงุนงง
เป้าหมายต่อไป... บ้าน!
[จบบท]