บทที่ 39: ฮีโร่จำเป็น
“เสี่ยวเป่า เสี่ยวเป่าลูกแม่!”
เสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นพร้อมกับร่างของหญิงชราที่พุ่งฝ่าวงล้อมฝูงชนออกมา นางทิ้งตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นอย่างแรงโดยไม่ห่วงสังขาร ก่อนจะโผเข้ากอดเด็กน้อยที่นั่งงงอยู่บนพื้นไว้แนบอก น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลพรากอาบสองแก้ม
ในขณะเดียวกัน อันหนิงก็ค่อยๆ มุดออกมาจากใต้ท้องรถบรรทุกคันมหึมา เธอจัดการปัดฝุ่นเขรอะที่ติดตามเสื้อผ้าและเนื้อตัวออกอย่างใจเย็น ก่อนจะมายืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ พี่ชายคนรอง
“พี่รอง ฉันปลอดภัยดี เลิกร้องไห้ได้แล้วน่า”
“ฉัน... ยัยตัวดี!”
อันกั๋วหมิงที่เดิมทีกำลังรวบรวมคำด่าชุดใหญ่เตรียมไว้สั่งสอนน้องสาวตัวแสบ แต่พอเห็นหน้าน้องที่มอมแมมและสถานการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นความเป็นความตายมาหมาดๆ ความโกรธเกรี้ยวและท่าทีขึงขังที่เตรียมมาก็พังทลายลงไม่เป็นท่า
เขาอ้าปากพะงาบๆ อยู่นาน สรรหาคำพูดไม่ได้ สุดท้ายทำได้แค่กระแทกเสียงในลำคออย่างขัดใจ “ฝากไว้ก่อนเถอะ! กลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่เธอโดนดีแน่!”
“อ๋อ... รับทราบค่ะ กลับบ้านค่อยว่ากัน”
อันหนิงพยักหน้ารับคำขู่ที่ฟังดูเหมือนคำบ่นของพี่ชายอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ เพื่อมองหาเป้าหมาย
ตกลงว่าคนไหนคือโชเฟอร์ที่จะพาเรากลับบ้านกันแน่?
“เอ่อ... คือ... แม่หนู ลุงขอโทษจริงๆ นะ ลุงสาบานเลยว่าไม่รู้ว่ามีเด็กอยู่ใต้ท้องรถ ลุงไม่น่าพูดจาหมาๆ แบบนั้นกับหนูเลย”
คนขับรถบรรทุกหน้าซีดเผือด รีบเดินปรี่เข้ามาหาอันหนิงพร้อมพนมมือขอโทษขอโพยยกใหญ่ อันหนิงฉีกยิ้มหวานให้อีกฝ่ายสบายใจ พลางส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะลุง ตัวแกเล็กแค่นั้นแถมยังมุดเข้าไปลึก ลุงมองไม่เห็นก็ไม่แปลกหรอกค่ะ”
“โอย... ลุงมองไม่เห็นจริงๆ นะ ปกติเวลาจะถอยรถลุงก็เช็กดีแล้วแท้ๆ เชียว วันนี้มันซวยอะไรก็ไม่รู้” คนขับรถยังคงพร่ำบ่นด้วยความขวัญเสีย เหงื่อกาฬไหลพรากเต็มหน้าผาก
จังหวะนี้เอง หญิงสาวหน้าตาตื่นคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พอเห็นว่าเสี่ยวเป่าลูกรักยังหายใจอยู่และปลอดภัยดี ขาแข้งของเธอก็อ่อนแรงจนแทบจะลงไปกองกับพื้น
ตอนที่มีคนวิ่งไปบอกข่าว เธอฟังไม่ได้ศัพท์ จับใจความได้แค่ว่า 'รถทับ' กับ 'เสี่ยวเป่า' เท่านั้น สมองของเธอก็ระเบิดดังวิ้ง รีบวิ่งหน้าตั้งมาทั้งที่หัวใจแทบจะหยุดเต้น
หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความโกลาหลไปไม่กี่นาที สติสตางค์ของทุกคนก็เริ่มกลับเข้ารูปเข้ารอย หลินเสวี่ยผู้เป็นแม่อุ้มลูกชายแนบอกแน่น แล้วหันมาคุกเข่าลงตรงหน้าอันหนิงดังตึง!
“ขอบคุณนะหนู ขอบคุณจริงๆ ถ้าไม่ได้หนู ป้าคง...”
อันหนิงถึงกับทำตัวไม่ถูก เธอมาจากยุคดวงดาวที่การคุกเข่ามีความหมายเดียวคือการเคารพศพ!
เธอรีบถลาเข้าไปพยุงแม่ลูกอ่อนให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ปากก็ร้องห้ามเสียงหลง
“อย่านะคะ! ไม่ต้องคุกเข่า ฉันยังไม่ตาย รับไหว้แบบนี้ไม่ได้หรอกค่ะ อายุจะสั้นกันพอดี!”
คำพูดซื่อๆ ของอันหนิงเรียกเสียงหัวเราะจากไทยมุงรอบๆ ได้ครืนใหญ่ เด็กสาวคนนี้ช่างพูดจาได้น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
หลินเสวี่ยเองก็หลุดขำทั้งน้ำตา เธอยืนขึ้นโดยมีลูกน้อยในอ้อมแขน แววตายังคงฉายแววหวาดผวาไม่หาย แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือความซาบซึ้งใจ
“ป้าชื่อหลินเสวี่ยนะจ๊ะ วันนี้ต้องขอบใจหนูมากจริงๆ บุญคุณครั้งนี้ป้าไม่รู้จะชดใช้ยังไงไหว...”
เธอกลัวจับใจ กลัวจนสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ลูกคลาดสายตาอีกแม้แต่วินาทีเดียว
“ฉันแค่ตาไวเห็นพอดีค่ะ ป้าไม่ต้องคิดมากหรอก”
สำหรับอันหนิงแล้ว เด็กคือทรัพยากรมนุษย์ที่ล้ำค่าที่สุด ในยุคที่เธอจากมา การกำเนิดชีวิตใหม่เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่หาได้ยากยิ่ง ดังนั้นการปกป้องเด็กจึงเป็นสัญชาตญาณฝังลึกของเธอ
แต่หลินเสวี่ยไม่ยอมจบง่ายๆ เธอยืนกรานจะตอบแทนน้ำใจ หญิงชราผู้เป็นย่าก็ผสมโรงด้วยอีกแรง นางรู้สึกผิดแทบตายที่เผลอคุยติดลมจนหลานคลานหนีไปเกือบถูกรถทับ ถ้าไม่ได้แม่หนูคนนี้ นางคงต้องตรอมใจตายตามหลานไปแน่ๆ
“ไม่ได้! หนูต้องรับน้ำใจป้าไว้ แล้วก็จดที่อยู่มาด้วย ไม่อย่างนั้นป้าไม่ยอมให้หนูไปไหนทั้งนั้นแหละ!”
“ใช่ๆ ยายเห็นด้วย เสี่ยวเป่าคือดวงใจของบ้านเรา หนูช่วยเขาไว้ก็เหมือนชุบชีวิตพวกเราทุกคน หนูคือผู้มีพระคุณนะลูก”
สองย่าสะใภ้รุมล้อมหน้าหลัง ผลัดกันพูดคนละคำสองคำจนอันหนิงหาจังหวะแทรกไม่ได้เลย
“แล้วเสี่ยวเป่าล่ะ? หลานฉันเป็นยังไงบ้าง?”
ชายสูงวัยผมสีดอกเลาในชุดฟอร์มโรงงานสีน้ำเงินเข้ม วิ่งหน้าตื่นออกมาจากประตูรั้วโรงงานเครื่องจักร
เมื่อเห็นว่าหลานรักปลอดภัยดี แถมยังได้รับฟังวีรกรรมอันน่าหวาดเสียวจากปากลูกสะใภ้ จำนวนคนที่เข้ามารุมล้อมขอบคุณอันหนิงก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งหน่อ
“หยุดก่อนค่ะ! ฟังฉันพูดบ้าง!”
อันหนิงตะโกนสุดเสียงจนคอแทบแตก ในที่สุดสามคนพ่อแม่ลูกตระกูลจางก็ยอมสงบปากสงบคำ แล้วมองมาที่เธอตาแป๋ว
อันหนิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปรับโหมดเป็นจริงจัง “ใครคือคนขับรถที่ผู้จัดการหลี่จากโรงงานทอผ้าส่งมาคะ? ฉันต้องรีบติดรถกลับตำบลซานเหอแล้วค่ะ”
สิ้นเสียงประกาศ คนขับรถบรรทุกคู่กรณีก็ตาโต รีบชูมือตะโกนตอบ “ลุงเอง! ลุงนี่แหละที่จะไปส่งของที่ซานเหอ!”
โลกกลมพรหมลิขิตชัดๆ ที่แท้ก็ตาลุงที่เกือบขับรถทับเด็กเมื่อกี้นี้เอง
เมื่อได้ตัวคนขับรถแล้ว อันหนิงจึงหันไปบอกครอบครัวตระกูลจางว่า “ฉันต้องไปแล้วค่ะ ให้คนขับเขารอนานมันจะเสียมารยาท”
“ไม่เป็นไรจ้ะหนู! ลุงไม่รีบ! รอได้สบายมาก!”
เสียงตะโกนสวนกลับมาของคนขับรถ ทำเอาข้ออ้างขอตัวของอันหนิงกลายเป็นหมันไปต่อหน้าต่อตา
เธอหันขวับไปมองหน้าโชเฟอร์ อีกฝ่ายก็ส่งยิ้มแห้งๆ มาให้พร้อมพยักหน้ายืนยันว่า 'ไม่ต้องเกรงใจ ลุงว่างมาก'
อันหนิงกุมขมับ เธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นฮีโร่อะไรขนาดนั้น มันก็แค่จังหวะนรกที่เธอดันเข้าไปยุ่งพอดี
แต่ทว่า... จังหวะที่สายตาของเธอเหลือบไปเห็นป้ายชื่อโรงงานด้านหลัง 'โรงงานเครื่องจักร' สมองของเธอก็แล่นปรู๊ด
“คุณปู่ทำงานข้างในโรงงานเครื่องจักรเหรอคะ?”
อันหนิงหันไปถามจางฉี่หัว ปู่ของเสี่ยวเป่า ชายชราพยักหน้ารับงึกงัก
“ถ้าอย่างนั้น... ที่นี่พอจะมีพวกเศษเหล็กหรืออะไหล่เหลือใช้บ้างไหมคะ?”
จางฉี่หัวเลิกคิ้วมองเด็กสาวด้วยความแปลกใจ “หนูอยากได้เหรอ?”
“ไม่ได้จะขอฟรีๆ หรอกค่ะ ฉันขอซื้อต่อได้ไหมคะ”
อันหนิงมีคติประจำใจว่าจะไม่ทวงบุญคุณใคร แต่ถ้าใช้คอนเนกชันแลกความสะดวกสบายเล็กๆ น้อยๆ ก็ถือว่าวิน-วินทั้งสองฝ่าย
จางฉี่หัวไม่ได้คิดซับซ้อน ในเมื่อผู้มีพระคุณอยากได้ของเหลือทิ้งพวกนี้ มีหรือเขาจะขัดศรัทธา
อันหนิงหันไปส่งสัญญาณให้คนขับรถ ซึ่งรายนั้นก็พยักหน้ารัวๆ ยืนยันว่าจะจอดรอจนกว่าเธอจะพอใจ เธอจึงเดินตามชายชราจางฉี่หัวเข้าไปในอาณาจักรแห่งเครื่องจักรกล
ระหว่างเดินเข้าไป อันหนิงถึงได้รู้ว่าคุณปู่จางคนนี้ไม่ธรรมดา เขาเป็นถึงช่างระดับแปดเพียงหนึ่งเดียวของโรงงาน! เป็นระดับปรมาจารย์ที่ใครๆ ก็ต้องเกรงใจ
แม้ตอนนี้อันหนิงจะยังไม่อินกับคำว่า 'ช่างระดับแปด' มากนัก แต่เธอก็อดกังวลไม่ได้
“ฉันขอซื้อของพวกนี้ ผู้จัดการโรงงานเขาจะไม่ว่าเอาเหรอคะ? ฉันไม่อยากให้คุณปู่เดือดร้อนนะคะ”
“โอ๊ย หนูไม่ต้องคิดมากหรอก เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย อีกอย่างหนูช่วยชีวิตหลานปู่ไว้ จะเอาอะไรปู่ก็หามาให้ได้ทั้งนั้นแหละ”
จางฉี่หัวยิ่งมองก็ยิ่งถูกชะตาเด็กคนนี้ มารยาทงาม รู้จักเกรงใจ แถมจิตใจยังกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ไม่แปลกใจเลยที่กล้าพุ่งเข้าไปช่วยหลานเขาจากล้อรถ
“วางใจเถอะ ในโรงงานนี้ปู่พอจะมีเพาเวอร์อยู่บ้าง”
เมื่อเจ้าถิ่นการันตีขนาดนี้ อันหนิงก็เบาใจ
เธอเดินตามชายชราเข้าไปในโกดังเก็บเศษวัสดุ จางฉี่หัวยืนกอดอกรออยู่หน้าประตู ปล่อยให้เธอเข้าไปเลือกช้อปปิ้งได้ตามสบาย
พลังจิตของอันหนิงแผ่กระจายออกไปสแกนพื้นที่ เพียงพริบตาเดียวเธอก็รู้ตำแหน่งของทุกอย่าง เธอตรงเข้าไปหยิบจับชิ้นส่วนที่ต้องการอย่างคล่องแคล่ว
“ได้ครบแล้วค่ะ กองนี้คิดราคาเท่าไหร่คะ?”
อันหนิงชี้ไปที่กองเศษเหล็กบนพื้น มีทั้งน็อตตัวเมีย เฟืองเก่า สายพานขาดๆ เกินๆ จางฉี่หัวนั่งลงเขี่ยดูแล้วก็เกาหัวแกรกๆ นอกจากชั่งกิโลขายเป็นเศษเหล็กแล้ว เขาก็มองไม่เห็นมูลค่าอื่นเลย
“ไม่ต้องจ่งต้องจ่ายอะไรหรอก ยกให้ฟรีๆ เลย เอากลับไปเถอะ”
“ไม่ได้ค่ะ ฉันมีเงินจ่ายจริงๆ นะคะ”
อันหนิงพูดอย่างมั่นใจพร้อมล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อ แต่แล้ว... มือของเธอก็สัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า
ชิบหายแล้ว! เงินสดใช้หมดเกลี้ยงตั้งแต่เมื่อกี้ ที่เหลือซ่อนอยู่ในกระเป๋าลับกางเกงในนู่น! จะให้ล้วงออกมาตอนนี้คงดูไม่งามแน่
“ไม่ต้องจริงๆ เชื่อปู่สิ ของพวกนี้ตีเป็นเศษเหล็กราคามันก็แค่ไม่กี่ตังค์ หนูเอาไปเถอะ ถือว่าเป็นของขวัญจากปู่”
สุดท้าย อันหนิงก็ต้องจำยอมรับของฟรี เธอหากล่องกระดาษมาใบหนึ่ง กวาดชิ้นส่วนทั้งหมดลงกล่องแล้วอุ้มเดินตามจางฉี่หัวออกมา
“ว่าแต่แม่หนู... หนูจะเอาขยะพวกนี้ไปทำอะไร?” ชายชราอดถามไม่ได้ด้วยความสงสัย
“ฉันก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ เผื่อจะได้ใช้ประโยชน์”
ความจริงอันหนิงมีพิมพ์เขียว 'เครื่องสูบน้ำพลังสูง' อยู่ในหัว เธออยากจะรีบเอาไปประกอบเพื่อช่วยผันน้ำเข้านาที่กำลังแห้งแล้ง
แต่ขืนพูดไปตอนนี้ใครจะไปเชื่อ เด็กสาวบ้านนาจะมาสร้างเครื่องจักร? เดี๋ยวไก่จะตื่นเสียเปล่าๆ
จางฉี่หัวก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะไม่ซักไซ้ไล่เลียง เขาเดินมาส่งอันหนิงขึ้นรถบรรทุก แล้วกล่าวขอบคุณซ้ำอีกรอบ
“ลาก่อนค่ะคุณปู่”
“เดินทางดีๆ นะลูก”
อันหนิงโบกมือลา แล้วปีนขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังรถบรรทุก รถคันใหญ่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากโรงงาน ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง
การเดินทางขากลับกินเวลากว่าสองชั่วโมง กว่าจะถึงตำบลซานเหอ ตะวันก็ตกดินจนฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อ
คนขับรถบรรทุกรู้สึกผิดบวกกับซาบซึ้งใจ จึงอาสาขับรถไปส่งสองพี่น้องให้ถึงหน้าหมู่บ้านเพื่อเป็นการไถ่โทษ
อันหนิงเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะปฏิเสธ ทั้งคู่จึงได้นั่งรถบรรทุกคันโก้มาจอดเทียบท่าที่ทางเข้าหมู่บ้านสือหลี่โกว
“ลุงขับเข้าไปส่งข้างในไม่ได้แล้ว ถนนมันแคบเกิน เดี๋ยวจะกลับรถลำบาก”
“แค่นี้ก็ขอบคุณมากแล้วค่ะลุง ช่วยทุ่นแรงไปได้เยอะเลย”
อันหนิงกระโดดลงจากรถ ช่วยกันขนสัมภาระลงมากองไว้ อันกั๋วหมิงล้วงบุหรี่ซองหนึ่งยัดใส่มือคนขับรถเป็นการตอบแทน ทั้งสองยืนคุยกันถูกคอตามประสาผู้ชาย
อันกั๋วหมิงโบกมือลาจนรถบรรทุกเลี้ยวกลับและขับออกไปจนลับสายตา
“น้องเล็ก เธอยืนเฝ้าสมบัติบ้าพวกนี้ไว้นะ เดี๋ยวพี่วิ่งกลับไปตามคนมาช่วยขน”
“รับทราบค่ะพี่รอง!”
[จบบท]