บทที่ 38: ภารกิจขนผ้า
ความต้องการซื้อผ้าเกรดตกสเปกของอันหนิง ได้รับการอนุมัติจากผู้จัดการโรงงานหลี่ฉางจู้อย่างง่ายดาย
หัวหน้าแผนกผลิตถึงกับอาสานำทางพาอันหนิงและอันกั๋วหมิงไปยังโกดังสินค้าด้วยตัวเอง ความกระตือรือร้นฉายชัดอยู่บนใบหน้าของเขาตลอดทาง
ระหว่างเดิน หัวหน้าแผนกก็อดไม่ได้ที่จะซักไซ้ไล่เลียงด้วยความสงสัย โดยมีอันกั๋วหมิงคอยยืดคอเงี่ยหูฟังอยู่ข้างๆ
“แม่หนู เธอรู้ได้ยังไงว่าเครื่องจักรตัวนั้นมีไว้ทำอะไร แล้วเธอดูออกได้ยังไงว่าต้องซ่อมตรงไหน”
อันหนิงนิ่งคิด สรรหาคำตอบที่ดูสมเหตุสมผล พลางทบทวนสิ่งที่ตัวเองพูดไปวันนี้... ก็ถือว่ายังไม่มีจุดไหนที่เป็นพิรุธจนเกินไป
“หนูแค่พูดชื่อชิ้นส่วนตามที่ตาเห็นเท่านั้นค่ะ ตัวหนูเองไม่รู้หรอกค่ะว่าเครื่องจักรนี้คือเครื่องอะไร”
หัวหน้าแผนกพยักหน้าอย่างตื่นเต้น ก่อนจะถามจี้ต่อ “แล้วไปรู้จักชื่อเรียกของพวกนั้นมาจากไหนล่ะ”
“หนูเคยอ่านเจอในหนังสือฟิสิกส์ของน้องชายคนเล็กค่ะ ในนั้นมีรูปเฟือง แรงดัน แล้วก็พวกกลไกที่เกี่ยวข้องเยอะแยะเลย”
คำตอบนั้นทำให้หัวหน้าแผนกพยักหน้าหงึกหงัก ยิ่งปักใจเชื่อเข้าไปใหญ่ว่าอันหนิงคืออัจฉริยะที่หาตัวจับยาก
ทางด้านอันกั๋วหมิงก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง น้องสาวของเขาฉลาดเป็นกรดขนาดนี้ ยังไงก็ต้องส่งให้เรียนหนังสือต่อให้ได้
อันหนิงหารู้ไม่ว่าความคิดของพี่ชายกำลังเตลิดไปไกล เธอยังคงรับมือกับคำถามของหัวหน้าแผนกต่อไป
“แล้วที่เธอถอดชิ้นส่วนออกมาแค่รอบเดียวแล้วประกอบกลับเข้าไปได้เหมือนเดิมนี่ จำได้ยังไงกัน”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ อาศัยความรู้สึกล้วนๆ ก็ประกอบกลับเข้าไปได้เอง”
“โธ่เอ๊ย! แม่หนูนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ลุงจะบอกให้นะ พรสวรรค์แบบนี้ไม่ได้มีกันทุกคน เธอต้องรีบคว้าโอกาสไว้ ไปฝากตัวเป็นศิษย์ช่างแล้วเรียนรู้เพิ่มเติม อนาคตไกลแน่ๆ เชื่อลุง!”
หัวหน้าแผนกยังคงหวังดี ไล่รายชื่อนายช่างฝีมือดีที่เขารู้จักให้อันหนิงฟังเป็นชุด แต่อันหนิงก็ยังคงยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่น
“หนูไม่ชอบค่ะ หนูชอบแค่ทำไร่ทำนา”
คำตอบที่แสนซื่อตรงทำเอาหัวหน้าแผนกถึงกับร้อนรนและเสียดายแทนจนแทบนั่งไม่ติด เขาหันขวับไปหาอันกั๋วหมิงทันที
“พ่อหนุ่ม เธอเป็นญาติเขาใช่ไหม รีบช่วยพูดกล่อมหน่อยสิ วิชาช่างพวกนี้เป็นใบเบิกทางทำมาหากินได้ตลอดชีวิต เรียนไว้มีแต่ได้กับได้!”
เจอแรงยุจากหัวหน้าแผนกเข้าให้อย่างนี้ อันกั๋วหมิงก็ได้แต่พยักหน้ารับรัวๆ “ทราบแล้วครับ ผมจำใส่ใจแล้ว เดี๋ยวกลับไปพวกเราจะคุยกับน้องให้รู้เรื่องครับ”
อันหนิงปรายตามองพี่ชายแวบหนึ่ง... กลับไปคุยก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องนี้เป็นจุดยืนสำคัญที่เธอจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเด็ดขาด
บทสนทนาดำเนินไปจนกระทั่งทั้งสามเดินมาถึงหน้าโกดัง
ด้วยบารมีของหัวหน้าแผนกที่พามาเอง บวกกับใบสั่งของจากผู้จัดการโรงงานหลี่ฉางจู้ ขั้นตอนทุกอย่างจึงผ่านฉลุยไร้รอยต่อ
สองพี่น้องได้ผ้าใบที่ต้องการมาสมใจ และด้วยคำแนะนำหัวการค้าของอันกั๋วหมิง พวกเขาจึงซื้อผ้าเนื้อดีติดไม้ติดมือกลับไปอีกหลายพับ เพื่อเอาไปตัดชุดใหม่ให้คนในบ้าน
อันหนิงย่อมไม่ขัดข้อง แถมยังหยิบเพิ่มมาอีกตั้งเยอะ กะว่าจะตัดเผื่อให้ครบทุกคนคนละหลายชุด
ไม่เพียงเท่านั้น อันกั๋วหมิงที่สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด ยังไปคุ้ยเอาพวกเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ทางโรงงานไม่คิดเงินมาอีกกองพะเนิน
“พี่รอง จะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรคะ”
“เอาไปเย็บแปะด้านนอกกระเป๋าไง ทำเป็นลวดลายเก๋ๆ ให้มันสวย เวลาขายของก็ต้องขายความแปลกใหม่ ให้มันไม่ซ้ำใครลูกค้าถึงจะชอบ”
อันหนิงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของอันกั๋วหมิง พี่รองเกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ
ดูท่าว่าพอกลับถึงบ้าน โปรแกรมการฝึกฝนร่างกายให้พี่รองคงต้องเร่งบรรจุลงตารางให้เร็วที่สุด
อันกั๋วหมิงลอบมองน้องสาวพลางคิดแผนในใจ... กลับไปต้องกล่อมให้น้องเล็กไปโรงเรียนให้ได้
ต่างคนต่างมีความคิดของตัวเอง ขณะที่มือก็ช่วยกันมัดห่อผ้าที่เลือกไว้อย่างขะมักเขม้น
“น้องเล็ก นี่มันจะไม่เยอะเกินไปเหรอ” อันกั๋วหมิงมองห่อผ้าขนาดมหึมาสี่ห่อบนพื้นอย่างหวั่นใจ
“เยอะจริงๆ นั่นแหละค่ะ”
อันหนิงเองก็จนปัญญา ลำพังเธอมีแค่สองมือ จะขนหมดนี่คงทุลักทุเลน่าดู
“เลือกเสร็จกันแล้วเหรอ”
ผู้จัดการโรงงานหลี่ฉางจู้เดินตามเข้ามาในโกดัง เห็นห่อผ้ากองโตสี่ห่อก็พอจะเดาสถานการณ์ออก “พวกเธอจะไปไหนกันต่อ เดี๋ยวฉันดูให้ว่ามีรถผ่านไหม จะได้ติดรถไปลงสักช่วง”
“พวกเราจะกลับตำบลซานเหอครับ”
“ตำบลซานเหอ... อืม ขอคิดก่อนนะ”
หลี่ฉางจู้ยกนิ้วจิ้มอากาศครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตาเป็นประกาย “นึกออกแล้ว ทางโรงงานเครื่องจักรเขามีรถวิ่งไปทางนั้นพอดี รอเดี๋ยวนะ ฉันจะโทรไปถามให้”
ผ่านไปครู่ใหญ่ ผู้จัดการหลี่ก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา พร้อมตะโกนเรียกสองพี่น้อง
“เร็วเข้า! พวกเธอนั่งรถของโรงงานเราไปลงที่โรงงานเครื่องจักรนะ ฉันคุยกับทางโน้นไว้แล้ว ให้พวกเธอติดรถเขาไปลงที่ตำบลซานเหอได้เลย”
หลี่ฉางจู้รู้สึกขอบคุณอันหนิงจากใจจริง และแฝงความตั้งใจอยากผูกมิตรด้วย เด็กสาวที่ฉลาดเป็นกรดแบบนี้ เผลอๆ ในอนาคตอาจจะได้เป็นใหญ่เป็นโต
เขาเข้าช่วยยกห่อผ้าห่อหนึ่ง หัวหน้าแผนกช่วยอีกห่อ เหลือบนพื้นอีกสองห่อ
หลี่ฉางจู้เห็นอันกั๋วหมิงยังยืนนิ่ง อันหนิงกลับเดินดุ่มๆ เข้าไปคนเดียว คว้าหมับเข้าที่ห่อผ้าสองห่อแล้วยกขึ้นเดินตัวปลิวอย่างกับถือปุยนุ่น
เดินไปถึงประตูโกดัง เธอยังมีแก่ใจหันกลับมาถามหน้าตาเฉย “ผู้จัดการหลี่คะ ต้องไปทางไหนคะ”
“ทาง... ทางโน้น”
มือที่ว่างของหลี่ฉางจู้ชี้ทาง ก่อนจะหิ้วห่อผ้าเดินตามไป อันกั๋วหมิงที่เดินตามหลังมาเห็นผู้จัดการแบกของก็เกรงใจ รีบเข้าไปช่วยประคองห่อผ้าช่วยอีกแรง
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ผู้จัดการหลี่ก็ซึ้งถึงสัจธรรมว่าทำไมอันหนิงถึงต้องถือสองห่อ
“เอ่อ... พี่ชายของอันหนิง เธอปล่อยมือเถอะ มีคนช่วยดึงแบบนี้มันเดินลำบากกว่าเดิมนะ”
อันกั๋วหมิงยิ้มเจื่อนๆ อย่างรู้สึกผิด แล้วยอมปล่อยมือที่เกร็งจนเส้นเอ็นปูด ทันใดนั้นเขาก็เห็นผู้จัดการหลี่เดินจ้ำอ้าวได้คล่องแคล่วขึ้นทันตา เสียงหอบหายใจก็หายไป
เมื่อมาถึงรถ อันหนิงที่ยืนรออยู่ข้างรถบรรทุกเจี่ยฟ่างสีเขียวก็จัดการโยนห่อผ้าสองห่อขึ้นรถไปแล้ว ก่อนจะหันมารับห่อผ้าจากมือผู้จัดการหลี่ส่งตามขึ้นไป
เมื่อสัมภาระทั้งสี่ห่อขึ้นรถเรียบร้อย หลี่ฉางจู้ก็หันมาบอกอันหนิง
“นี่เบอร์โทรฉัน มีอะไรให้ช่วยก็โทรมาได้เลย”
อันหนิงเก็บเบอร์โทรศัพท์ไว้อย่างดี ส่วนอันกั๋วหมิงก็จดเบอร์โทรศัพท์ส่วนกลางของหมู่บ้านให้ผู้จัดการหลี่ไว้เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายโบกมือลากัน ก่อนที่รถบรรทุกเจี่ยฟ่างจะเคลื่อนตัวออกจากโรงงานทอผ้า
รถบรรทุกโยกเยกไปตามสภาพถนน อันหนิงนั่งชมวิวทิวทัศน์ข้างทางอย่างเพลิดเพลิน ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง รถก็มาถึงเขตโรงงานเครื่องจักร
ด้วยความเคยชิน อันหนิงแผ่พุ่งพลังจิตออกไปตรวจสอบรอบบริเวณ... ทันใดนั้น สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ล้อรถยังไม่ทันหยุดหมุนดี ร่างของอันหนิงก็กระโจนลงจากกระบะท้ายรถไปแล้ว
“น้องเล็ก! —”
อันกั๋วหมิงเบิกตากว้าง เห็นน้องสาววิ่งสับตีนแตกพุ่งตรงไปยังรถบรรทุกอีกคันที่กำลังถอยหลังอยู่อย่างน่าหวาดเสียว
วินาทีที่ร่างของเธอกำลังจะปะทะเข้ากับท้ายรถบรรทุกยักษ์ อันหนิงก็ทิ้งตัวลงต่ำ สไลด์ตัวมุดเข้าไปใต้ท้องรถบรรทุกคันนั้นอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย! หยุด! หยุดรถเดี๋ยวนี้!”
อันกั๋วหมิงที่ยังอยู่บนรถผุดลุกขึ้นยืน ชูไม้ชูมือโบกสะบัด ตะโกนสุดเสียงจนคอแทบแตก
“หยุดรถ! หยุดรถ!”
คนขับรถบรรทุกของโรงงานทอผ้าเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เขาจึงช่วยบีบแตรยาวเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนในที่สุด รถบรรทุกของโรงงานเครื่องจักรคันหน้าก็ได้ยินและเหยียบเบรกจนตัวโก่ง
วินาทีนั้น อันกั๋วหมิงรีบกระโดดลงจากรถ วิ่งโซซัดโซเซหน้าตาตื่นไปที่รถบรรทุกคันใหญ่ แล้วทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นมองเข้าไปใต้ท้องรถด้วยหัวใจที่แทบหยุดเต้น
“พี่รอง!”
เสียงเรียกของอันหนิงดังมาพร้อมรอยยิ้ม แต่สิ่งที่เธอเห็นคือแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีดและความโกรธจัดของพี่ชาย อันกั๋วหมิงสูดน้ำมูกเสียงดังฟึด
“รีบออกมาเดี๋ยวนี้!”
อันกั๋วหมิงลุกขึ้นยืนก่อน หันหลังไปปาดน้ำตาที่รื้นออกมาด้วยความอัดอั้น แล้วหมุนตัวกลับมาด้วยท่าทีขึงขัง วันนี้เขาต้องแสดงบทบาทพี่ชายสั่งสอนน้องให้หลาบจำเสียบ้าง
ขวัญกล้าเทียมฟ้าเกินไปแล้ว จะปล่อยให้ทำเรื่องเสี่ยงตายแบบนี้อีกไม่ได้เด็ดขาด!
ตอนนี้ไทยมุงเริ่มเข้ามาล้อมรอบ คนขับรถบรรทุกทั้งสองคันต่างก็ลงจากรถมาดูเหตุการณ์
อันหนิงเพิ่งจะตะเกียกตะกายออกมาจากใต้ท้องรถ พอโผล่หัวออกมาได้นิดเดียว ก็โดนคนขับรถสาดคำด่าใส่เป็นชุด
“ตาบอดหรือไงวะ! กลางวันแสกๆ รถคันเบ้อเริ่มเทิ่มขนาดนี้มองไม่เห็นหรือไง!”
“นั่นมันที่ให้เข้าไปมุดเล่นเหรอ! ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือนึกว่าใต้ดินมีทองให้ขุด!”
อันหนิงไม่ได้โต้ตอบคำผรุสวาทเหล่านั้น เธอเพียงแค่ยื่นแขนทั้งสองข้างออกมา ส่งเด็กทารกตัวน้อยคนหนึ่งออกมาจากความมืดใต้ท้องรถ
ทุกเสียงเงียบกริบลงในบัดดล!
“คิก... คิก คิก...”
เด็กน้อยจ้ำม่ำคลานต้วมเตี้ยมออกมา แล้วทิ้งตัวนั่งแปะลงกับพื้น หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ สองมือน้อยๆ ตบแปะๆ อย่างไร้เดียงสา ดูมีความสุขเสียเต็มประดา
อันหนิงเงยหน้าขึ้นมองคนขับรถที่กำลังยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“ข้างล่างไม่มีทองหรอกค่ะ แต่ฉันเก็บเด็กคนหนึ่งได้”
[จบบท]