บทที่ 16: จิตสัมผัสแห่งขุนเขา
“อะไรนะ เธอทำถูกอย่างนั้นหรือ”
โจวเฉียงกั๋วชี้นิ้วลงบนคำตอบในสมุดแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ เขาย้ำกับเพื่อนข้างกายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้อนี้คำตอบของเธอถูกต้องจริงๆ มันตอบลบสี่”
“ห๊ะ เป็นไปไม่ได้มั้ง ยัยนั่นคงฟลุคเหมือนแมวตาบอดไปเจอกับหนูตายเข้าพอดีหรือเปล่า”
ยุวปัญญาชนชายที่เดินเคียงไหล่มาด้วยกันฉวยสมุดแบบฝึกหัดไปเปิดดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาพลิกดูเฉลยด้านหลังสลับกับหน้าที่ทำค้างไว้ แล้วก็ต้องเลิกคิ้วสูงเมื่อพบว่าตัวเลขนั้นถูกต้องแม่นยำ
เขาส่งสมุดคืนให้กับโจวเฉียงกั๋วพลางยักไหล่ “น้องชายคนเล็กของบ้านนั้นก็เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 เหมือนกันไม่ใช่หรือไง สงสัยคงจะเคยทำโจทย์ข้อเดียวกันมาก่อน ยัยนั่นคงจำคำตอบมาตอบส่งเดชไปนั่นแหละ”
“ก็คงงั้นมั้ง”
โจวเฉียงกั๋วพับปิดสมุดแบบฝึกหัดในมือ เขาออกเดินตามหลังเพื่อนร่วมทางมุ่งหน้ากลับไปยังที่พักของกลุ่มยุวปัญญาชน ทิ้งบทสนทนาไว้เพียงแค่นั้น
ทว่าในใจลึกๆ เขากลับมีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่อธิบายไม่ถูก สมุดแบบฝึกหัดเล่มนี้เขาอุตส่าห์ดั้นด้นไปซื้อมาจากตลาดในตัวเมืองใหญ่ ร้านค้าสหกรณ์ในชนบทกันดารแบบนี้ไม่มีทางมีขายอย่างแน่นอน
ถึงกระนั้น เขาก็ไม่อยากจะยอมรับความจริงว่าสาวชาวบ้านหน้าตาซื่อๆ คนหนึ่งจะมีความรู้เก่งกาจกว่าตัวเอง สุดท้ายเขาจึงเลือกที่จะหาเหตุผลมาหักล้างเพื่อความสบายใจว่า ทั้งหมดนั้นคงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ท้องฟ้าภายนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม เสียงพูดคุยของชาวบ้านที่เคยจับกลุ่มสนทนากันหน้าหมู่บ้านค่อยๆ เงียบลง รวมถึงเหล่านักเรียนโข่งในชั้นเรียนแก้ปัญหาการอ่านออกเขียนได้ต่างก็แยกย้ายกันกลับเรือนชาน
ในยุคสมัยที่ความเจริญยังเข้าไม่ถึง ช่วงเวลากลางคืนในชนบทอันห่างไกลไม่มีแม้กระทั่งแสงไฟฟ้าให้ความสว่างไสว ไม่ต้องพูดถึงชีวิตยามค่ำคืนหรือความบันเทิงเริงรมย์ใดๆ
เมื่อความมืดเข้าปกคลุม บ้านที่รักความสะอาดหน่อยก็จะตักน้ำมาล้างหน้าล้างตาขัดสีฉวีวรรณ ส่วนบ้านที่ไม่ค่อยพิถีพิถันเรื่องสุขอนามัย ก็นอนแผ่หลาลงบนเตียงเตาอุ่นๆ แล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น
อันหนิงเดินกลับเข้ามาในเขตบ้านตระกูลอัน เธอตักน้ำร้อนจากกระทะเหล็กใบใหญ่มาผสมน้ำอุ่นเพื่อล้างหน้าและล้างเท้าชำระล้างคราบฝุ่นไคล เธอหยิบแปรงสีฟันสภาพเก่าที่ขนแปรงเริ่มหลุดร่วงขึ้นมา จุ่มลงในกระปุกผงยาสีฟันเล็กน้อยแล้วเริ่มแปรงฟันอย่างตั้งใจ
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย เธอส่งเสียงบอกกล่าวคนในบ้านตามมารยาท จากนั้นก็มุดกลับเข้าห้องนอนไปซุกตัวในผ้าห่ม
อันหนิงหลงใหลความรู้สึกของผ้าห่มที่อบอุ่นเป็นที่สุด ด้วยคุณภาพการนอนระดับยอดเยี่ยม เพียงแค่หัวถึงหมอน สติของเธอก็ตัดเข้าสู่ห้วงนิทราทันที
ในค่ำคืนที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงสุนัขเห่าและเสียงแมวร้องดังแว่วมาเป็นครั้งคราว จนกระทั่งท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มทอแสงสีทองรำไร ไก่ตัวผู้ตัวใหญ่ประจำหมู่บ้านก็โก่งคอขันเสียงดังสนั่นเพื่อปลุกทุกชีวิตให้ตื่นจากหลับใหล
สิ้นเสียงไก่ขัน สรรพสิ่งในหมู่บ้านก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว เสียงกุกกักจากการอุ้มฟืนมาก่อไฟ เสียงพูดคุยเบาๆ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่
ชนบทในยามเช้าตรู่ช่างมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แสงแดดอ่อนละมุน ปล่องไฟของหลายหลังคาเรือนเริ่มมีควันสีขาวอมเทาลอยอ้อยอิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและพลิ้วไหวไปตามสายลม
ภาพเบื้องหน้าของอันหนิงราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่ค่อยๆ คลี่ออก เผยให้เห็นทิวทัศน์ที่แปรเปลี่ยนสู่ผู้คน จากความเงียบสงบสู่ความมีชีวิตชีวา
บ้านตระกูลอันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพวาดนั้น หลินกุ้ยฮวาผู้เป็นแม่ตื่นขึ้นมาปลุกทุกคนด้วยเสียงอันทรงพลังตั้งแต่ไก่โห่
“รีบเปลี่ยนรองเท้าคู่เก่าเดี๋ยวนี้ แล้วขึ้นไปเก็บเห็ดบนภูเขา ไปช้าเดี๋ยวคนอื่นก็แย่งเก็บหมดหรอก”
เก็บเห็ด? คำว่า ‘เก็บ’ ในภาษาถิ่นนี้มันออกเสียงคล้ายกับคำว่า ‘เหยียบ’ หรือเปล่านะ ร่างเดิมไม่เคยขึ้นภูเขามาก่อน ความทรงจำส่วนนี้จึงว่างเปล่า
สองวันที่ผ่านมานี้ อันหนิงมักจะสื่อสารภาษาถิ่นไม่ค่อยเข้าใจจนทำให้เกิดเรื่องหน้าแตกอยู่บ่อยครั้ง เพื่อความปลอดภัย เธอจึงตัดสินใจว่าจะขึ้นเขาไปสังเกตดูคนอื่นทำก่อน แล้วค่อยทำตาม
พี่ใหญ่หน้าซื่ออันกั๋วชิ่ง พี่สะใภ้ใหญ่จอมงกโจวกุ้ยเฟิน พี่รองเจ้าเล่ห์อันกั๋วหมิง น้องเล็กขี้ฟ้องอันกั๋วผิง และอันหนิงที่ยังยืนงุนงง ทุกคนเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยก็ถูกหลินกุ้ยฮวาไล่ต้อนออกจากบ้านราวกับฝูงเป็ด
เมื่อเดินพ้นประตูรั้วบ้านมาได้ พี่สะใภ้ใหญ่โจวกุ้ยเฟินก็รีบเดินเข้ามาประกบข้างกายอันหนิงแล้วพูดอย่างกระตือรือร้น “น้องเล็ก เธอตามฉันมานะ เราไปจับคู่ช่วยกันหา”
“ตกลงค่ะพี่สะใภ้”
อันหนิงรับคำอย่างว่าง่าย เป็นโอกาสดีเลยที่เธอจะได้เรียนรู้วิธีการจากพี่สะใภ้ เพราะเธอทำไม่เป็นจริงๆ
ด้านหน้าของขบวน อันกั๋วหมิงกำลังเดินกอดคอกำชับอันกั๋วผิงด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แกตามติดพี่ใหญ่ไป เข้าใจไหม ห้ามเถลไถล”
อันกั๋วผิงพยักหน้าหงึกหงัก รับปากอย่างแข็งขัน “พี่รองวางใจได้เลย เพราะพวกมันหมาหมู่หรอกผมถึงเสียเปรียบ ผมไม่ได้โง่นะ ถ้าสู้ไม่ไหวผมก็ใส่ตีนหมาวิ่งหนีแล้ว”
“รอยช้ำม่วงๆ ที่เบ้าตาแกนั่น มันเป็นหลักฐานว่าแกโง่หรือขาสั้นกันแน่”
อันกั๋วหมิงทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคเจ็บแสบ แล้วหักเลี้ยวแยกไปทางเส้นทางเล็กๆ อีกทางหนึ่งเพียงลำพัง ท่าทางของเขาดูมีลับลมคมใน
อันกั๋วผิงยกมือขึ้นแตะรอยช้ำรอบดวงตาตัวเองเบาๆ ผลการต่อสู้แค่นี้ก็นับว่าสมศักดิ์ศรีลูกผู้ชายแล้ว อีกฝ่ายมีกันตั้ง 3 คนเชียวนะ
อันหนิงที่เดินรั้งท้ายเห็นอันกั๋วหมิงกำลังจะแยกตัวออกไป เธอก็รีบตะโกนเรียกด้วยความเป็นห่วง “พี่รอง จะไม่ไปตีกันแล้วเหรอ”
ในใจของเธอยังจดจำสัญญาที่จะช่วยน้องเล็กแก้แค้น ไหนตกลงกันไว้ว่าเป็นตอนขึ้นเขาในวันนี้ไม่ใช่หรือ
“เธอไม่ต้องยุ่งเรื่องผู้ชายหรอก ตามพี่สะใภ้ใหญ่ไปเก็บเห็ดเงียบๆ ก็พอ”
พูดจบอันกั๋วหมิงก็โบกมือโดยไม่หันกลับมามอง แล้วเดินดุ่มๆ จากไป ไม่นานแผ่นหลังของเขาก็หายลับไปในดงไม้
อันหนิงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ทำไมถึงกีดกันไม่ให้เธอยุ่งด้วยล่ะ เธอมีแรงเยอะนะ
แต่ในเมื่อไม่รู้จักเส้นทาง เธอจึงทำได้เพียงเดินตามก้นพี่สะใภ้ใหญ่ขึ้นไปบนภูเขาอย่างเสียไม่ได้
ในเวลาเดียวกัน เส้นทางขึ้นเขาก็เต็มไปด้วยชาวบ้าน ทั้งเด็กสาววัยรุ่น หญิงสาวที่เพิ่งออกเรือน รวมถึงบรรดาป้าและน้าอีกมากมายที่กำลังเดินมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขาเพื่อปฏิบัติภารกิจเดียวกัน นั่นคือการเก็บเห็ด
ช่วงเวลาหลังฝนตกใหม่ๆ คือสวรรค์ของนักล่าเห็ด เห็ดป่าจะงอกงามได้ง่ายที่สุด เก็บมาได้นิดหน่อยก็เอามาทำกับข้าวเพิ่มรสชาติได้จานหนึ่ง แต่แรงจูงใจที่สำคัญที่สุดคือ ในตัวตำบลมีพ่อค้ารับซื้อ ซึ่งสามารถเปลี่ยนดอกเห็ดเป็นเงินหยวนได้
“น้องเล็กเรารีบไปกันเถอะ ไปทางนี้ ทางลับของฉันเอง”
“ได้ค่ะ”
คราวนี้อันหนิงเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้นำ เธอดึงแขนตัวเองที่ถูกพี่สะใภ้ใหญ่กอดไว้แน่นออก แล้วเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายคว้าข้อมือพี่สะใภ้ใหญ่แล้วออกแรงลากเดินแทน
“โอ๊ะ เดี๋ยวๆ”
โจวกุ้ยเฟินร้องเสียงหลงแทบจะถลาไปตามแรงดึงของอันหนิง แต่ต้องยอมรับว่าความเร็วของทั้งสองคนเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ
“ไปทางซ้าย ตรงไปนั่นแหละ ถูกแล้วๆ”
โจวกุ้ยเฟินคอยชี้นิ้วบอกทางให้อันหนิง อันหนิงลากโจวกุ้ยเฟินขึ้นเนินเขาเล็กๆ และเดินเลี้ยวไปทางซ้ายอย่างคล่องแคล่ว ราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
หลังจากเดินบุกป่าฝ่าดงมาได้ประมาณร้อยกว่าเมตร ก็มาถึงป่าสนแห่งหนึ่งที่พื้นดินปูพรมด้วยใบสนแห้ง พี่สะใภ้ใหญ่กวาดตามองแล้วเห็นว่าในป่าเงียบสงบไร้ผู้คน ก็เกิดความกระตือรือร้นจนตาเป็นประกาย
“น้องเล็ก รีบเก็บเห็ดเร็ว เข้า เข้า เข้า!”
อันหนิงยืนนิ่งไม่กล้าขยับ ตกลงคำสั่งคือให้ทำอะไร ให้เข้าไปเหยียบ หรือให้เข้าไปเก็บ
แต่ไม่นานความสงสัยก็กระจ่าง โจวกุ้ยเฟินนั่งยองๆ ลงกับพื้น แล้วใช้มือแหวกใบสนแห้งออกจนเจอเห็ดสีน้ำตาลกอหนึ่งซ่อนตัวอยู่
“น้องเล็ก ดูนะ แบบนี้กินได้ แบบอื่นที่เราไม่รู้จัก เราก็ไม่เก็บ เดี๋ยวจะเมาตาย เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ครั้งนี้อันหนิงเข้าใจอย่างถ่องแท้ ที่แท้ก็คือการเด็ดดึงขึ้นมา สิ่งนี้เรียกว่าเห็ดป่า มีทั้งแบบมีพิษและไม่มีพิษ
อันหนิงกระชับสายสะพายตะกร้าไม้ไผ่ไว้บนหลัง แล้วเริ่มลงมือปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของเธอเข้าขั้นเหนือมนุษย์ ด้วยการใช้ 'พลังจิต' เป็นตัวช่วยโกง เธอแทบไม่ต้องใช้สายตามองหาเลยด้วยซ้ำ สัมผัสพิเศษบอกตำแหน่งของเห็ดทุกดอกในรัศมี เธอเก็บตรงนี้เสร็จก็พุ่งตรงไปจุดต่อไปทันที ประหยัดเวลาไปได้มหาศาล
“น้องเล็ก... นี่เธอเก่งเกินไปแล้วหรือเปล่า” โจวกุ้ยเฟินหันมามองตะกร้าสะพายหลังของอันหนิงในจังหวะที่อันหนิงกำลังนั่งลงเก็บเห็ดดงใหม่พอดี ข้างในตะกร้านั้นมีเห็ดกองพูนขึ้นมาจนน่าตกใจ
เธอลองหยิบขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด ก็ไม่พบเห็ดพิษหรือเห็ดที่เก็บมาผิดเลยแม้แต่ดอกเดียว
ทั้งสองคนเพลิดเพลินกับการเก็บเห็ดอยู่ประมาณ 10 นาที ก็เริ่มมีเสียงฝีเท้าคนตามมาข้างหลัง อันหนิงไหวตัวทันจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วคว้าข้อมือโจวกุ้ยเฟินดึงให้ออกเดินทันที
“ทำอะไรน่ะน้องเล็ก ตรงนี้ยังมีอยู่อีกนะ เสียดายของ”
“มีแต่ก็ไม่เยอะแล้วค่ะพี่สะใภ้ ขืนชักช้าคนอื่นมาแย่งแน่ เราไปหาที่ใหม่กันเถอะ”
ครั้งนี้อันหนิงเป็นคนนำทางอย่างสมบูรณ์แบบ เธอรู้แล้วว่าจะต้องทำอะไร เธอแผ่ขยายพลังจิตออกไปเป็นวงกว้าง ไม่นานก็พาโจวกุ้ยเฟินไปเจอเห็ดอีกดงหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิด
“น้องเล็ก เธอหาเจอได้ยังไงเนี่ย จมูกดีเหมือนหมาล่าเนื้อเลย”
อันหนิงที่กำลังนั่งยองๆ มือสาละวนกับการเด็ดเห็ดลงตะกร้า แน่นอนว่าไม่สามารถพูดความจริงเรื่องพลังพิเศษได้
“โชคดีน่ะค่ะ สัญชาตญาณมันบอก”
“นี่มันโชคดีเกินไปแล้ว อย่างกับเทพเจ้าเห็ดมาเข้าฝัน”
โจวกุ้ยเฟินไม่มัวเสียเวลาพูดมาก การเก็บเห็ดให้เต็มตะกร้าต่างหากคือภารกิจสำคัญที่สุด
หลังจากทั้งสองคนเก็บเห็ดไปได้สักพัก ภายใต้การนำทางอันแม่นยำราวกับมีเรดาร์ของอันหนิง พวกเธอก็เจอเห็ดอีกดงหนึ่ง และเป็นดงใหญ่มากเสียด้วย เห็ดดอกตูมๆ ผุดขึ้นเต็มพื้นดินราวกับดอกไม้บาน
แต่เห็ดดงใหญ่นี้เป็นจุดสังเกตได้ง่าย ไม่นานก็มีคนกลุ่มอื่นเดินตามมาเจอ
“พวกเรา ตรงนี้มีเยอะมาก รีบมาเร็ว!”
เด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่งหันหลังกลับไปตะโกนเรียกเพื่อนเสียงดังลั่นป่า จากนั้นเธอก็รีบทิ้งตัวลงกับพื้นและเริ่มกวาดเก็บเห็ดอย่างบ้าคลั่ง
ไม่ถึงหนึ่งนาที คนคุ้นหน้าหลายคนก็ปรากฏตัวขึ้นจากแนวป่า พวกเขาคือกลุ่มยุวปัญญาชนที่เจอกันเมื่อคืนนั่นเอง
พวกเขาใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในหมู่บ้านมาหลายปี คุ้นเคยกับภูมิประเทศที่นี่เป็นอย่างดี หลังฝนตกก็มักจะชวนกันขึ้นเขามาเก็บเห็ด เพื่อนำกลับไปปรุงอาหารเพิ่มสารอาหารให้กับร่างกายที่ขาดแคลนเนื้อสัตว์
หยางเจี้ยนกั๋วเดินวางมาดนำอยู่หน้าสุด สายตาของเขาปะทะเข้ากับร่างของอันหนิงคนที่พูดจาโอ้อวดเมื่อคืนได้ในทันที แววตาของเขาฉายแววรู้ทันปนสมเพช ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ ว่าหล่อนตั้งใจพุ่งเป้ามาที่เขา
ช่างมีความพยายามเสียจริง ขนาดมาเก็บเห็ดในป่ารกชัฏแบบนี้ ยังสามารถจัดฉากให้เกิดการพบเจอกันอย่างบังเอิญได้ ผู้หญิงคนนี้แผนสูงนัก
ในขณะที่หยางเจี้ยนกั๋วกำลังหลงระเริงกับความคิดของตัวเอง ยุวปัญญาชนคนอื่นๆ ต่างก็นั่งลงแย่งกันเก็บเห็ดอย่างเอาเป็นเอาตาย มีเพียงโจวเฉียงกั๋วที่จ้องมองอันหนิงนานกว่าคนอื่น เขายังคงรู้สึกค้างคาใจเรื่องที่อันหนิงตอบคำตอบเลขข้อนั้นได้ถูกต้อง
“เจี้ยนกั๋ว นายไปเก็บทางโน้นสิ ทางโน้นก็มีไม่น้อยเลยนะ”
เพื่อนยุวปัญญาชนคนหนึ่งชี้ไปทางทิศที่อันหนิงนั่งอยู่ หยางเจี้ยนกั๋วรับคำในลำคอ แล้วเดินยืดอกวางท่าเข้าไปทางนั้นอย่างมั่นใจ แถมยังแกล้งกระแอมไอเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามอง
“อะ แฮ่ม!”
น่าเสียดายที่อันหนิงกำลังจดจ่ออยู่กับการใช้พลังจิตสแกนหาเห็ดอย่างเต็มที่ ไม่มีการตอบสนองใดๆ ต่อเสียงเรียกร้องความสนใจนั้น ส่วนพี่สะใภ้ใหญ่โจวกุ้ยเฟินนั้นหูดับไปเรียบร้อยแล้ว ในสายตาของเธอเห็ดสีน้ำตาลพวกนี้มีค่าเท่ากับเหรียญเงินที่กำลังลอยเข้ากระเป๋า
ต่อให้พ่อหนุ่มหน้ามนคนนี้จะไอจนปอดหลุดออกมาเป็นก้อน ก็ไม่หอมหวานเย้ายวนใจเท่ากับเงินหยวนหรอก!
[จบบท]