บทที่ 184: แผนการสู่อนาคต
หลินกุ้ยฮวาใช้เวลาค่อนวันในการจัดแจงข้าวของสารพัดที่อันกั๋วหมิงขนกลับมาให้เข้าที่เข้าทาง
ส่วนทางด้านอันซานเฉิงนั้น วันนี้เขารับบทเป็นหัวหน้าขบวน นำทีมลูกชายสามคนคืออันกั๋วชิ่ง อันกั๋วหมิง อันกั๋วผิง รวมถึงลูกสาวคนเล็กอย่างอันหนิง รวมเบ็ดเสร็จห้าชีวิตที่สองมือหิ้วของพะรุงพะรัง มุ่งหน้าไปมอบของขวัญปีใหม่ที่บ้านของลุงใหญ่
กฎเหล็กของบ้านคือ ตราบใดที่บ้านอันมีของกินของใช้ดีๆ บ้านของลุงใหญ่ก็จะต้องมีส่วนแบ่งด้วยหนึ่งชุดเสมอ
นี่เป็นคำสั่งที่อันซานเฉิงกำชับไว้อย่างเด็ดขาดก่อนที่อันกั๋วหมิงจะเดินทางลงใต้
ซึ่งอันกั๋วหมิงก็ไม่เคยมีข้อโต้แย้ง เพราะเขารู้ดีว่าลุงใหญ่ดีกับครอบครัวพวกเขาขนาดไหน
ขบวนแถวทั้งห้าคนเดินเรียงหนึ่งยาวเหยียด โดยมีอันซานเฉิงเดินนำลิ่วด้วยมาดผู้นำเต็มพิกัด แผ่นหลังยืดตรง ท่าทางกระฉับกระเฉงราวกับมีลมส่ง ทุกครั้งที่สวนกับชาวบ้าน เขาจะเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาเสียงดังฟังชัด
“ไม่ได้ไปไหนไกลหรอก นี่มันใกล้ตรุษจีนแล้ว ก็เลยขนของไปให้พี่ชายใหญ่แกหน่อยน่ะ”
“ก็พอมีพอกิน ไม่ได้เยอะแยะอะไรหรอก”
“จะไปบ้านพี่ชายใหญ่น่ะ เอาของไปให้แก”
“ไปละนะ จะรีบเอาของไปให้พี่ชายใหญ่”
ตลอดเส้นทางไม่ว่าใครจะถามหรือไม่ อันซานเฉิงก็สามารถหาช่องว่างแทรกบทสนทนาได้เสมอ
ใจความสำคัญมีเพียงหนึ่งเดียว คือการประกาศศักดาว่าเขากำลังนำของดีๆ ไปกตัญญูต่อบ้านพี่ชายใหญ่
สำหรับอันซานเฉิงแล้ว ลุงใหญ่เปรียบเสมือนพ่อคนที่สอง ความรู้สึกของเขาในตอนนี้จึงไม่ต่างจากลูกชายที่ประสบความสำเร็จและอยากจะเชิดหน้าชูตาให้พ่อได้ภูมิใจ
อันกั๋วผิงกับอันหนิงที่เดินรั้งท้ายเริ่มแตกแถวออกจากขบวนที่พ่อจัดไว้ เดินกระซิบกระซาบกันสองคน
“พี่สาว ผมบรรลุแล้วว่าทำไมพ่อถึงต้องเลือกออกมาเดินตอนเที่ยงแบบนี้”
“ทำไมล่ะ”
“ก็เวลานี้คนเยอะที่สุดน่ะสิ”
อันหนิงถึงบางอ้อทันที เธอมองแผ่นหลังของผู้เป็นพ่อแล้วพยักหน้า
“มิน่าล่ะ ถึงจงใจเลือกเดินเส้นทางนี้”
สองพี่น้องสบตากันอย่างรู้ทัน พอเห็นอันซานเฉิงหันขวับกลับมาเช็กความเรียบร้อย อันหนิงก็ดีดตัวกลับเข้าไปยืนในแถวอย่างรวดเร็วราวกับทหารฝึกมาดี
ขบวนของอันซานเฉิงยังไปไม่ถึงประตูบ้าน อันต้าเฉิงหรือลุงใหญ่ก็เดินออกมายืนรอรับเสียแล้ว
จะไม่ให้ออกมาได้ยังไง เล่นยกขบวนกันมาเอิกเกริกขนาดนี้ ชาวบ้านร้านตลาดคงนึกว่าบ้านนี้กำลังจะมีงานมงคลสมรสเสียอีก
ทันทีที่สบตากับพี่ชาย ความโอ้อวดเมื่อครู่ของอันซานเฉิงก็ลดฮวบลง กลายเป็นน้องชายผู้ว่านอนสอนง่าย
“พี่ใหญ่”
ลุงใหญ่ไม่ได้พูดอะไรมากที่หน้าประตู เขาเพียงพยักหน้าและเบี่ยงตัวเปิดทางให้น้องชายและหลานๆ เดินเข้าบ้าน
“คุณลุงใหญ่”
“คุณลุงใหญ่”
หลานๆ ประสานเสียงทักทาย ลุงใหญ่ยิ้มรับหน้าบาน โดยเฉพาะเมื่อสายตาปะทะเข้ากับหลานสาวคนเก่ง
“มาๆ ส่งมาให้ลุง ลุงช่วยถือ”
อันหนิงยิ้มหวาน ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
“ไม่หนักค่ะ ไม่หนักเลยสักนิด ลุงใหญ่คะ พวกเราเข้าบ้านกันดีกว่าค่ะ”
ลุงใหญ่เดินปิดท้ายขบวน ลั่นดาลประตูรั้วแล้วเดินตามทุกคนเข้าไปในลานบ้าน
แต่พอถึงหน้าประตูห้องโถง ลุงใหญ่กลับยืนลังเล เดินวนไปวนมาไม่ยอมก้าวเท้าเข้าไปสักที
จะไม่ให้ลังเลได้ยังไง ในเมื่อข้าวของข้างในกองพะเนินเทินทึกจนแทบไม่มีที่วางเท้า
“เจ้าสาม พอมีเงินหน่อยเอ็งก็เริ่มทำตัวกระโตกกระตาก ไม่รู้จักเก็บเนื้อเก็บตัวเงียบๆ แล้วกอบโกยเงินทองบ้างหรือไง”
ลุงใหญ่บ่นอุบอิบขณะพยายามแทรกตัวผ่านกองของขวัญเข้ามาในห้อง
อันซานเฉิงนั่งขัดสมาธิบนเตียงเตา หันมาตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่ใหญ่ เดี๋ยวนี้มันปิดไม่มิดแล้วล่ะ ทั้งบ้านหลังใหม่ ทั้งรถบรรทุก จอดเด่นเป็นสง่าขนาดนั้น จะให้ซ่อนยังไงไหว”
คำพูดของน้องชายทำให้ลุงใหญ่ฉุกคิดขึ้นมาได้ มันก็จริงของมัน
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรทำตัวเด่นเกินไป การถูกคนหมั่นไส้มันไม่ใช่เรื่องดี”
“คนตั้งเยอะแยะ เอ็งจะไปคอยระวังหน้าพะวงหลังได้ตลอดรอดฝั่งได้ยังไง”
อันซานเฉิงน้อมรับคำสอน เขารู้ดีว่าพี่ชายคนนี้เปรียบเสมือนเสาหลักที่คอยค้ำจุนและกำหนดทิศทางของตระกูลอันเสมอมา
“พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว ครั้งหน้าผมจะไม่ทำแบบนี้อีก”
ลุงใหญ่เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีไหวพริบ เมื่อเห็นน้องชายรับปาก เขาก็ไม่คิดจะขุดคุ้ยให้มากความ จึงเปลี่ยนเรื่องไปถามไถ่หลานๆ แทน
“พวกเอ็งวางแผนกันไว้ยังไงบ้าง หลังตรุษจีนจะทำอะไรกัน”
อันกั๋วชิ่งชิงตอบเป็นคนแรกด้วยแววตามุ่งมั่น
“ลุงใหญ่ หลังปีใหม่ผมกะว่าจะขยายคอกเลี้ยงหมู แล้วก็ลงไก่เพิ่ม ถึงเวลาแล้วค่อยให้น้องรองเอาไปปล่อยขายครับ”
อันกั๋วหมิงพยักหน้ารับลูกทันที
“ไม่มีปัญหาครับลุง ก่อนปีใหม่ผมเตรียมจะเอาคำอวยพรคู่ไปวางขายที่ตลาดนัด หลังปีใหม่ก็จะลงไปล่องใต้สักสองรอบ รอให้ถึงฤดูใบไม้ผลิอากาศดีๆ แล้วค่อยพักยาว”
ลุงใหญ่เลิกคิ้วมองหลานชายคนรอง
“เจ้ารอง เอ็งตัดใจทิ้งขุมทรัพย์ทางใต้ได้ลงคอเชียวเรอะ”
ใครๆ ก็รู้ว่าการค้าขายทางใต้นั้นทำเงินได้มหาศาลขนาดไหน
อันกั๋วหมิงยิ้มร่า ตอบอย่างคนหัวการค้า
“ลุงใหญ่นี่มองขาดจริงๆ ผมไม่ได้ทิ้งหรอกครับ ก็แค่บริหารจัดการทำควบคู่กันไปทั้งสองทาง ไม่ให้เสียงานทั้งคู่”
ลุงใหญ่พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะเบนสายตาไปทางอันหนิงและน้องเล็ก
อันกั๋วผิงรีบรายงานตัวอย่างแข็งขัน
“หน้าที่ผมคือสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ครับ ระหว่างนี้งานการในบ้านอันไหนช่วยได้ผมก็จะช่วยเต็มที่”
ลุงใหญ่พยักหน้า กำชับเสียงเข้มแต่แฝงความเมตตา
“ตั้งใจอ่านหนังสือให้ดีล่ะ”
สุดท้ายสายตาทุกคู่ก็มาหยุดที่อันหนิง
“ลุงใหญ่คะ หลังฤดูใบไม้ผลิ หนูจะจ้างคนในหมู่บ้านไปบุกเบิกที่ดินบนภูเขา แล้วก็ที่ดินที่หนูเหมาเอาไว้ คงต้องใช้แรงงานคนมาช่วยเยอะเลย ถึงตอนนั้นรบกวนลุงใหญ่ช่วยคัดคนงานดีๆ ให้หนูหน่อยนะคะ”
“ได้สิ เรื่องคนลุงจะช่วยสกรีนให้อย่างดีเลย”
ลุงใหญ่รับปากอย่างหนักแน่น
บรรยากาศการพูดคุยดำเนินต่อไป อันซานเฉิงหันไปสอบถามลูกชายคนโตและคนรองของลุงใหญ่บ้าง ซึ่งนี่เป็นจังหวะที่ลุงใหญ่เตรียมการไว้
พออันซานเฉิงเปิดประเด็น ลุงใหญ่ก็ทำทีเป็นเอ่ยปากขอยืมเงินจากอันซานเฉิงต่อหน้าลูกหลานทุกคน โดยให้เหตุผลว่าจะนำไปเซ้งร้านค้าในตัวตำบลให้ลูกชายทั้งสอง
“ลุงเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องธุรกิจพวกนี้เท่าไหร่ แต่เห็นพวกเอ็งขนของไปขายกันโครมๆ ของพวกนั้นในเมืองต้องมีคนซื้อแน่ จะให้ชาวบ้านพึ่งแต่สหกรณ์ร้านค้าเจ้าเดียวไปตลอดชาติได้ยังไง”
พอลุงใหญ่เปิดทาง อันกั๋วหมิงกูรูด้านการค้าก็เริ่มฉายแสง
เขาถ่ายทอดประสบการณ์จากแดนใต้อย่างออกรส โดยเฉพาะกลยุทธ์การทำร้านค้าว่าสินค้าต้องมีคุณภาพ ความสะอาดต้องเป็นเลิศ และการบริการต้องประทับใจลูกค้า
ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองบ้านลุงใหญ่นั่งฟังตาแป๋ว เก็บเกี่ยวความรู้ทุกเม็ด
พออันกั๋วหมิงบรรยายจบ อันกั๋วหยางลูกชายคนโตของลุงใหญ่ก็ปรึกษาขึ้นมา
“กั๋วหมิง นายว่าถ้าพี่เปิดร้านโชห่วยในหมู่บ้านจะได้ไหม พี่ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายในเมืองเท่าไหร่”
“พี่จะทำเหมือนกั๋วชิ่ง คือทำนาอยู่บ้าน เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ แล้วก็เปิดร้านขายของชำเล็กๆ ไปด้วย น่าจะดีเหมือนกัน”
เหตุผลลึกๆ คือพ่อของเขาอายุมากแล้ว เขาไม่อาจทิ้งพ่อให้อยู่ลำพังได้
เจตนาของอันกั๋วหยางชัดเจนจนทุกคนสัมผัสได้
“ผมว่าเข้าท่าเลยครับพี่ ทางใต้ก็มีร้านโชห่วยประจำหมู่บ้านแบบนี้เยอะแยะ”
บทสรุปคืออันกั๋วหมิงขอค้างคืนที่บ้านลุงใหญ่เพื่อวางแผนธุรกิจต่อ ส่วนคนอื่นๆ ทยอยกันกลับบ้าน
อันหนิงเดินตามหลังอันซานเฉิงออกมาจากบ้านลุงใหญ่ พอปลอดคนเธอก็ถามสิ่งที่ค้างคาใจ
“พ่อคะ ทำไมลุงใหญ่ต้องขอยืมเงินพ่อด้วยคะ”
อันหนิงรู้ดีว่าสมบัติพัสถานของบ้านลุงใหญ่นั้น ถ้าจะงัดออกมาใช้จริงๆ ก็สามารถซื้อทุกอย่างได้โดยไม่ต้องหยิบยืมใคร
“อันหนิงลูกรัก จำไว้นะว่าการมีเงินเยอะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป บางคนมีเงินมากแต่รักษาไว้ไม่อยู่ นิสัยใจคอก็พลอยเปลี่ยนไป ถ้าบ้านเราไม่มีลูกคอยดึงสติ พ่อก็คงไม่กล้าเอาเงินพวกนี้ออกมาเปิดเผยหรอก การที่ลุงเขาทำแบบนี้ก็เพื่อความสบายใจของลูกๆ เขาและเพื่อรักษาความสัมพันธ์พี่น้องให้มันเท่าเทียมกัน”
“อ๋อ...”
อันหนิงพยักหน้าหงึกหงัก แม้จะยังไม่เข้าใจปรัชญาชีวิตอันลึกซึ้งนี้ทั้งหมด แต่เธอก็บันทึกคำสอนของพ่อและลุงใหญ่ไว้ในใจ
ภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าช่างลึกล้ำเกินกว่าที่เธอคาดคิด
เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกคนต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน
พออันกั๋วหมิงกลับมาถึง ทุกคนก็ระดมกำลังช่วยกันคัดแยกและจัดเรียงคำอวยพรคู่ เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจพ่อค้าแม่ขายในวันรุ่งขึ้น
วันต่อมา ตรงกับวันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งเป็นวันนัดตลาดนัดใหญ่ของตำบลซานเหอ
ที่นี่จะมีการนัดตลาดทุกวันที่ลงท้ายด้วยเลขหนึ่ง สี่ และเจ็ด ชาวบ้านร้านตลาดในรัศมีสิบลี้ต่างพากันหลั่งไหลมาจับจ่ายใช้สอย บ้างก็ขี่เกวียน บ้างก็ปั่นจักรยาน หรือแม้แต่เดินเท้าเพื่อมาแลกเปลี่ยนสินค้า
คนบ้านตระกูลอัน ยกเว้นพี่สะใภ้ใหญ่อย่างโจวกุ้ยเฟินและแม่หลินกุ้ยฮวา ต่างก็ยกพลขึ้นรถบรรทุกกันอย่างพร้อมเพรียง
เช้าตรู่วันนี้ ทุกคนตื่นกันตั้งแต่ตีห้ามาเตรียมตัว ทั้งที่มีรถบรรทุกคู่ใจขับไปเพียงไม่กี่นาทีก็ถึง
ไฮไลท์ของเช้านี้อยู่ที่อันหนิง
เธอสวมชุดชั้นใน ทับด้วยกางเกงไหมพรม ตามด้วยกางเกงนวมบุฝ้าย แล้วปิดท้ายด้วยกางเกงหนังกันลมอีกชั้น
ส่วนเท้าก็ไม่น้อยหน้า ถุงเท้าขนสัตว์หนานุ่ม สวมรองเท้านวมคู่เล็ก แล้วยัดลงไปในรองเท้านวมพื้นหนาพิเศษอีกชั้นหนึ่ง
ท่อนบนยิ่งไม่ต้องบรรยาย เสื้อนวมตัวเล็กสวมทับด้วยเสื้อนวมตัวใหญ่บึ้ม
สภาพของเธอตอนนี้กลมดิกรวมกับตุ๊กตาล้มลุก พอเธอค่อยๆ ขยับตัวเดินเตาะแตะออกมาหน้าบ้าน ก็ประจวบเหมาะกับที่เจียงเซี่ยกำลังวิ่งออกกำลังกายผ่านมาพอดี
ชายหนุ่มหยุดฝีเท้า มองสิ่งมีชีวิตทรงกลมตรงหน้าแล้วหลุดขำ
“โอ้โห... นี่โอ่งน้ำบ้านใครฝึกวิชาจนกลายร่างเป็นปีศาจแล้วเรอะเนี่ย”
[จบบท]