บทที่ 44: ทองก้อนแรกจากกระเป๋าเป้
การปรากฏตัวของเจียงเซี่ยและสุนัขคู่ใจอย่างเจ้าต้าหวง ไม่ได้ทำให้อันหนิงเสียสมาธิในการวิ่งแม้แต่น้อย
ทว่าคนข้างหลังอย่างอันกั๋วหมิงนั้นต่างออกไป หลังจากถูกลากวิ่งรอบหมู่บ้านไปได้สองรอบ เขาก็หอบหายใจจนตัวโยน สุดท้ายก็ทิ้งตัวลงนั่งแปะกับพื้นดินอย่างหมดสภาพ มือข้างหนึ่งยื่นออกมาข้างหน้าอย่างสั่นเทา
“น้อง...”
อันหนิงหยุดวิ่งแล้วหันกลับไปมองพี่ชายรอง
สภาพของเขาดูแล้วคงจะก้าวขาไม่ออกอีกแม้แต่ก้าวเดียวจริงๆ
เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเดินย้อนกลับไปยื่นมือดึงอันกั๋วหมิงให้ลุกขึ้น แล้วกึ่งลากกึ่งพยุงพาร่างที่อ่อนปวกเปียกของพี่ชายกลับไปยังบ้านตระกูลอัน
บนโต๊ะอาหารเช้า มือของอันกั๋วหมิงที่ถือตะเกียบอยู่สั่นระริกจนคีบผักแทบไม่ได้
“นี่แกใช้มือวิ่งแทนขาหรือไง”
อันกั๋วหมิงค่อยๆ หันคอที่แข็งเกร็งไปมองพี่ชายใหญ่ ในหัวคิดคำเถียงอันกั๋วชิ่งได้เป็นฉากๆ แต่พอลองขยับปากแล้วก็ตัดสินใจเงียบไว้ดีกว่า
แค่หายใจยังเหนื่อย จะเอาแรงที่ไหนไปเถียง
หลังมื้อเช้าจบลง ทีมผลิตกระเป๋าอย่างอันกั๋วหมิง หลินกุ้ยฮวา และโจวกุ้ยเฟิน ยังคงปักหลักทำงานอยู่ที่บ้าน ส่วนอันหนิงและคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันลงนาไปทำงานเก็บแต้ม
วันเวลาผ่านไปอย่างเรียบง่าย อันหนิงยังคงเป็นแชมป์ทำแต้มงานได้สูงสุด โดยขลุกอยู่กับการจัดการคูน้ำตลอดทั้งวัน
เมื่อตะวันลับขอบฟ้า อันหนิงก็กลับมาหมกมุ่นอยู่กับการวิจัยชิ้นส่วนเครื่องจักรของเธอต่อ ส่วนสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน ใครที่มีฝีมือเย็บปักถักร้อยก็มาช่วยกันทำกระเป๋า ใครทำไม่เป็นก็แบ่งเบาภาระงานบ้านอื่นๆ ไป
สรุปผลงานวันนี้ อันกั๋วหมิงและทีมงานผลิตกระเป๋าเป้สะพายหลังออกมาได้ถึง 10 ใบ เป็นจำนวนที่น่าทึ่งมากสำหรับงานฝีมือ
บรรยากาศในลานบ้านตระกูลอันยังคงเงียบสงบ ต่างคนต่างง่วนอยู่กับงานตรงหน้า จนกระทั่งเสียงของน้องเล็กดังลั่นเข้ามา
“พ่อ!”
“แม่!”
เสียงตะโกนที่แหบแห้งและดูแตกตื่นของอันกั๋วผิง ทำให้อันกั๋วชิ่งและอันหนิงที่นั่งอยู่ใกล้ประตูดีดตัวผึงขึ้นมาทันที คนหนึ่งคว้าไม้หน้าสาม อีกคนฉวยท่อนเหล็ก แล้วพุ่งตัวออกไปหน้าลานบ้านด้วยความเร็วแสง
“พี่ใหญ่! พี่รอง! พวกพี่จะทำอะไรกันครับเนี่ย”
อันกั๋วผิงชะงักกึกเมื่อเห็นสีหน้าถมึงทึงของพี่ทั้งสองที่ดูพร้อมจะฆ่าคนได้ เขาจึงรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
“เข้าใจผิดกันแล้วครับ เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ผมไม่ได้โดนใครรังแกมาสักหน่อย”
อันกั๋วผิงสาบานได้เลยว่า ทันทีที่เขาพูดจบ เขาเห็นแววตาแห่งความเสียดายฉายชัดอยู่ในดวงตาของพี่ชายและพี่สาว
“แหะๆ... ไว้คราวหน้าถ้าผมมีเรื่องชกต่อยกับใคร ผมจะรีบวิ่งมาเรียกพวกพี่เป็นคนแรกเลยครับ”
อันกั๋วชิ่งและอันหนิงลดอาวุธลงแล้วหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
อันกั๋วผิงลูบจมูกตัวเองแก้เก้อ ก่อนจะเดินตามเข้าไป ครั้งนี้เขาลดเสียงลงจนเกือบจะเป็นกระซิบ
“พ่อ มีคนขอซื้อกระเป๋าหนังสือด้วยครับ เขาไม่ต่อราคาสักคำเลย พอผมบอกไปว่าใบละ 20 หยวน เขาบอกว่าพรุ่งนี้จะเอาของเลย”
“ผมไม่คิดเลยนะว่ามันจะขายออกได้ง่ายๆ แบบนี้!”
อันกั๋วผิงพึมพำกับตัวเองอย่างตื่นเต้น ราวกับยังไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น สมาชิกคนอื่นในบ้านพอได้ยินคำว่า ‘ขายได้’ ก็หูผึ่ง รีบรุมเข้ามาซักถามทันที
“ขายได้จริงรึ”
“20 หยวนนะ แกบอกราคาเขาชัดเจนแล้วใช่ไหม”
“อย่าลืมเก็บเงินมาก่อนนะ”
อันกั๋วผิงไล่ตอบคำถามของทุกคนอย่างใจเย็น เขาอธิบายว่าลูกค้าคนนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขาเอง ครอบครัวมีฐานะดีมาก พ่อแม่ทำงานมีเงินเดือนมั่นคง เป็นถึงระดับหัวหน้าโรงงาน แถมยังเป็นลูกชายโทนที่พ่อแม่ตามใจทุกอย่าง
“ยังมีเพื่อนอีกสองสามคนที่สนใจเหมือนกันครับ แต่พวกเขาบ่นว่าแพงไปหน่อย เลยขอกลับไปคิดดูก่อน”
ข่าวดีที่อันกั๋วผิงนำกลับมาเปรียบเสมือนยากระตุ้นชั้นดี ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันของหลินกุ้ยฮวาและสะใภ้ใหญ่หายไปเป็นปลิดทิ้ง พวกเขารู้สึกว่าพลังกายฟื้นคืนมาจนสามารถเย็บกระเป๋าเพิ่มได้อีกหลายใบ
จักรเย็บผ้าถูกย้ายฐานบัญชาการเข้าไปในห้องครัว อาศัยแสงไฟสลัวๆ จากตะเกียง และสุดท้ายต้องใช้ไฟฉายช่วยส่องจนงานเสร็จเรียบร้อย ได้กระเป๋าเพิ่มมาอีก 2 ใบ
ในสายตาของทุกคนตอนนี้ สิ่งที่วางกองอยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่กระเป๋าผ้า แต่มันคือก้อนเงินมูลค่า 40 หยวน
หลินกุ้ยฮวาลูบไล้กระเป๋าเป้ด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเครือ
“เจ้ารอง กระเป๋าใบหนึ่งเราจะได้กำไรเท่าไหร่กันแน่”
“เอ่อ... ค่าผ้าทั้งหมดเราลงทุนไป 73 หยวน ค่าจักรเย็บผ้าอีก 120 หยวน”
สิ้นเสียงของอันกั๋วหมิง สมองของทุกคนในบ้านก็เริ่มประมวลผลตัวเลขทันที
การคำนวณแบ่งออกเป็นสองสำนัก ฝ่ายอันกั๋วชิ่งใช้วิธีนับนิ้วอย่างจริงจัง ส่วนฝ่ายหัวกะทิอย่างอันหนิงและอันกั๋วผิงคำนวณเสร็จในใจอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ผลลัพธ์ก็ออกมาตรงกันเป๊ะ
ต้นทุนรวมทั้งหมดไม่ถึง 200 หยวน ขายกระเป๋าแค่ 10 ใบก็ได้ทุนคืนแล้ว
ส่วนค่าแรงน่ะเหรอ ไม่มีใครในบ้านนี้เอามาคิดเป็นต้นทุนหรอก สำหรับชาวนาอย่างพวกเขา แรงงานคือกำไรที่ได้มาฟรีๆ
“โอ๊ย... แม่จะเป็นลม ขอนั่งพักแป๊บนะ”
หลินกุ้ยฮวาเกาะขอบประตูค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งแปะบนธรณีประตู ผ้าที่ซื้อมายังเหลืออีกบานเบอะ แต่ตอนนี้ทำกระเป๋าเสร็จไปแล้ว 13 ใบ
นั่นหมายความว่า พวกเขายังสามารถผลิตเงินได้อีกอย่างน้อย 40 ถึง 50 ใบ
50 ใบ คูณด้วย 20 หยวน... นั่นมันเงิน 1,000 หยวน!
ตัวเลข 1,000 หยวน กระแทกใจหลินกุ้ยฮวาและโจวกุ้ยเฟินจนเข่าอ่อน หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
เงินพันหยวนในยุคนี้ มันมีค่ามหาศาลจนแทบจะพลิกชีวิตคนธรรมดาได้เลย
อันกั๋วหมิงเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน แต่ดูเหมือนเลือดพ่อค้าในตัวจะทำให้เขาตั้งสติได้เร็วกว่าคนอื่น ความเหนื่อยล้าจากการถูกน้องสาวลากวิ่งเมื่อเช้าหายไปจนหมดสิ้น
เงินนี่มันยาวิเศษจริงๆ รักษาได้ทุกโรค
คืนนั้น สมาชิกบ้านตระกูลอันต่างนอนตาค้างด้วยความตื่นเต้น มีเพียงอันหนิงคนเดียวที่หลับสนิท
เช้าวันรุ่งขึ้น
“น้องเล็ก... ขอพี่นอนต่ออีกนิดเถอะนะ”
“พี่ไม่ไหวแล้วจริงๆ ขืนลุกไปตอนนี้พี่ต้องตายคาที่นอนแน่ๆ”
อันกั๋วหมิงกอดขอบประตูไว้แน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่อันหนิงกลับมองดูพี่ชายด้วยสายตาเรียบเฉยไร้ความปรานี
“ถ้าพี่ไม่ไป ฉันจะถอนหุ้น ไม่ทำธุรกิจกับพี่แล้วนะ”
“ไปแล้วจ้ะไปแล้ว! อย่ามาชักช้าสิ เดี๋ยวเสียฤกษ์ออกกำลังกายหมด”
อันกั๋วหมิงดีดตัวลุกขึ้นยืนตรงราวกับติดสปริง พลังแห่งเงินตราทำให้เขาลืมความปวดเมื่อยไปจนหมด เขาออกวิ่งนำหน้าไปโดยไม่ต้องให้อันหนิงกระตุ้นซ้ำสอง
อันหนิงยิ้มมุมปากอย่างพอใจ การกุมจุดอ่อนคนอื่นไว้นี่มันใช้งานได้ผลดีจริงๆ
เธอออกวิ่งตามหลังอันกั๋วหมิงไป และแน่นอนว่าต้องเจอกับคู่ปรับขาประจำอย่างเจียงเซี่ยและเจ้าต้าหวง
ทันทีที่เห็นอันหนิง เจียงเซี่ยก็เร่งฝีเท้าขึ้นอย่างจงใจ เจ้าต้าหวงหันมามองอันหนิงตาละห้อย ส่งสายตาอาลัยอาวรณ์สุดซึ้ง แต่สุดท้ายเมื่อเทียบกับปากท้อง มันก็เลือกที่จะวิ่งตามเจ้านายไป
เจียงเซี่ยมองหมาทรยศด้วยความหมั่นไส้ เมื่อวานเขาอุตส่าห์เปย์กระดูกให้มันไปตั้ง 3 ชิ้น
นี่เขาเลี้ยงเสียข้าวสุกชัดๆ
เออ... ก็เลี้ยงข้าวสุกให้หมากินจริงๆ นั่นแหละ
เจียงเซี่ยผู้ซึ่งกำลังแข่งกับตัวเองในใจ วิ่งนำไปได้ 3 รอบ ในขณะที่สองพี่น้องตระกูลอันเพิ่งจะวิ่งได้รอบเดียว
เขารู้สึกกระหยิ่มใจจนหน้าบาน เชิดคางขึ้นสูงอย่างผู้ชนะ แล้วหันกลับมามองเยาะเย้ยอันหนิง จังหวะนั้นเองอันหนิงก็ยกมือขึ้นชี้ไปที่ด้านหน้าของเขา
เจียงเซี่ยไม่เก็ทมุก คิดว่าอันหนิงจะเรียกเขาด้วยความทึ่ง เขาจึงโบกมือตอบกลับไปอย่างเท่ๆ แล้วตะโกนสวนไปว่า
“ฉันไปก่อนนะเว้ย... เฮ้ย!”
ความเท่คงอยู่ได้ไม่ถึงวิ เพราะมัวแต่หันมามองสาว ไม่ดูทางข้างหน้า บวกกับเจ้าหมาคู่ใจที่ไม่คิดจะเตือนเจ้านาย เจียงเซี่ยเลยสะดุดก้อนหินเต็มแรง หน้าทิ่มคะมำกลิ้งหลุนๆ ลงไปนอนวัดพื้นในกองหญ้าข้างทาง
อันหนิงวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเจียงเซี่ยที่กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้น
“หมวกสีเขียวสวยดีนะ”
พูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น อันหนิงก็สับเท้าวิ่งต่อ ทิ้งให้เจียงเซี่ยที่เพิ่งจะงัดตัวเองออกมาจากกอหญ้าได้ยืนงง ก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมาเมื่อนึกความหมายแฝงได้
“นี่! นี่! ใครสวมหมวกเขียวมิทราบ เธอพูดให้มันเคลียร์ๆ นะเว้ย!”
เจียงเซี่ยรีบก้าวยาวๆ ตามอันหนิงไปทันที เรื่องศักดิ์ศรีลูกผู้ชายมันยอมกันไม่ได้
คำว่า ‘สวมหมวกเขียว’ มันแปลว่าโดนเมียคบชู้ ลูกผู้ชายที่ไหนเขายอมให้พูดใส่กัน!
อันหนิงหยุดวิ่ง หันกลับมามองเจียงเซี่ยที่หน้าดำหน้าแดง เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคำพูดเมื่อกี้มันอาจจะฟังดูสองแง่สองง่าม
“ฉันหมายความว่า บนหัวนายน่ะ มีหญ้าสีเขียวๆ ติดอยู่”
เจียงเซี่ยที่เพิ่งจะถอนหายใจโล่งอก ความดันก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกรอบจนหน้ามืด
“เธอรู้ไหมว่าห้ามพูดคำว่า ‘เขียว’ กับผู้ชาย ห้ามพูดเด็ดขาด!”
อันหนิงไม่เข้าใจตรรกะนี้จริงๆ เธอเอียงคอถามกลับด้วยความสงสัย
“แล้วนายชอบสีอะไรล่ะ”
เจียงเซี่ยโกรธจนลิ้นพันกันไปหมด ใครเขาจะมานั่งถกเถียงเรื่องสีที่ชอบกันตอนนี้เล่า
“เธอเห็นฉันวิ่งเร็วกว่า ก็เลยอิจฉาแล้วมาหาเรื่องแช่งกันใช่ไหมล่ะ”
อันหนิงมองเจียงเซี่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ในแววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน
“นายสบายใจก็ดีแล้ว”
พูดจบเธอก็ออกวิ่งจากไป ทิ้งให้เจียงเซี่ยยืนเต้นเร่าๆ อยู่คนเดียว
เจียงเซี่ยชี้นิ้วสั่นระริกไล่หลังอันหนิง ปากพะงาบๆ อยากจะตะโกนด่าแต่ก็นึกคำไม่ออก
เขาได้แต่ยกมือทุบหน้าอกตัวเองเพื่อระบายความอัดอั้น
“โกรธจนจะกระอักเลือดอยู่แล้ว ยัยตัวแสบนี่ร้ายกาจจริงๆ!”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ สักวันฉันจะทำให้เธอรู้ฤทธิ์ของนายน้อยเจียงคนนี้!”
“โฮ่ง! โฮ่ง!”
เสียงเห่าของต้าหวงขัดจังหวะการประกาศศักดา เจียงเซี่ยก้มลงมองหมาคู่ใจอย่างอ่อนใจ
“เออ รู้แล้วน่า แกมันก็สนแต่เรื่องกินนั่นแหละ”
[จบบท]