บทที่ 59: สั่งสอนอันธพาล
สุ้มเสียงราบเรียบอันเป็นเอกลักษณ์ของอันหนิงดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำลายความเงียบของตรอกซอยแคบๆ จนแตกกระเจิง
อันกั๋วผิงมองเห็นพี่สาวของตนเป็นคนแรก สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว เขาตะโกนเตือนสุดเสียง “รีบหนีไป”
นาทีนี้เขาไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำว่า ‘พี่’ ออกมา เพราะกลัวพวกมันจะรู้ความสัมพันธ์และพาลไปทำร้ายเธอด้วย
แต่อันหนิงย่อมไม่หนี ตรงกันข้าม เธอก้าวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านั้นทีละก้าวอย่างมั่นคง น้ำเสียงของเธอเจือความไม่สบอารมณ์อยู่ลึกๆ ทว่าความสงบนิ่งที่แผ่ออกมานั้นกลับทำให้คนฟังรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
“น้องเล็ก เวลาเจอพี่ต้องเรียกว่าพี่สิ ทำตัวเป็นเด็กมีมารยาทหน่อย”
เธอปรายตามองกลุ่มวัยรุ่นตรงหน้า “ส่วนพวกเธอ... รบกวนช่วยหลีกทางด้วย”
ภาพที่เห็นคืออันกั๋วผิงถูกต้อนจนมุมอยู่ที่ทางตันของซอย แผ่นหลังเล็กๆ แนบติดกับกำแพงเย็นเฉียบ เผชิญหน้ากับเด็กผู้ชายห้าคนที่ยืนขวางทางอยู่
เจ้าเด็กห้าคนนี้มีทรงผมหลากหลายสไตล์ดูขัดหูขัดตา แต่สิ่งที่เหมือนกันจนน่าขันคือสีหน้าท่าทางยียวนกวนประสาท
มันเป็นสีหน้าของพวกไม่มีฝีมือแต่หลงตัวเองว่าข้าคือหนึ่งในใต้หล้า น่าประเคนหมัดใส่สักทีสองที
เมื่อสิ้นเสียงของอันหนิง เจ้าห้าคนนั้นไม่เพียงไม่หลีกทาง แต่กลับขยับต้อนเข้าไปใกล้อันกั๋วผิงมากขึ้นกว่าเดิม เป็นการข่มขู่ที่ชัดเจน
หนึ่งในนั้นถือวิสาสะยกแขนขึ้นพาดไหล่ของอันกั๋วผิง เอียงคอมองมาที่อันหนิงด้วยสายตาดูแคลน
“แล้วเธอจะทำไม”
คำท้าทายเพิ่งหลุดจากปาก รอยยิ้มเยาะเย้ยยังไม่ทันฉีกกว้างจนสุด วินาทีถัดมาร่างของอันหนิงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาโดยที่ไม่มีใครมองทัน
ฝ่ามือขาวผ่องที่ดูบอบบางตวัดวูบ แต่แรงปะทะที่เกิดขึ้นกลับหนักหน่วงราวกับถูกฟาดด้วยแผ่นเหล็ก
เพียะ
เสียงตบดังก้องซอย เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายรู้สึกเหมือนถูกรถชนเข้าที่ศีรษะ แรงกระแทกส่งผลให้ร่างกายเสียสมดุล หัวเหวี่ยงพาร่างเซถลาล้มลงไปกองกับพื้นทันที
อันหนิงไม่เสียเวลาเอ่ยคำใด เธอใช้ฝ่ามือเดิมวาดวงสวิงตบเรียงตัว เพื่อนอีกสี่คนที่เหลือยังยืนงงเป็นไก่ตาแตก ไม่ทันได้ตั้งการ์ดหรือตอบโต้ ก็มีสภาพไม่ต่างจากเพื่อนคนแรก
ตุ้บ ตั้บ
เสียงร่างคนล้มลงกระทบพื้นดังระนาว อันกั๋วผิงยืนอ้าปากค้าง มองดูกลุ่มอันธพาลที่นอนกองระเนระนาด บางคนคอพับไปทางซ้าย บางคนคอพับไปทางขวา
สภาพตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับต้นหอมในแปลงผักที่ถูกพายุพัดจนล้มลุกคลุกคลาน นอนแอ้งแม้งไปคนละทิศละทางอย่างสามัคคีปรองดอง
อันหนิงยื่นมือออกไปดึงคอเสื้อน้องชาย ลากเขาให้เดินอ้อมกองมนุษย์ห้าคนที่นอนครวญครางออกมาที่ปากซอยอย่างใจเย็น
“เอาล่ะ ทีนี้เรามาคุยกันดีๆ ได้หรือยัง”
น้ำเสียงเรียบเรื่อยดังขึ้นอีกครั้ง มันไม่ใช่การตะคอก แต่ความคมชัดของถ้อยคำกลับบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคน
พวกอันธพาลห้าคนที่นอนกองอยู่บนพื้นเริ่มรู้สึกตัว พวกเขาสบตากันด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น ก่อนจะพยักหน้าส่งสัญญาณลับๆ ให้กัน
“ไปตายซะเถอะ”
เด็กหนุ่มคนแรกที่ลุกขึ้นมาได้ คว้ากระเป๋านักเรียนที่ตกอยู่บนพื้น เหวี่ยงสุดแรงเกิดฟาดใส่ศีรษะของอันหนิง
“พี่ ระวังอิฐ” อันกั๋วผิงตะโกนลั่น
น้องชายถลันตัวจะเข้าไปรับแทน แต่อันหนิงเพียงแค่ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นกันตัวเขาไว้เบาๆ
ส่วนมืออีกข้างของเธอพุ่งออกไปคว้ากระเป๋าใบนั้นไว้กลางอากาศอย่างแม่นยำ
มือเรียวสัมผัสได้ถึงวัตถุแข็งภายใน “เอาก้อนอิฐใส่กระเป๋านักเรียน ไอเดียสร้างสรรค์ดีนี่”
เสียงวัตถุฉีกขาดดัง แควก ตามมาด้วยเสียงตุบเมื่อก้อนอิฐร่วงหล่นลงมาจากกระเป๋าที่ขาดวิ่น
พรรคพวกอีกสี่คนที่เพิ่งตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนเตรียมจะรุมกินโต๊ะ ต้องชะงักค้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
อันหนิงยกเท้าที่สวมรองเท้าผ้าใบเก่าๆ เหยียบลงไปบนก้อนอิฐแดงก้อนนั้นเบาๆ
วินาทีต่อมา...
ครืด
ก้อนอิฐที่แข็งแกร่งไม่ได้แค่แตกเป็นเสี่ยงๆ แต่มันถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผงละเอียดคาฝ่าเท้า
สายลมซุกซนพัดผ่านมาพอดี หอบเอาฝุ่นอิฐสีแดงฟุ้งกระจายใส่หน้าพวกอันธพาลจนต้องรีบยกมือขยี้ตา
ความฮึกเหิมเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น ในหัวของพวกเขามีเพียงความคิดเดียว... นี่พวกเขากำลังหาเรื่องปีศาจอยู่หรือไง วิ่งหนีตอนนี้ยังทันไหม
เด็กหนุ่มหัวโจกที่เมื่อกี้เพิ่งจะเหวี่ยงกระเป๋าใส่ เข่าอ่อนทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นทันทีโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
“พี่สาว ครับ นับจากวันนี้ไป พี่คือพี่สาวแท้ๆ ของผมเลยครับ”
อันหนิงมองท่าทางการคุกเข่าที่คุ้นตา คล้ายกับเคยเห็นใครทำมาก่อนหน้านี้ เธอหันไปถามน้องชายเพื่อประดับความรู้
“น้องเล็ก เขาคุกเข่าแบบนี้หมายความว่ายังไง”
อันกั๋วผิงมองพี่สาวตาปริบๆ รู้สึกว่าพี่สาวของเขาช่างร้ายกาจเหลือเกิน นอกจากหมัดจะหนักแล้ว วาจายังเชือดเฉือนได้เลือดเย็นนัก
“พี่... เขาบอกว่าเขาสู้พี่ไม่ได้ เขายอมแพ้แล้วครับ”
คำแปลซื่อๆ ของน้องชายเปรียบเสมือนลูกธนูปักลงกลางใจเหล่าอันธพาลซ้ำอีกดอก
อันหนิงพยักหน้าทำท่าเหมือนเพิ่งบางอ้อ “อ้อ ที่แท้การคุกเข่าก็มีความหมายแบบนี้ด้วย ไม่ใช่แค่ไหว้บรรพบุรุษสินะ”
เธอก้มมองคนต้นเรื่อง “ลุกขึ้นมาก่อน ฉันแค่อยากจะคุยกับพวกเธอ คุยกันแบบนี้คอมันตั้งฉาก ฉันปวดคอ”
เด็กหนุ่มที่คุกเข่ารีบลุกขึ้นยืนอย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วถอยกรูดไปรวมกลุ่มกับเพื่อนอีกสี่คน ทั้งห้าคนยืนตัวลีบมองอันหนิงด้วยสายตาหวาดผวา สลับกับมองอันกั๋วผิงที่ตอนนี้ยืดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ
เจ้าหมอนี่ทำบุญด้วยอะไรถึงได้มีพี่สาวโหดขนาดนี้
ชั่ววูบหนึ่ง พวกเขาแอบนึกอิจฉาอันกั๋วผิงขึ้นมาตะหงิดๆ
เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามสงบลงแล้ว อันหนิงจึงดึงตัวอันกั๋วผิงมายืนข้างหน้า
“เมื่อกี้ฉันได้ยินพวกเธอพูดว่าน้องชายฉันขโมยเงิน เรื่องมันเป็นยังไง”
“เปล่าครับ ไม่มีอะไรครับ เข้าใจผิดกันครับ”
“ใช่ครับ เรื่องเข้าใจผิด ไม่มีใครขโมยอะไรทั้งนั้น”
พวกนั้นรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน อันหนิงจึงหันมาถามน้องชายเสียงเข้ม
“เธอเล่ามาซิ”
น้ำเสียงเด็ดขาดของพี่สาวทำให้อันกั๋วผิงยืดตัวตรงอัตโนมัติรายงานเสียงฉะฉาน
“พี่ครับ ตอนพักเที่ยงผมพกเงินที่พี่ให้จะไปซื้อของที่สหกรณ์ร้านค้า แต่พวกนี้มาดักทางผมไว้ แล้วยัดเยียดหาว่าผมขโมยเงินพวกเขาไป”
อันกั๋วผิงล้วงเศษเงินในกระเป๋ากางเกงออกมาแบให้ดู “ผมไม่ได้ขโมยนะครับ นี่เป็นเงินที่พี่ให้ผมเมื่อเช้า”
อันหนิงปรายตามองจำนวนเงิน ใช่ มันคือเงินที่เธอให้เขาจริงๆ
เธอตวัดสายตากลับไปมองกลุ่มวัยรุ่นอีกครั้ง รังสีอำมหิตแผ่พุ่งจนทั้งห้าคนหายใจไม่ทั่วท้อง รีบแย่งกันสารภาพความจริง
“พวกเรา... พวกเราแค่เห็นอันกั๋วผิงใช้เงินซื้อขนมเมื่อวาน วันนี้เลยกะว่าจะมาไถ... เอ้ย ขอยืมเงินใช้หน่อยแค่นั้นเองครับ”
“พวกเราผิดไปแล้วจริงๆ ครับพี่ ไม่กล้าอีกแล้วครับ”
อันหนิงฟังความจริงจนกระจ่าง แต่เธอยังคงนิ่งเงียบ
ความเงียบในตรอกซอยเริ่มกดดันจนน่าอึดอัด
“พวกเธอไปปล่อยข่าวที่โรงเรียนว่าน้องชายฉันเป็นขโมยด้วยงั้นเหรอ”
แววตาของอันหนิงเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง เรื่องการรีดไถเงินยังพอทน แต่การใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงเป็นเรื่องที่ยอมความไม่ได้
“พวกเรา... ไม่ได้ตั้งใจครับ”
หัวโจกตอบเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความกลัวจับใจ สายตาของอันหนิงตอนนี้เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก
อันหนิงโกรธแล้ว โกรธจริงๆ
เธอก้มลงหยิบกระเป๋าสะพายข้างที่ตกอยู่บนพื้น มือเรียวกระชากสายกระเป๋าจนขาดติดมือออกมาอย่างง่ายดายราวกับฉีกกระดาษ จากนั้นก็ทำแบบเดียวกันกับกระเป๋าของคนอื่นๆ
“คนเราต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง ไม่ใช่แค่บอกว่า ‘ไม่ได้ตั้งใจ’ แล้วคนอื่นต้องให้อภัยเสมอไป”
อันหนิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “คำพูดพล่อยๆ ของพวกเธอ สำหรับน้องชายฉัน มันคือตราปาปที่จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต คนเราพอถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นขโมยแล้ว มันยากแค่ไหนรู้ไหมที่จะลบคำครหานั้นออก”
เธอใช้สายกระเป๋าที่ฉีกออกมามัดมือทั้งห้าคนผูกติดกันเป็นพวง
มีบางคนคิดจะอาศัยทีเผลอวิ่งหนี แต่โดนอันหนิงตอกกลับด้วยศอกเดียวจนจุก ลงไปนอนกุมท้องตัวงอ
เมื่อมัดเจ้าห้าหน่อเสร็จเรียบร้อย อันหนิงก็ลากสายเชือกเดินนำหน้า ราวกับคนจูงฝูงวัวฝูงควาย โดยมีอันกั๋วผิงเดินประกบข้าง มุ่งหน้าไปยังโรงเรียน
ตลอดเส้นทาง ขบวนมนุษย์เจ็ดคนเรียกสายตาจากชาวบ้านร้านตลาดให้หันมามองเป็นตาเดียว ตอนแรกอันกั๋วผิงยังรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่พอมองแผ่นหลังเหยียดตรงของพี่สาวที่เดินนำอยู่อย่างองอาจ
เขาก็เผลอยิ้มออกมา
พี่สาวอุตส่าห์ออกโรงปกป้องเขาขนาดนี้ เขาจะมัวมาอายทำไม
อันกั๋วผิงยืดอกอย่างผ่าเผย เดินเคียงข้างอันหนิง คอยบอกเส้นทางจนกระทั่งถึงหน้าประตูโรงเรียน
เมื่อมาถึง อันหนิงไม่ได้บุ่มบ่ามลากพวกเขาเข้าไป แต่สั่งให้อันกั๋วผิงเข้าไปตามคุณครูออกมา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเล่นใหญ่รัชดาลัยหรืออย่างไร บุคคลที่เดินออกมาไม่ได้มีแค่ครูประจำชั้น แต่ยังมีผู้อำนวยการโรงเรียนและหัวหน้าฝ่ายปกครองเดินตามกันมาเป็นขบวน
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรกัน! นักเรียนมายืนทำอะไรตรงนี้ จะเข้าเรียนอยู่แล้ว แยกย้ายๆ!”
หัวหน้าฝ่ายปกครองที่ศีรษะล้านเลี่ยนเตียนโล่งรีบโบกมือไล่ไทยมุง ก่อนจะหันมามองอันหนิงและขบวนนักเรียนที่ถูกมัดเชือกด้านหลัง
“ไอ้พวกนี้อีกแล้วเรอะ!”
ทันทีที่เห็นหน้าลูกศิษย์ตัวแสบ หัวหน้าฝ่ายก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เจ้าเด็กพวกนี้ไม่เคยเห็นคุณค่าของการศึกษาเลยสักนิด
แต่พอเขาหันกลับมามองเด็กสาวหน้าตาสะสวยดูเรียบร้อยอย่างอันหนิง น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
“หนูอยู่ห้องไหนหรือจ๊ะ”
[จบบท]