บทที่ 65: คู่นักล่า
คมมีดของเจียงเซี่ยตวัดฟาดฟันอย่างดุดันไม่หยุดพัก ทว่าท่วงท่าการสังหารของอันหนิงที่อยู่อีกด้านกลับดึงดูดสายตาจนเขาอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปากทักขึ้นมาท่ามกลางความชุลมุน
ในเวลานี้รอบกายของชายหนุ่มมีร่างหมูป่านอนแน่นิ่งกองอยู่ถึงสามตัวแล้ว
ดูเหมือนสัญชาตญาณสัตว์ป่าจะบอกพวกมันว่าใครคือเหยื่อที่เคี้ยวง่ายกว่า ฝูงหมูป่าทางฝั่งของอันหนิงจึงพากันหักเลี้ยวหลบหนีจากเธอ แล้วพุ่งเป้าตรงดิ่งเข้ามาหาเจียงเซี่ยราวกับนัดหมายกันมา
“เฮ้ย! ยัยกวางดาว ช่วยฉันด้วย!”
เจียงเซี่ยตะโกนร้องขอความช่วยเหลือสุดเสียง นาทีนี้จะขายหน้าหรือไม่ก็ช่างหัวมัน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายก็ไม่มีค่าพอให้แลก
อันหนิงที่คอยระแวดระวังสถานการณ์รอบด้านอยู่ตลอดขยับตัวทันที เสียงขอความช่วยเหลือของเจียงเซี่ยยังไม่ทันจะจางหาย ร่างปราดเปรียวของเธอก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวเขาแล้ว มีดพร้าในมือถูกง้างขึ้นสูงก่อนจะฟันฉับลงมาอย่างแม่นยำ ส่งผลให้หัวหมูป่าตัวหนึ่งกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้นดิน
“เจ๋งเป้ง!”
เจียงเซี่ยกัดฟันต่อสู้พัวพันกับสัตว์ร้ายตรงหน้าต่อ ในที่สุดเขาก็อาศัยจังหวะฟันไม่ยั้งจนล้มหมูป่าไปได้อีกหนึ่งตัว ส่วนทางด้านเจ้าต้าหวง สุนัขคู่ใจก็ไม่น้อยหน้า กระโจนเข้าจัดการหมูป่าจนสิ้นฤทธิ์ไปอีกหนึ่งตัวเช่นกัน
ส่วนผลงานของอันหนิงนั้น ไม่ต้องถามให้มากความ เพียงแค่กวาดตามองจำนวนหัวหมูป่าที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น ก็รู้ได้ทันทีว่าฝีมือของเธอร้ายกาจแค่ไหน
รอบกายของสองคนกับอีกหนึ่งตัวไร้เงาสิ่งมีชีวิตแล้ว แต่เจียงเซี่ยกลับไม่กล้าประมาทผ่อนคลายแม้แต่น้อย ป่าเขาลูกนี้ไม่ได้มีแค่หมูป่าที่เป็นเจ้าถิ่น
“กวางดาว รีบเคลียร์พื้นที่เร็วเข้า กลิ่นคาวเลือดคลุ้งขนาดนี้ เดี๋ยวได้เรียกฝูงหมาป่ามาแหกันพอดี”
“รับทราบ”
อันหนิงตอบรับสั้นๆ ประสิทธิภาพการทำงานของเธอรวดเร็วสมคำร่ำลือ เธอและเจียงเซี่ยช่วยกันนำเชือกมาผูกมัดซากหมูป่าเรียงต่อกันเป็นขบวนยาว โดยใช้ท่อนไม้รองด้านล่างเพื่อลดแรงเสียดทาน
“เรียบร้อย มาลองดูกันว่าจะลากไหวสักกี่ตัว เอาเท่าที่พอกลั้นใจไหวนะ”
อันหนิงหันขวับมองหน้าเจียงเซี่ยด้วยสายตาไม่เห็นด้วยทันที
“ฉันจะเอาลงไปทั้งหมด”
อุตส่าห์ออกแรงฆ่าพวกมันจนตายคาที่ จะให้ทิ้งขว้างของดีแบบนี้ไว้กลางป่าได้ยังไง
เจียงเซี่ยถอนหายใจพลางตวัดเชือกเส้นหนึ่งพันรอบตัวแล้วพาดขึ้นบ่า ส่วนปลายเชือกอีกเส้นอยู่ในมือของอันหนิง
“ฉันก็อยากขนไปให้หมดเหมือนกันนั่นแหละ แต่ดูซะก่อน นี่มันหมูป่าเจ็ดตัว แถมมีแต่ตัวบิ๊กเบิ้ม รวมๆ แล้วน้ำหนักปาเข้าไปสองพันจินได้มั้ง ต่อให้มีเครื่องทุ่นแรงก็เถอะ แต่สภาพนี้หืดขึ้นคอแน่”
อันหนิงร้านจะต่อล้อต่อเถียง เธอคว้าเชือกอีกเส้นมาคล้องลำตัว แล้วเริ่มออกแรงดึงทันที
เมื่อเห็นดังนั้น เจียงเซี่ยก็กัดฟันออกแรงตาม เจ้าต้าหวงเองก็รู้หน้าที่ งับเชือกข้างหนึ่งแล้วช่วยเจ้านายดึงสุดแรงเกิด
“เฮ้ย! ขยับแล้ว! มันขยับแล้ว!”
เจียงเซี่ยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ถึงทางข้างหน้าจะเป็นทางลาดลงเขา แต่การกระชากน้ำหนักระดับตันให้เริ่มเคลื่อนที่ได้นั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย
ชายหนุ่มหันไปมองอันหนิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเลิกบ่นแล้วก้มหน้าก้มตากัดฟันลากเชือกต่อไป
ในเวลานี้ใบหน้าของอันหนิงแดงก่ำ เส้นเลือดที่ลำคอปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่าเธอกำลังทุ่มเทแรงกายอย่างหนักหน่วง
แต่ในความเป็นจริง... อันหนิงกำลังประเมินสถานการณ์ในใจว่า การแสดงออกทางกายภาพประมาณนี้คงแนบเนียนพอที่จะไม่ทำให้ใครสงสัยใช่ไหม
เพราะความจริงแล้ว เธอแทบไม่ได้ใช้แรงที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำ
อันหนิงคือผู้ถูกคัดเลือกจากประชากรนับล้านในยุคดวงดาว พลังจิตและสมรรถภาพร่างกายของเธอย่อมเหนือชั้นกว่ามนุษย์ยุคนี้อย่างเทียบไม่ติด
การล่าหมูป่าพวกนี้ผลาญพลังงานไปน้อยกว่าตอนที่เธอใช้พลังส่งเมล็ดพันธุ์ข้ามมิติเสียอีก
เพียงแต่ขีดจำกัดของคนปกติในยุคนี้มีมาตรฐานอยู่ อันหนิงไม่อาจทำตัวเป็นยอดมนุษย์จนผิดสังเกตได้
เธอคำนวณฟิสิกส์มาแล้ว ทางลาดบวกกับแรงเสียดทานที่ลดลงจากท่อนไม้ คนสองคนกับหมาหนึ่งตัวสามารถลากวัตถุมวลขนาดนี้ได้... มันเป็นไปได้ในทางทฤษฎี
ทั้งสองคนและหนึ่งตัวกัดฟันลากสัมภาระชิ้นโตไถลลงมาตามทางลาด จนกระทั่งถึงตีนเขาในที่สุด
ทันทีที่ถึงพื้นราบ เจียงเซี่ยก็ทิ้งตัวลงนั่งกระแทกพื้นดังตุ้บ หมดสภาพโดยสิ้นเชิง เขาหอบหายใจจนตัวโยน อยากจะพูดอะไรสักคำแต่ก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาได้
สภาพของต้าหวงเองก็ย่ำแย่พอๆ กัน ต่างกันแค่เจ้าตูบทำได้เพียงนอนแผ่หราริ้นห้อยน้ำลายยืด
เพื่อความสมจริง อันหนิงจึงทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แล้วแกล้งทำเป็นหอบหายใจแรงๆ เลียนแบบพวกเขา
ผ่านไปหลายนาที ในที่สุดเจียงเซี่ยก็เริ่มปรับลมหายใจได้ เขาพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า
“พวกเราซ่อนหมูป่าไว้ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวฉันจะเข้าเมืองไปตามพี่อ้วน พวกนั้นมีรถบรรทุก”
“ตกลง คุณไปเถอะ เดี๋ยวฉันเฝ้าของให้”
อันหนิงแสร้งทำเป็นหมดแรงข้าวต้ม ยกมือขึ้นโบกไล่เบาๆ แล้วปล่อยร่วงลงข้างตัวเหมือนคนไม่มีกระดูก
เจียงเซี่ยฝืนลุกขึ้นยืนด้วยขาที่ยังสั่นพั่บๆ เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ปลดกระติกน้ำทหารที่เอววางไว้ข้างตัวอันหนิง
“เธอดื่มน้ำซะ ให้เจ้าต้าหวงอยู่เป็นเพื่อนทางนี้”
พูดจบ เจียงเซี่ยก็สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วออกเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของตัวตำบล
อันหนิงนั่งนิ่งอยู่กับพื้น รอจนกระทั่งแผ่นหลังของเจียงเซี่ยลับสายตาไป
ละครจบฉาก อันหนิงยืดหลังตรงขึ้นมาทันที สีหน้าท่าทางกลับมาเป็นปกติ เธอหันไปมองกระติกน้ำที่เจียงเซี่ยทิ้งไว้ให้
กระติกน้ำสีเขียวขี้ม้าทรงมาตรฐาน ด้านล่างกลมมน ปากกระติกแคบขนาดเท่าเหรียญ
เธอลองดึงฝาดูด้วยความอยากรู้แต่ดึงไม่ออก คงต้องใช้วิธีหมุนเกลียว
เมื่อเปิดออกได้ อันหนิงที่เริ่มรู้สึกคอแห้งจริงๆ ก็ยกกระติกขึ้นดื่มโดยรักษาระยะห่างไม่ให้ปากสัมผัสโดนปากกระติก น้ำเย็นไหลลงคอไปหนึ่งอึก
“หืม? หวานแฮะ?”
อันหนิงเหลือบมองไปทางถนนดินลูกรังด้วยความแปลกใจ ไม่ยักรู้มาก่อนว่านักเลงอย่างเจียงเซี่ยจะติดรสหวาน
เธอดื่มเพิ่มอีกสองอึก ก่อนจะหยุดเพียงเท่านั้น
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เจียงเซี่ยนั่งรถบรรทุกสภาพบุโรทั่งที่ส่งเสียงดังครึกโครมมาตามถนนในหมู่บ้าน แต่พอมองไปที่จุดนัดพบ นอกจากเจ้าต้าหวงที่นอนเฝ้ากองหมูป่าอยู่ ก็ไม่เห็นเงาของคนเฝ้าเลย
เจียงเซี่ยสะดุ้งสุดตัว กระโดดลงจากท้ายรถบรรทุกแล้วตะโกนเรียกเสียงหลง
“กวางดาว!”
“ฉันอยู่นี่”
เจียงเซี่ยหันขวับไปตามเสียง ใบหน้าของเขาฉายแววงุนงงสุดขีด... ยัยนี่ทำบ้าอะไรอยู่?
อันหนิงที่กำลังก้มหน้าก้มตาใช้มือเปล่าถอนหญ้าในแปลงนาข้างทาง ลุกขึ้นยืนปัดเศษดินออกจากมือแล้วเดินเข้ามาหา เธอพูดกับเจียงเซี่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไปกันเถอะ ขายหมูป่า”
“เดี๋ยวๆ นี่เธอทำอะไรของเธอน่ะ?”
“ถอนหญ้าไง”
“แล้วนี่มันที่นาของหมู่บ้านเราหรือเปล่า?”
“ไม่รู้สิ สำคัญด้วยเหรอ?”
“จะไม่สำคัญได้ยังไงเล่า!”
อันหนิงนิ่งคิดไปหนึ่งวินาที ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบกลับหน้าตาย
“ไม่เห็นสำคัญเลย ที่ไหนๆ ก็ต้องกำจัดวัชพืชเหมือนกันนั่นแหละ”
ชั่ววูบหนึ่ง เจียงเซี่ยรู้สึกเหมือนเดจาวู ภาพเหตุการณ์ที่เขาถูกอันหนิงตอกกลับจนไปไม่เป็นย้อนกลับมาในหัวอีกครั้ง
“ช่างมันเถอะ ไม่สำคัญก็ไม่สำคัญ รีบไปขายหมูป่ากันดีกว่า”
ทั้งคู่เดินไปที่รถบรรทุก พี่อ้วนเดินถูมือเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มกว้างขวางจนตาหยี
“ที่แท้ก็คนกันเองทั้งนั้น ผมก็นึกสงสัยอยู่ว่ายอดฝีมือที่ไหนจะทำเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ได้”
พี่อ้วนเป็นพ่อค้าที่ปากหวานก้นเปรี้ยว เชี่ยวชาญการเจรจา แต่น่าเสียดายที่ทั้งเจียงเซี่ยและอันหนิงเป็นประเภทพูดน้อยต่อยหนัก ไม่ถนัดคุยเล่น
“หมูป่าอยู่ทางนี้”
อันหนิงพาพี่อ้วนไปดูกองซากสัตว์ เมื่อเห็นหัวหมูป่าขนาดมหึมากองพะเนิน พี่อ้วนถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
คนพวกนี้อันตราย... ห้ามทำให้ไม่พอใจเด็ดขาด
“ผมเอาตาชั่งมาด้วย ขึ้นชั่งกันเดี๋ยวนี้เลย ผมให้จินละแปดเหมา ชั่งทั้งตัวแบบนี้แหละครับ”
อันหนิงหันไปสบตาเจียงเซี่ย ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย เมื่อความเห็นตรงกัน ทั้งคู่จึงตอบพร้อมกัน
“ตกลง”
พี่อ้วนกับลูกน้องเริ่มลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่ว หมูป่าเจ็ดตัวถูกยกขึ้นชั่งน้ำหนักรวมหัวด้วยทั้งหมด
“ยอดรวมสองพันสามร้อยสี่สิบเก้าจินกับอีกหกตำลึง ผมปัดให้เป็นสองพันสามร้อยห้าสิบจินถ้วนนะครับ เป็นเงินทั้งหมด...”
“หนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบแปด”
“หนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบแปด”
เจียงเซี่ยและอันหนิงโพล่งตัวเลขออกมาพร้อมกันอย่างแม่นยำเป๊ะ
อันหนิงเหลือบมองเจียงเซี่ยด้วยความแปลกใจเล็กน้อย แต่สายตานั้นกลับทำให้เจียงเซี่ยรู้สึกเหมือนโดนดูถูกจนต้องโวยวาย
“มองหน้าฉันทำไมหา! เลขแค่นี้ระดับเสี่ยวเย่ต้องให้ใครมาสอนคำนวณรึไง!”
อันหนิงคิดตามแล้วก็พยักหน้า
“คุณพูดถูก”
ทางด้านพี่อ้วนที่กำลังดีดลูกคิดในใจถึงกับชะงักกึก แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เขารีบตั้งสติคำนวณต่อจนจบ
“เป็นเงินหนึ่งพันแปดร้อยแปดสิบแปดจริงๆ ด้วยครับ”
พอพูดจบ พี่อ้วนก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากสายตาสองคู่ที่จ้องมองมา เขาจึงหัวเราะกลบเกลื่อน
“แฮะๆ ผมกำลังชมตัวเองอยู่น่ะครับที่คิดเลขได้ไวเท่ากับทั้งสองท่าน แบบนี้ก็แสดงว่าตัวเลขไม่ผิดพลาดแน่นอน”
พี่อ้วนรีบปาดเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผม พับกระดาษทดเลขเก็บเข้ากระเป๋า แล้วเริ่มนับเงินปึกใหญ่ส่งให้ทั้งคู่
“ลองนับดูนะครับ”
เจียงเซี่ยรับเงินมา แล้วยืนหันหน้าเข้าหาอันหนิงเพื่อนับเงินต่อหน้าเธอ
“ครบถ้วน ไม่มีปัญหา”
“ไม่มีปัญหา”
เมื่อตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อย พี่อ้วนก็ไม่คิดจะรั้งรออยู่นาน ของสดต้องรีบระบายออก เขาจึงรีบขับรถบรรทุกสภาพใกล้พังคันนั้นบึ่งออกไปทันที
[จบบท]