บทที่ 9: ตรรกะของอันหนิง
“อันหนิงลูกแม่ เราเดินไปทางนี้กันเถอะ”
หลินกุ้ยฮวามองเห็นคนสองคนที่เดินสวนมาก็รู้สึกพะอืดพะอมจนแทบจะสำรอกอาหารเช้าออกมา เธอรีบดึงมือลูกสาวหวังจะเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นเพื่อความสบายใจ
อันหนิงไม่เข้าใจเหตุผลของการเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน แต่ด้วยนิสัยที่เป็นคนว่าง่าย เธอจึงยอมเดินตามแรงดึงของผู้เป็นแม่ไปโดยดี ทว่าโลกนี้มักจะมีคนบางประเภทที่ไม่ยอมให้คนอื่นได้อยู่อย่างสงบสุข
“อันหนิง! แหม... ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้ ฉันกำลังจะขนของย้ายไปอยู่บ้านหมิงเลี่ยงพอดีเลย เราสองคนเพิ่งไปจดทะเบียนสมรสกันมาสดๆ ร้อนๆ เลยนะ”
เหมียวเสี่ยวฮวาจงใจเดินเข้ามาขวางกลางถนนด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ใบหน้าของเธอฉายชัดถึงความเพ้อฝันถึงชีวิตคุณนายผู้มั่งคั่งที่รออยู่เบื้องหน้า ในอ้อมแขนกอดห่อผ้าใบเล็กไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
อันหนิงมองภาพตรงหน้าด้วยความฉงนสนเท่ห์ เหมียวเสี่ยวฮวากำลังดีใจเรื่องอะไรกันแน่ เธอวิเคราะห์ไม่ถูกจริงๆ และเมื่อระบบความคิดหาคำตอบไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือการถาม
เธอก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“การที่พวกคุณไปจดทะเบียนสมรสกัน ก็แปลว่าแต่งงานกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ”
เหมียวเสี่ยวฮวาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาเป็นประกายด้วยความลำพองใจ “แน่นอนที่สุดจ้ะ นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันก็คือภรรยาที่ถูกต้องของเฉินหมิงเลี่ยงแล้ว”
อันหนิงพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะยิงคำถามชุดต่อไปตามกระบวนการคิดของเธอ “แล้วเฉินหมิงเลี่ยงมอบสินสอดให้คุณเท่าไหร่คะ เขาเชิญใครมาทำหน้าที่แม่สื่อ แล้วพิธีแต่งงานของพวกคุณกำหนดจัดขึ้นในวันไหน”
คำถามตรงไปตรงมาทั้งสามข้อของอันหนิง เปรียบเสมือนเข็มที่จิ้มลูกโป่งแห่งความเพ้อฝัน รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของเหมียวเสี่ยวฮวาค่อยๆ หุบลงจนเหลือเพียงความกระด้าง แต่เมื่อนึกถึงวิมานในอากาศที่วาดฝันไว้ เธอก็เชิดหน้าขึ้นแล้วแค่นเสียงตอบ
“ความรักของเราคือรักแท้ที่บริสุทธิ์ เราไม่ต้องการของนอกกายไร้สาระพวกนั้นหรอก”
คิ้วเรียวของอันหนิงขมวดเข้าหากันทันที นี่เป็นตรรกะที่เธอไม่สามารถทำความเข้าใจได้ แม้แต่ในยุคดวงดาวที่อารยธรรมเก่าแก่สูญสลายไปมากแล้ว แต่ขั้นตอนการจับคู่ครองก็ยังมีระเบียบแบบแผนชัดเจน
“ถ้าไม่มีหลักประกันทางวัตถุ แล้วจะเอาอะไรมาพิสูจน์ว่าเป็นรักแท้ล่ะคะ หรือใช้แค่ลมปากพูดประโยคสองประโยคก็ถือว่าเป็นความจริงแล้ว”
“สมมุติว่าถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกหก จะมีมาตรการจัดการอย่างไรคะ”
คำพูดจี้ใจดำของอันหนิงทำให้หน้ากากแห่งความสุขของเหมียวเสี่ยวฮวาแตกละเอียด น้ำเสียงของเธอแปรเปลี่ยนเป็นแหลมปรี๊ดด้วยความโกรธจัด
“นังอันหนิง! แกมันก็แค่ขี้อิจฉาที่เห็นฉันได้ดีกว่า ฉันจะบอกให้แกตาสว่างนะ ฉันกับหมิงเลี่ยงจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าแกเป็นร้อยเท่าพันเท่า!”
อันหนิงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาพิจารณา ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธข้อกล่าวหา
“ข้อสันนิษฐานของคุณไม่สมเหตุสมผลค่ะ คุณตัวเตี้ยกว่าฉัน ผิวดำคล้ำกว่าฉัน หน้าตาขี้เหร่กว่าฉัน ระดับสติปัญญาก็ด้อยกว่า ความขยันหมั่นเพียรก็สู้ฉันไม่ได้ ฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปอิจฉาคุณเลยค่ะ”
“และเมื่อวิเคราะห์จากพื้นฐานนิสัยของคุณแล้ว ความน่าจะเป็นที่คุณจะมีคุณภาพชีวิตดีกว่าฉัน มีค่าเท่ากับศูนย์ค่ะ”
อันหนิงกล่าวจบโดยไม่รู้ตัวเลยว่าวาจาอันซื่อตรงนั้นรุนแรงเพียงใด เธหันกลับไปมองหลินกุ้ยฮวาที่ยืนนิ่งจ้องเธอตาไม่กระพริบ แล้วทักขึ้นด้วยความสงสัย
“แม่คะ ชีพจรของแม่ดูเหมือนจะเต้นเร็วกว่าปกตินะคะ”
จะเรียกว่าปกติได้อย่างไร! ตอนนี้หัวใจของหลินกุ้ยฮวาพองโตจนแทบจะระเบิดออกมาด้วยความสะใจ เธออยากจะหาประทัดสักตับมาจุดฉลองแล้วเหาะขึ้นไปตีลังกาบนฟ้าให้รู้แล้วรู้รอด!
แต่เพื่อรักษาภาพพจน์ เธอจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วตอบลูกสาว “แม่ไม่เป็นไรจ้ะลูก กลับบ้านกันเถอะ เดี๋ยวแม่จะต้มไข่ไก่ฟองโตๆ ให้ลูกกิน”
ต้มไข่ไก่? เมนูนี้อันหนิงไม่เคยกินมาก่อน ความสนใจทั้งหมดจึงถูกเบนไปยังของกินทันที เธอเดินตามผู้เป็นแม่กลับบ้านโดยไม่ชายตามองคู่กรณีอีกเลย
เหมียวเสี่ยวฮวาที่วางแผนจะมาเยาะเย้ย กลับถูกตอกกลับจนหน้าชา ความสุขที่มีหายวับไปกับตา
“เสี่ยวฮวา! ยืนทำอะไรอยู่ รีบตามมาสิ”
เฉินหมิงเลี่ยงที่เดินนำไปไกลแล้ว หันกลับมาตะโกนเรียกด้วยความหงุดหงิด
เหมียวเสี่ยวฮวารีบวิ่งเหยาะๆ ตามไป พร้อมกับปั้นหน้าเศร้าเล่าความเท็จเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ
“หมิงเลี่ยงคะ ฉันรู้ตัวดีว่าฉันผิด แต่ฉันรักคุณมากเกินไป ฉันเสียใจที่ทำให้อันหนิงต้องเจ็บปวด ฉัน...”
เฉินหมิงเลี่ยงซึ่งหลงใหลในตัวหญิงสาวอยู่แล้ว เมื่อเจอมารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนเข้าไปก็ยิ่งเข้าข้างเธอแบบไม่ลืมหูลืมตา
“คุณไม่ต้องไปสนใจมันหรอก เราไม่ได้ติดค้างอะไรมันสักหน่อย”
เหมียวเสี่ยวฮวาแอบมองเห็นแววตารังเกียจที่เฉินหมิงเลี่ยงมีต่ออันหนิง ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ลึกๆ แล้วเธอยังคงหวาดระแวง กลัวว่าชายหนุ่มจะเปลี่ยนใจหวนกลับไปหาคนเก่า
“ค่ะ ฉันจะเชื่อฟังคุณทุกอย่าง”
เหมียวเสี่ยวฮวาเดินเคียงข้างสามีหมาดๆ มุ่งหน้าสู่บ้านตระกูลเฉิน เพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ที่เธอวาดฝันไว้
ตัดภาพมาที่บ้านตระกูลอัน อันหนิงเดินตามหลังหลินกุ้ยฮวาที่เดินตัวปลิวกลับมาถึงบ้านด้วยความเบิกบาน
“เจ้ารอง! ตั้งไฟต้มไข่ไก่เดี๋ยวนี้!”
เสียงประกาศิตของหลินกุ้ยฮวาดังลั่นไปทั่วบริเวณบ้าน เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความฮึกเหิม
อันซานเฉิงที่กำลังง่วนอยู่กับการล้างผักที่ลานบ้าน เงยหน้ามองภรรยาที่หน้าบานเป็นจานเชิง แล้วสะบัดน้ำออกจากมือ
“เป็นอะไรของแม่มัน ไปเจอเงินหล่นกลางทางหรือไง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินกุ้ยฮวายังคงฉายชัด เธอเดินตรงดิ่งไปที่บ่อน้ำ แล้วเริ่มเปิดฉากเล่าเหตุการณ์วีรกรรมของลูกสาวให้สามีฟังอย่างออกรส
“พ่อเอ๊ย พ่อต้องเห็นกับตา นังเหมียวเสี่ยวฮวานั่นหน้าบิดหน้าเบี้ยวจนดูไม่ได้เลย ฉันล่ะสะใจจริงๆ!”
“คนอะไรหน้าด้านหน้าทน ทำเรื่องงามหน้าขนาดนั้นแล้วยังมีหน้ามาโอ้อวด แต่ลูกสาวเรานี่สิสุดยอด พูดนิ่งๆ แค่ไม่กี่คำ เล่นเอานังนั่นโกรธจนแทบกระอักเลือด”
อันซานเฉิงฟังความแล้วก็พยักหน้าเห็นชอบอย่างแรง แค่ได้ฟังเขาก็รู้สึกฮึกเหิมตามไปด้วย เขาหันไปมองลูกสาวคนเล็กด้วยสายตาชื่นชม
“เก่งมาก ต้องให้ได้อย่างนี้สิลูก วันหน้าจะได้ไม่มีใครกล้ามารังแกเรา”
อันหนิงยืนฟังผู้ให้กำเนิดทั้งสองสนทนากันอยู่นาน ในที่สุดก็ประมวลผลได้ว่าอารมณ์ดีๆ ของแม่เกิดจากตัวเธอเอง แต่เธอก็ยังสงสัยว่า สิ่งที่แม่เล่ากับสิ่งที่เธอทำ มันคือเหตุการณ์เดียวกันจริงๆ หรือ
“น้องเล็ก! วันหลังถ้าเจอแม่นั่นอีก ถ้าประเมินแล้วว่าสู้ไหวก็จัดการเลย แต่ถ้าดูแล้วสู้ไม่ได้ ให้รีบกลับมาฟ้องพี่ เดี๋ยวพี่จะไปจัดการให้เอง ไม่ต้องไปเปลืองน้ำลายคุยกับคนพรรค์นั้นหรอก”
พี่ใหญ่อันกั๋วชิ่งตะโกนแทรกขึ้นมา พร้อมกับชี้มือไปทางน้องชายคนรอง “ส่วนเรื่องใช้สมองวางแผน ยกให้เจ้ารองมันจัดการไป รายนั้นเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว”
อันกั๋วหมิงที่ยืนพิงประตูเรือนอยู่ยักไหล่รับคำชม เขามั่นใจในมันสมองของตัวเองพอสมควร
“พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว อันหนิง ถ้าใครมารังแกน้อง รีบมาบอกพี่รองเลยนะ เดี๋ยวพี่จะจัดชุดใหญ่ให้พวกมันจำไม่ลืมเลย”
อันหนิงมองซ้ายทีขวาที พี่ชายทั้งสองคนช่างกระตือรือร้นที่จะปกป้องเธอเหลือเกิน เธอจึงตอบกลับไปตามความจริง
“พวกเขาสู้ฉันไม่ได้หรอกค่ะ แล้วข้อมูลที่ฉันพูดออกไป ก็เป็นข้อเท็จจริงล้วนๆ เลยนะคะ”
“ฮ่าๆๆๆ ถูกต้อง! อันหนิงพูดถูกที่สุด!”
อันซานเฉิงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของหลินกุ้ยฮวา อันกั๋วชิ่ง และอันกั๋วหมิง แม้แต่โจวกุ้ยเฟินพี่สะใภ้ใหญ่ยังต้องยกมือปิดปากกลั้นขำ
ท่าทางซื่อตรงแบบทื่อๆ ของน้องเล็กช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน
อันหนิงไม่เข้าใจจุดที่ทำให้ทุกคนขำขัน แต่บทเรียนจากคุณครูสอนไว้ว่า การเข้าสังคมที่ดีคือการทำตัวกลมกลืน เธอจึงแสร้งทำเป็นหัวเราะตามน้ำไปกับทุกคน
เสียงหัวเราะอันอบอุ่นของครอบครัวตระกูลอันดังลอดออกไปนอกบ้าน จนเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงต้องชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่พบต้นสายปลายเหตุ เพราะทุกคนพากันเดินเข้าบ้านไปเตรียมมื้ออาหารกันหมดแล้ว
บนโต๊ะอาหารไม้สี่เหลี่ยมกลางห้อง ปรากฏเมนูเรียบง่ายของชาวบ้าน อ่างใส่ข้าวกาโอเหลียงแช่น้ำเย็น มันฝรั่งต้มสุกหกหัววางเรียงราย ต้นหอมสดกำใหญ่ ถ้วยใส่น้ำจิ้มเต้าเจี้ยว จานผักดอง และสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือไข่ต้มฟองสวยหนึ่งฟอง
หลินกุ้ยฮวาบรรจงหยิบไข่ต้มส่งให้อันหนิง “หัวลูกยังเจ็บอยู่ กินไข่บำรุงร่างกายหน่อยนะ”
อันหนิงรับไข่ต้มมาพิจารณา ความรู้สึกแรกคือขนาดของมันช่างกะทัดรัด เมื่อเทียบกับไข่สัตว์วิวัฒนาการในยุคดวงดาวที่ใบเล็กสุดก็ยังมีขนาดเท่าชามข้าว
เธอวางไข่ลงข้างชาม สังเกตเห็นพี่สะใภ้ใหญ่ใช้ตะเกียบแบ่งมันฝรั่งต้มเนื้อร่วนซุย แล้วตักเต้าเจี้ยวสีเข้มราดลงไป ก่อนจะคลุกเคล้าให้เข้ากันจนทั่ว
เมื่อเตรียมการเสร็จสรรพ อันซานเฉิงก็ส่งสัญญาณ “กินข้าวกันเถอะ กินอิ่มแล้วจะได้มีแรงลงนา”
อันหนิงมองดูอาหารพื้นเมืองตรงหน้าด้วยความสนใจ เธอลองตักข้าวกาโอเหลียงเข้าปาก รสสัมผัสแตกต่างจากข้าวโพดบดเมื่อวานอย่างชัดเจน แต่มันก็ให้ความรู้สึกที่ดีไปคนละแบบ
มือเรียวใช้ตะเกียบคีบมันฝรั่งที่คลุกเคล้าเต้าเจี้ยวขึ้นมาชิม ความนุ่มนวลของเนื้อมันฝรั่งผสมผสานกับรสเค็มปร่าของเต้าเจี้ยว กลายเป็นรสชาติที่ลงตัวอย่างน่าประหลาด
อันหนิงยังคงเป็นมือใหม่สำหรับโลกใบนี้ เธอสังเกตเห็นสมาชิกในครอบครัวพับใบต้นหอมสดแล้วกัดกินแกล้มกับมันฝรั่ง
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงทำตาม กัดต้นหอมกรอบๆ หนึ่งคำ ตามด้วยมันฝรั่งคำโต รสเผ็ดฉุนของต้นหอมตัดกับความมันของมันฝรั่ง สร้างประสบการณ์รสชาติใหม่ที่เธอไม่เคยพบเจอมาก่อน
ในขณะที่เคี้ยวตุ้ยๆ สมองของเธอก็ประมวลผลเงียบๆ ว่า กลิ่นฉุนรุนแรงของพืชชนิดนี้ น่าจะนำไปสกัดเป็นสารกระตุ้นประสาทหรือส่วนผสมของอาหารเหลวในยุคดวงดาวได้ดีทีเดียว
[จบบท]