บทที่ 191: สันดานที่แท้จริง
ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งบ้านอันสะบัดหน้าหนีทันทีที่พูดจบ เธอไม่แม้แต่จะปรายหางตามองไปทางตู้กุ้ยจวนเลยสักนิด ทำเอาสีหน้าของตู้กุ้ยจวนในยามนี้บิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ รอยยิ้มเสแสร้งที่เคยปั้นแต่งไว้มลายหายไปจนสิ้น
ทำไมทุกอย่างถึงไม่เป็นไปตามที่คิดไว้
ในสายตาของตู้กุ้ยจวนมาโดยตลอด คนบ้านอันก็เป็นเพียงชาวนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินที่ไร้การศึกษา ขอแค่โยนเศษเนื้อหรือผลประโยชน์เล็กน้อยให้ ก็พร้อมจะกระดิกหางทำตามคำสั่งแล้ว แต่วันนี้กลับตาลปัตร เธอพยายามหว่านล้อมสารพัดวิธีแต่กลับไม่สำเร็จผลเลยสักครั้งเดียว
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะคะ พี่เอ้อร์เฉิง...”
ตู้กุ้ยจวนรีบโผเข้ากอดแขนสามีอย่างอันเอ้อร์เฉิงไว้แน่น ทิ้งน้ำหนักตัวพิงซบลงไปที่ไหล่ของเขา แสดงท่าทีอ่อนแอราวกับนกน้อยในกรงทอง เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าสามีของตนเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่และสามารถตัดสินใจทุกอย่างในบ้านหลังนี้ได้
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่พูดแรงเกินไปแล้วนะครับ”
อันเอ้อร์เฉิงพยายามวางมาดปกป้องภรรยา
ปัง!
เสียงวัตถุกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหว
ตะกร้าใส่ใบยาสูบถูกปัดตกลงพื้นจนเกิดเสียงดัง ลุงใหญ่ที่นั่งหลังค่อมสูบยาอยู่บนเตาเตียงยืดหลังตรงขึ้นมาทันที รังสีความน่าเกรงขามแผ่ออกมาจากร่างชายชรา
“พี่สะใภ้ใหญ่เปรียบเสมือนแม่ ในบ้านตระกูลอันหลังนี้ คำพูดของเธอถือเป็นสิทธิ์ขาด เธอสมควรได้รับความเคารพ”
น้ำเสียงของลุงใหญ่หนักแน่นจนอันเอ้อร์เฉิงถึงกับชะงัก
ป้าสะใภ้ใหญ่ที่นั่งอยู่บนเตาเตียงค่อยๆ ขยับตัวลงมา เธอก้มลงเก็บตะกร้ายาสูบที่ตกกระจายอยู่บนพื้น ใช้มือตบฝุ่นออกเบาๆ สองสามทีด้วยท่าทีเรียบเฉย
“ยาสูบหกหมด เสียดายของเปล่าๆ”
ป้าสะใภ้ใหญ่บ่นพึมพำ ก่อนจะหยิบอิฐสีดำก้อนใหญ่ที่ใช้สำหรับปิดช่องเตาไฟส่งไปวางไว้ข้างตัวลุงใหญ่
“เอานี่ไป”
การกระทำของภรรยาทำให้ลุงใหญ่ที่กำลังวางมาดขึงขังถึงกับไปต่อไม่ถูก จะโมโหต่อก็ไม่ได้ จะหยุดก็เสียหน้า ป้าสะใภ้ใหญ่จึงรีบตัดบทเพื่อแก้สถานการณ์
“เอาล่ะๆ เลิกพูดเรื่องไร้สาระแล้วมาคุยเรื่องสำคัญกันดีกว่า ปีใหม่ทั้งทีอย่าให้เสียบรรยากาศ ฉันยังมีกับข้าวอีกตั้งหลายอย่างรอให้ทำอยู่”
คำพูดไกล่เกลี่ยของภรรยาทำให้ลุงใหญ่มีทางลง เขาจึงลดท่าทีลงและหันไปพูดกับน้องชาย
“เจ้ารอง เรื่องที่ดินพี่ตัดสินใจเองไม่ได้ แกต้องไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านเอาเอง แล้วถ้าแกย้ายทะเบียนบ้านกลับมาได้จริงๆ ที่ดินส่วนนั้นแกก็ปล่อยให้คนอื่นเช่าทำกินไปเถอะ พวกเราไม่เอาหรอก พี่จะไม่ขวางทางแก แต่ก็จะไม่ช่วยพูดให้เหมือนกัน แกไปจัดการธุระของแกเองเถอะ”
เมื่อลุงใหญ่ยื่นคำขาด ป้าสะใภ้ใหญ่ก็รีบจัดแจงงานต่อทันที เธอหันไปร้องเรียกหลินกุ้ยฮวา
“แม่เจ้าหนิง ไปกันเถอะ ไปทำกับข้าวในครัวกัน เดี๋ยวจะไม่ทันฉลองปีใหม่”
“ค่ะ พี่สะใภ้”
หลินกุ้ยฮวารับคำอย่างกระตือรือร้น เธอเบื่อที่จะปั้นหน้าทนฟังบทละครน้ำเน่าของคนพวกนี้เต็มทน หญิงวัยกลางคนรีบสวมรองเท้าแล้วเดินดุ่มๆ ออกไป
ทว่าจังหวะที่ก้าวผ่านประตู เธอจงใจเดินเบียดไหล่ตู้กุ้ยจวนอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซถลา ก่อนจะเดินเชิดหน้าออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
“ว้าย เจ็บนะ”
ตู้กุ้ยจวนแกล้งร้องเสียงหลง ทำเอาอันเอ้อร์เฉิงใจหายวาบ รีบประคองภรรยาสุดที่รักด้วยความห่วงใย พี่สะใภ้ใหญ่เขาอาจจะไม่กล้าหือ แต่กับน้องสะใภ้บ้านนอกคนนี้ เขามีสิทธิ์ที่จะตำหนิ
“น้องสะใภ้ เธอทำอะไรของเธอน่ะ เดินภาษาอะไร”
“พี่รอง มีปัญหาอะไรก็มาลงที่ผมนี่ คุณไม่มีสิทธิ์มาว่าเมียผม”
พ่อของอันหนิงหรืออันซานเฉิงสวนกลับทันควัน เขากระโดดลงจากเตาเตียงมายืนจังก้าขวางหน้าพี่ชาย ร่างกายที่ผ่านการทำงานแบกหามมาอย่างหนักแน่นและกำยำกว่าอันเอ้อร์เฉิงที่ทำงานนั่งโต๊ะหลายเท่าตัว
แสงแดดอุ่นยามบ่ายที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาตกกระทบแผ่นหลังกว้างของอันซานเฉิง ทอดเงาดำทะมึนทาบทับร่างของอันเอ้อร์เฉิงจนมิด ราวกับจะข่มขวัญ
“เจ้าน้องสาม... พี่เป็นพี่รองของแกนะ”
อันเอ้อร์เฉิงเสียงสั่นเครือ
“เหอะ ถ้าพี่ใหญ่ยอมรับพี่ว่าเป็นน้อง ผมถึงจะนับพี่ว่าเป็นพี่ แต่ถ้าพี่ใหญ่ไม่นับญาติ พี่ก็ไม่มีค่าอะไรสำหรับผมทั้งนั้น”
อันซานเฉิงพูดจบก็เดินกระแทกไหล่อันเอ้อร์เฉิงอย่างแรงในตำแหน่งเดียวกับที่ภรรยาของเขาทำเมื่อครู่ไม่มีผิดเพี้ยน ราวกับจะบอกว่าอย่าคิดว่ามีแค่แกที่รักเมียเป็นอยู่คนเดียว
พ่อเดินอาดๆ ออกไปที่ลานบ้าน ก่อนจะหันกลับมาตะโกนเรียกเหล่าลูกหลานเสียงดังลั่น
“พวกเด็กๆ ออกมาช่วยกันทำงานได้แล้ว”
“ครับพ่อ”
“มาแล้วค่ะ”
“รับทราบครับอาสาม”
เหล่าลูกหลานตระกูลอันต่างขานรับอย่างพร้อมเพรียงและทยอยเดินเรียงแถวกันออกมาจากห้อง พอถึงคิวของอันหนิง หญิงสาวเดินตะแคงตัวผ่านประตูออกไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองหน้าตู้กุ้ยจวน ทำราวกับว่าอาสะใภ้รองเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตน
การถูกเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบจากทั้งสองครอบครัวทำให้อันเอ้อร์เฉิงรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก ความน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มก่อตัวขึ้น แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ไตร่ตรองอะไร เสียงของตู้กุ้ยจวนก็ดังแทรกขึ้นมาดึงสติ
“เป็นความผิดของฉันเองค่ะ ฉันนึกว่าคนในครอบครัวเดียวกันจะรักใคร่กลมเกลียวเหมือนกับที่บ้านของฉันเสียอีก...”
น้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของตู้กุ้ยจวน ทำให้อันเอ้อร์เฉิงรีบหันกลับไปปลอบประโลมภรรยาทันที ทิ้งความขุ่นข้องหมองใจเมื่อครู่ไว้เบื้องหลัง
“ไม่โทษคุณหรอกจวนเอ๋อร์ พี่ใหญ่เขาคงลำบากใจจริงๆ เดี๋ยวพวกเราไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านกันเองก็ได้”
ลุงใหญ่ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตาเตียงก้มหน้าลงต่ำ เปลือกตาหย่อนคล้อยปิดบังแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย สมองของน้องชายคนรองอาจจะพอมีอยู่บ้าง แต่มันช่างน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับความหลงเมีย
อันเอ้อร์เฉิงและภรรยายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ที่ธรณีประตู จะเดินกลับเข้าไปนั่งก็กระดากใจ จะเดินถอยออกไปก็เสียหน้า สถานะของพวกเขาในตอนนี้ช่างดูน่าอึดอัดพิลึก
“มาถึงแล้วก็ถือว่าเป็นแขก กินข้าวให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับไปเถอะ”
ลุงใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
อันเอ้อร์เฉิงก้มหน้าพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“ขอบคุณครับพี่ใหญ่”
ลุงใหญ่ไม่ตอบรับคำขอบคุณ เขาเพียงแค่จุดไฟแช็กและสูบยาเส้นพ่นควันขาวโขมงลอยคลุ้งไปทั่วห้อง ตู้กุ้ยจวนอยากจะสะบัดก้นกลับบ้านเดี๋ยวนี้ แต่เรื่องที่ดินยังไม่สำเร็จ เธอจะยอมกลับไปมือเปล่าไม่ได้เด็ดขาด
อันเอ้อร์เฉิงจูงมือภรรยากลับเข้ามานั่งในห้อง แต่ตู้กุ้ยจวนทนเหม็นควันยาสูบฉุนกึกไม่ไหว เธอจึงแสร้งทำเป็นแม่ศรีเรือน
“ฉันออกไปช่วยงานในครัวดีกว่าค่ะ”
“ลำบากคุณแย่เลย”
อันเอ้อร์เฉิงมองภรรยาด้วยสายตาซาบซึ้ง
ลุงใหญ่ที่นั่งหันหลังให้อยู่ถึงกับลอบเบ้ปากด้วยความเอือมระอา บรรพบุรุษตระกูลอันทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ถึงได้มีลูกหลานคลั่งรักจนหน้ามืดตามัวแบบนี้โผล่มาคนหนึ่ง
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การรักเมีย การรักเมียเป็นเรื่องดี แต่การรักเมียจนไม่ลืมหูลืมตา ทอดทิ้งครอบครัวที่เลี้ยงดูมาตลอดยี่สิบปีเพื่อผู้หญิงคนเดียว มันใช้ไม่ได้
อันเอ้อร์เฉิงมองส่งภรรยาเดินออกไปจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมานั่งลงบนเตาเตียงอีกครั้ง ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องสี่เหลี่ยม สองพี่น้องนั่งนิ่งไร้วาจา ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง
อันเอ้อร์เฉิงขยับปากอยากจะชวนคุยหลายครั้ง แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นด้วยประโยคไหนดี สุดท้ายจึงโพล่งออกมาว่า
“พี่ใหญ่... ที่บ้านสบายดีกันใช่ไหมครับ”
“ก็ยังไม่ตายกัน”
คำตอบสั้นๆ แต่เจ็บลึกทำเอาอันเอ้อร์เฉิงไปต่อไม่ถูก เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่
“พี่ใหญ่ เราคุยกันดีๆ ไม่ได้เหรอครับ ผมรู้นะว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมผิดที่ไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเลย แต่ผมก็ไม่ได้ตั้งใจทิ้งขว้างพี่น้องนะ ค่าใช้จ่ายในเมืองมันสูงลิบลิ่ว ผมไม่กล้าลางานจริงๆ อีกอย่าง... พี่ก็ไม่เคยเข้าไปหาผมในเมืองเลยเหมือนกันนี่นา”
ประโยคท้ายอันเอ้อร์เฉิงบ่นอุบอิบในลำคอ แต่หูของลุงใหญ่ยังดีเยี่ยม เขาเงื้อถุงยาสูบในมือขึ้นสูงทำท่าจะฟาด
“อย่าตีหัวผมนะ!”
อันเอ้อร์เฉิงรีบยกมือขึ้นป้องศีรษะตามสัญชาตญาณ
ปฏิกิริยาที่คุ้นเคยทำเอาลุงใหญ่แค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะลดมือลงวางถุงยาสูบไว้ที่เดิม
“เจ้ารอง ฟังให้ดีนะ คำพูดพวกนี้พี่จะพูดแค่ครั้งเดียวและจะไม่พูดซ้ำอีก คนตระกูลอันของพวกเรารักเมียกันทุกคน แต่ไม่ว่าจะทำอะไร คนเราต้องรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ต้องมีสำนึกของความเป็นคน ถ้าละทิ้งสิ่งพวกนี้ไปแล้ว จะมีหน้าไปยืนอยู่ในสังคมได้ยังไง”
อันเอ้อร์เฉิงก้มหน้านิ่ง อยากจะอ้าปากเถียงแต่ก็จนปัญญาด้วยเหตุผล ห้องทั้งห้องกลับมาตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง
ทว่าบรรยากาศภายนอกตัวบ้านกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตู้กุ้ยจวนที่เดินออกมาถึงโซนทำครัวยืนตะลึงตาค้าง เธอกวาดสายตามองวัตถุดิบที่วางเรียงรายอยู่บนแคร่ไม้ด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา
นั่นมันซี่โครงหมูไม่ใช่หรือ แถมยังเป็นซี่โครงทั้งแผงขนาดใหญ่ เป็นไปได้ยังไงกัน ขนาดบ้านของเธอในเมือง เวลาจะกินซี่โครงหมูสักทีต้องคิดหน้าคิดหลัง คำนวณเงินแล้วคำนวณเงินอีก
“แม่... แม่ดูนั่นสิ กุ้งตัวใหญ่เท่าฝ่ามือหนูเลย แล้วก็นั่น... แม่คะ นั่นปลาอะไรทำไมตัวใหญ่จัง”
ลูกสาวของอันเอ้อร์เฉิงชี้ไม้ชี้มือด้วยความตื่นเต้น ตู้กุ้ยจวนมองตามนิ้วลูกสาวไปที่ปลาตัวแบนขนาดใหญ่ในมือของหลินกุ้ยฮวา เธอเองก็ตอบไม่ได้ว่ามันคือปลาอะไร เพราะเธอไม่เคยเห็นของดีแบบนี้มาก่อน
ไม่ใช่แค่ปลา แม้แต่อาหารทะเลเปลือกแข็งกองโตพวกนั้น เธอก็ไม่รู้จักชื่อเรียกของมันด้วยซ้ำ ต่อให้รู้จัก เธอก็คงไม่กล้าเอ่ยปากยอมรับความจริงตรงหน้า
มีบ้านไหนบ้างที่เชือดไก่กินทีเดียวสามตัว มีบ้านไหนบ้างที่กินปลาตัวใหญ่ยักษ์ทีเดียวสองตัว และมีบ้านไหนบ้างที่ฉลองปีใหม่ด้วยการใช้น้ำมันทอดของจนท่วมกระทะราวกับจะเอาน้ำมันมาอาบเล่น
สองแม่ลูกยืนงงเป็นไก่ตาแตกกับรายการอาหารสุดหรูของบ้านอัน ความรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง หรือว่าพวกเธอจะโดนวางยาพิษจนเกิดภาพหลอนไปเอง
“แม่... แม่ดูสิ นังเด็กนั่น... ใส่เสื้อโค้ทขนสัตว์อุ้มฟืนเหรอ”
ลูกสาวของอันเอ้อร์เฉิงจ้องมองอันหนิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยาและโกรธเคือง เสื้อผ้าดีๆ ราคาแพงขนาดนั้นกลับเอามาใส่ทำงานสกปรก ช่างไม่รู้จักคุณค่าของเงินทอง
“แม่คะ ไหนแม่บอกว่าบ้านนี้ยากจนข้นแค้นไง”
เสียงแหลมสูงของเด็กสาวดังลั่นไปทั่วบริเวณ หลินกุ้ยฮวาที่กำลังง่วนอยู่กับการล้างปลาได้ยินเข้าเต็มสองหู เธอแค่นเสียง 'เชอะ' ในลำคอ ก่อนจะลุกขึ้นยืนสะบัดปลาในมืออย่างแรง หยดน้ำคาวปลาพุ่งกระเซ็นไปโดนเสื้อผ้าของสองแม่ลูกเข้าอย่างจัง
“พวกบ้านนอกเข้ากรุงเอ๊ย เห็นอะไรก็ตื่นเต้นไปหมด”
หลินกุ้ยฮวาเปรยขึ้นลอยๆ
“นี่เธอทำอะไรของเธอน่ะ!”
ตู้กุ้ยจวนรีบเอาตัวเข้าบังลูกสาวไว้แล้วจ้องหน้าหลินกุ้ยฮวาเขม็ง
“ก็ล้างปลาไง ตาบอดหรือไงถึงมองไม่เห็น”
หลินกุ้ยฮวาตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ เธอไม่อยากเสียเวลาเสวนากับคนพรรค์นี้ จึงถือปลาเตรียมจะเดินหนีไปจัดการต่อ
“เดี๋ยว! จะไปไหนไม่ได้นะ เธอต้องขอโทษลูกฉันเดี๋ยวนี้”
ตู้กุ้ยจวนกางแขนขวางทางหลินกุ้ยฮวาไว้ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
ทันใดนั้น อันหนิงที่เพิ่งเดินอุ้มฟืนเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี หญิงสาวโยนฟืนในมือทิ้งลงพื้นเสียงดังโครม ก่อนจะเดินดุ่มๆ เข้ามายืนขวางหน้าแม่ของตนไว้ ปกป้องราวกับแม่เสือสาวหวงลูก
“จะทำอะไร อยากมีเรื่องเหรอ แน่จริงก็เข้ามาหาฉันนี่!”
[จบบท]