บทที่ 63: คู่หูนักวิ่งคนใหม่
“โอ๊ย! เจ็บ เจ็บ!”
อันกั๋วหมิงตัวงอเป็นกุ้ง รีบก้มลงไปใช้มือนวดคลึงนิ้วเท้าของตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านขึ้นมาเล่นเอาเขาน้ำตาแทบเล็ด
“อ๋อ... ฉันก็นึกว่าพี่รองหนังเหนียวจนไม่เจ็บซะอีก”
อันหนิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเป็นธรรมชาติเสียจนน่าหมั่นไส้ ทำให้อันกั๋วหมิงที่กำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดนวดเท้าอยู่ ต้องเงยหน้าขึ้นมามองน้องสาวคนเล็กตาเขียวปัด
“ยัยน้องเล็ก เธอจงใจแกล้งพี่ชัดๆ เลย!”
“เปล่าสักหน่อย!”
อันหนิงขึ้นเสียงสูงปฏิเสธทันควัน แต่แววตากลับพราวระยับไปด้วยรอยยิ้มขบขันมุมปาก “พี่ไม่มีหลักฐาน อย่ามากล่าวหากันลอยๆ นะ ข้อหานี้ตกไปค่ะ”
พูดจบอันหนิงก็กอดพจนานุกรมเล่มหนาเดินจากไปอย่างสบายใจเฉิบ
คนซื่อสัตย์ ขยันขันแข็งอย่างเธอเนี่ยนะจะไปทำเรื่องน่ากลัวพรรค์นั้น? พี่รองต้องคิดมากไปเองแน่ๆ
ด้านหลังของเธอ อันกั๋วหมิงกัดฟันลุกขึ้นยืนพลางชี้นิ้วไล่ตามหลังน้องสาวตัวแสบ แล้วหันมองซ้ายแลขวาเพื่อหาแนวร่วมทวงความยุติธรรม แต่อันกั๋วผิงน้องชายคนเล็กกลับไหวพริบดีเลิศ รีบพลิกตัวหันหลังให้ทันควัน
ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยวกับผมทั้งนั้นครับ
ขืนเข้าไปยุ่ง มีหวังโดนฝ่ามืออรหันต์ของพี่สาวฟาดกบาลแยกแน่ๆ
ส่วนพ่ออันซานเฉิงที่นั่งสานตะกร้าเงียบๆ มาตลอด พอดูละครฉากนี้จบก็ก้มหน้าก้มตาสานตะกร้าในมือต่อไปอย่างทองไม่รู้ร้อน
เรื่องของเด็กๆ ผู้ใหญ่ไม่เกี่ยว
อันหนิงหอบพจนานุกรมเดินกลับเข้าห้องไปอ่านหนังสือต่ออีกพักใหญ่ จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท สมาชิกในบ้านตระกูลอันต่างก็ทยอยกันแยกย้ายเข้าห้อง ล้างไม้ล้างมือแล้วขึ้นเตียงเตานอนพักผ่อน
บนเตียงเตาที่เริ่มอุ่น อันหนิงนอนลืมตาโพลงครุ่นคิดเรื่องการสร้างห้องอาบน้ำ
“คงต้องหาทางสร้างห้องอาบน้ำก่อนเป็นอันดับแรกสินะ”
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ตอนนี้สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดคือ ‘เงิน’ แม้กระเป๋านักเรียนจะเริ่มผลิตแล้ว แต่กว่าจะเอาไปเร่ขายได้เงินมาก็ต้องใช้เวลา สู้ขึ้นเขาไปล่าหมูป่าไม่ได้ ได้เงินเป็นกอบเป็นกำกว่าเยอะ
“พรุ่งนี้ต้องตั้งใจทำงานฟื้นฟูพลังจิตให้เต็มถัง แล้วค่อยไปลากนายเจียงเซี่ยไปล่าหมูป่าด้วยกัน”
เมื่อวางแผนในหัวเสร็จสรรพ อันหนิงก็หลับตาลงเตรียมตัวพักผ่อน
ส่วนเรื่องการส่งมอบเมล็ดพันธุ์ เอาไว้พลังจิตฟื้นฟูสมบูรณ์แล้วค่อยจัดการทีหลัง
เช้าวันรุ่งขึ้น อันหนิงตื่นแต่เช้าตรู่ เดินไปที่ห้องของพี่รองอันกั๋วหมิงตามความเคยชิน แต่พอเปิดประตูเข้าไปกลับพบแต่ความว่างเปล่า
เธอเดินออกมาที่ลานบ้าน เห็นอันกั๋วผิงกำลังยืนวักน้ำล้างหน้าอยู่พอดี
“พี่ครับ พี่รองออกไปวิ่งคนเดียวแล้วครับ”
“อืม รู้แล้ว”
อันหนิงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปทางประตูรั้ว แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องชะงักแล้วหันกลับมามองด้านหลัง
“แกจะเดินตามฉันมาทำไม?”
“กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก ——”
เจ้าไก่ตัวผู้จ่าฝูงยืดคอขันรับเสียงใสแจ๋ว
“ช่างเถอะ พูดไปแกก็คงไม่รู้เรื่อง อยากตามก็ตามมา”
หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัว จึงพากันเดินออกจากลานบ้านไปทั้งอย่างนั้น
อากาศยามเช้าวันนี้มีหมอกลงจางๆ บดบังทัศนวิสัยไปบ้าง แต่กลิ่นอายในอากาศกลับสดชื่นเป็นพิเศษ เป็นความเย็นฉ่ำที่เจือกลิ่นดินและใบหญ้าชื้นๆ
หมู่บ้านแห่งนี้คุมโทนด้วยสีน้ำตาลของดิน กำแพงเตี้ยๆ ที่ก่อจากดินอัดแน่น และประตูไม้เก่าคร่ำคร่า
หน้าประตูรั้วของชาวบ้าน มักจะมีก้อนหินรูปทรงต่างๆ วางระเกะระกะอยู่สองสามก้อน ซึ่งอันหนิงเรียนรู้แล้วว่ามันคือ ‘โซฟาธรรมชาติ’ เอาไว้ให้นั่งจับเข่าคุยเม้าท์มอยกันยามว่าง
กองฟืนสุมกันเป็นพะเนินหน้าบ้านทุกหลัง เช้าตรู่แบบนี้ชาวบ้านต่างพากันหอบกระสอบเดินออกมาหยิบฟืนเข้าไปก่อไฟหุงหาอาหาร ควันไฟลอยอ้อยอิ่งเริ่มปรากฏให้เห็น
อันหนิงเดินย่ำไปบนถนนดินลูกรังที่ทั้งแคบและขรุขระ ปากก็คอยทักทายชาวบ้านที่สวนกันไปตลอดทาง
“อันหนิง กินข้าวยังลูก?”
“ยังเลยค่ะ”
“อ้าว อันหนิง จะไปไหนล่ะนั่น?”
“ไปตามหาพี่รองค่ะ”
เธอเดินไปตอบคำถามไปตลอดทางอย่างเป็นกันเอง
อันหนิงพาเจ้าไก่ตัวผู้เดินดุ่มๆ ไปยังเส้นทางที่พี่ชายใช้วิ่งออกกำลังกายเป็นประจำ
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”
“กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก!”
เจ้าต้าหวงส่งเสียงเห่าขู่ใส่ไก่ตัวผู้ แต่เจ้าไก่ตัวนี้ใช่ว่าจะกระจอก มันไม่กลัวเกรงเลยสักนิด กลับกระพือปีกบินพึ่บพั่บขึ้นสูงกว่าเมตร แล้วพุ่งเอาปากแหลมๆ จิกใส่ต้าหวงอย่างดุเดือด
“อย่า!”
“ต้าหวง!”
อันหนิงตาไว รีบยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ตัวไก่ตัวผู้ที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ แล้วรวบเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกได้ทันท่วงที
จังหวะเดียวกัน เจียงเซี่ยก็วิ่งเหยาะๆ ทะลุม่านหมอกออกมา พร้อมตะโกนเรียกชื่อหมาคู่ใจ
เจ้าต้าหวงส่งเสียงครางหงิงๆ หางลู่หูตก มองมาทางอันหนิงด้วยสายตาเว้าวอนปนน้อยใจ โดยเมินเจ้านายตัวเองอย่างเจียงเซี่ยไปโดยสิ้นเชิง
ฝ่ายเจียงเซี่ยก็ได้แต่ทำหน้าปลงตก
จนป่านนี้เขาบรรลุสัจธรรมข้อหนึ่งแล้วว่า ไอ้หมาตัวนี้มันเข้าข่าย ‘เห็นผู้หญิงดีกว่าพ่อ’ ชัดๆ
สายตาของเจียงเซี่ยเลื่อนมาหยุดอยู่ที่อันหนิง แล้ววินาทีต่อมาเขาก็หลุดขำก๊ากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ฮ่าๆๆ นี่เธอมาลุคไหนเนี่ย! โคตรเฟี้ยวเลย เกิดมาฉันเพิ่งเคยเห็นคนอุ้มไก่วิ่งออกกำลังกายก็วันนี้แหละ!”
ไม่รู้ทำไม แต่เจียงเซี่ยรู้สึกว่าภาพอันหนิงอุ้มไก่มันดูตลกพิลึกจนเขาขำจนท้องคัดท้องแข็ง
อันหนิงยืนมองเจียงเซี่ยที่หัวเราะตัวงอด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่อารมณ์อยากแกล้งคนเริ่มปะทุขึ้นมาเงียบๆ
เธอค่อยๆ ยืดแขนออกไปอย่างแนบเนียน พร้อมส่งคลื่นพลังจิตเข้าไปกล่อมประสาทเจ้าไก่ตัวผู้จนมันสงบนิ่ง ไม่กระดุกกระดิกแม้แต่นิดเดียว ดูเชื่องราวกับตุ๊กตา
เจียงเซี่ยหัวเราะจนแทบจะลงไปกองกับพื้น พอเริ่มหายขำและกำลังจะยืดตัวขึ้นมา
“เฮ้ย!”
เขาสะดุ้งโหยงกระโดดถอยหลังไปก้าวใหญ่ หัวใจแทบวายตายคาที่
“เสี่ยวเย่ตกใจจนเกือบตายห่าแล้วไหมล่ะ!”
หัวของเจ้าไก่ตัวผู้ยื่นเข้ามาใกล้จนเกือบจะจุมพิตหน้าผากเขาอยู่รอมร่อ
อันหนิงลอบมองปฏิกิริยานั้นด้วยความสะใจเล็กๆ
“ขวัญอ่อนขนาดนี้ จะไปล่าหมูป่าไหวเหรอ?”
เจียงเซี่ยที่ชีพจรเพิ่งจะกลับมาเต้นปกติ หรี่ตามองอันหนิงอย่างจับผิด เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อกี้เห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของยัยนี่แวบหนึ่ง
“ใครกลัวกัน! ฉันแค่ให้ความร่วมมือกับมุกของเธอต่างหาก รู้ไว้ซะด้วย”
คนปากแข็งอย่างเจียงเซี่ย ไม่มีวันยอมรับหรอกว่ากลัว โดยเฉพาะต่อหน้าอันหนิง
อันหนิงวางไก่ลงกับพื้น แกล้งทำเป็นตบหัวมันปุๆ อย่างเอ็นดู พลางเปรยขึ้นลอยๆ ว่า “ที่แท้ปากของแกก็ไม่ได้แข็งที่สุดในโลกสินะ ยังมีคนปากแข็งกว่าแกอีก”
อันหนิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วส่งยิ้มบางๆ ให้ ก่อนจะวกกลับมาเข้าเรื่องงาน
“สรุปจะขึ้นเขาไปวันไหน?”
เจียงเซี่ยกลอกตามองบนอย่างเหนื่อยใจ ยัยนี่มันร้ายเงียบจริงๆ แต่เอาเถอะ เรื่องงานสำคัญกว่า
“วันนี้ฉันจะลองขึ้นไปดูลาดเลาก่อน กลับมาแล้วค่อยว่ากัน แต่ถามจริง... เธอหายดีแล้วแน่นะ?”
เจียงเซี่ยจ้องหน้าอันหนิงอย่างคลางแคลงใจ “บอกไว้ก่อนนะ ที่ฉันยอมร่วมมือด้วย เพราะเห็นว่าเธอมีความสามารถ อย่าได้ทำอะไรเกินตัวเด็ดขาด ถ้าถึงเวลาแล้วเกิดซวยขึ้นมา เสี่ยวเย่คนนี้ไม่ช่วยเธอหรอกนะจะบอกให้”
“ฉันก็ไม่รับปากว่าจะช่วยนายเหมือนกัน”
อันหนิงไม่รู้สึกโกรธเคืองคำพูดหมานๆ ของเจียงเซี่ยเลยสักนิด คนไม่ใช่ญาติพี่น้อง จะมาห่วงใยอะไรกันมากมาย พูดกันตรงๆ แบบนี้แหละดีแล้ว
เธอยังพยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วยซ้ำ “วางใจได้เลย ถ้าอยู่บนเขาแล้วเจอตัวอะไรที่นายจัดการไม่ไหว ก็รีบโกยเถอะ ไม่ต้องมาห่วงเป็นตัวถ่วงฉัน”
“ใครจะเป็นตัวถ่วงใครเดี๋ยวก็รู้!”
เจียงเซี่ยเชิดหน้าแค่นเสียงฮึในลำคอ ก่อนจะผิวปากเรียกต้าหวง แล้วออกวิ่งผ่านหน้าอันหนิงไปจนลมพัดวูบ
อันหนิงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ หันมาเรียกเจ้าไก่ตัวผู้ที่ยืนรอตาแป๋ว
“ปะ ไปหาพี่รองกัน”
อันหนิงยังคงส่งกระแสจิตควมคุมสมองเจ้าไก่ตัวผู้อย่างต่อเนื่อง เธอมองมันอย่างพินิจพิเคราะห์
“ฉันว่าแกนี่ก็ฉลาดใช่เล่นนะเนี่ย”
ในมุมมองของเจ้าไก่ อันหนิงนั่งยองๆ จ้องมันเขม็งจนน่าขนลุก
มันค่อยๆ ก้าวขาถอยหลังไปข้างหนึ่งอย่างระแวดระวัง พอจะก้าวอีกขาหนี อันหนิงก็พูดดักขึ้นมา
“ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ได้จะจับแกต้มยำหรอก”
“แกคิดว่า แกจะช่วยฉันเฝ้าพี่รองตอนวิ่งออกกำลังกายได้ไหม?”
“มาลองดูกันสักตั้ง”
แววตาของอันหนิงเป็นประกายวิบวับ เหมือนเด็กที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่
“ไหนลองกระพือปีกซิ?”
พูดจบ อันหนิงก็ขยับแขนขึ้นลงทำท่าบินให้ดูเป็นตัวอย่าง
เจ้าไก่ตัวผู้ทำตามอย่างงงๆ แล้วมันก็เห็นอันหนิงยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั้นคงหมายความว่า มันรอดพ้นจากการลงไปแช่ในน้ำเดือดๆ แล้วสินะ?
เพราะเท่าที่มันจำความได้ เพื่อนไก่ตัวไหนที่ลงไปในหม้อนั้น ไม่เคยมีใครได้กลับมาเดินเล่นอีกเลย
อันหนิงยิ้มร่าอย่างเบิกบานใจ ในที่สุดเธอก็หา ‘เทรนเนอร์’ ส่วนตัวให้พี่รองได้แล้ว
เมื่ออันกั๋วหมิงวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาด้วยความเร็วระดับเต่าคลาน เขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นอันหนิงยืนอุ้มไก่ตัวผู้ตัวเบ้อเริ่ม แล้วมองมาที่เขาด้วยสีหน้าภูมิใจนำเสนอสุดๆ
“พี่รอง ฉันหาคู่หูนักวิ่งมาให้พี่ได้แล้วนะ!”
[จบบท]