บทที่ 100: ของขวัญชิ้นใหญ่
หากจะกล่าวถึงชีวิตวัยเด็กของหลินถัง เธอเติบโตขึ้นมาดั่งไข่ในหินภายใต้ปีกอันแข็งแกร่งของพี่ชายทั้งสามคน ไม่ว่าเธอจะขยับตัวไปไหน จะเล่นกับเพื่อนผู้ชายหรือแม้แต่เพื่อนผู้หญิง พี่ชายทั้งสามก็จะคอยสอดส่องสายตาเฝ้าระวังอยู่ไม่ห่าง ราวกับกลัวว่าน้องสาวสุดที่รักจะถูกใครอุ้มหายไปต่อหน้าต่อตา
พูดถึงหลิวกั๋วฮุย รายนั้นน่ะหรือ... แค่เห็นเงาพี่ชายเธอก็แทบจะวิ่งหนีแล้ว ตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมที่ถูกพี่สามขู่จนฉี่ราดกลางวงเพื่อน เขาก็ไม่เคยกล้าเฉียดกรายเข้ามาใกล้เธออีกเลย เป็นคนขี้ขลาดตาขาวอย่างสมบูรณ์แบบ
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง” หลี่ซิ่วลี่พยักหน้ารับรู้ แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังอดหวั่นใจไม่ได้
ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ลูกสาวของเธอน่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้ คนเป็นแม่ก็ต้องกลัวเป็นธรรมดาว่าจะโดนใครล่อลวงไป สมัยก่อนเธอถึงได้ยื่นคำขาดกับลูกชายทั้งสามว่า ‘น้องไปไหน พี่ต้องไปด้วย’ ถ้าใครปล่อยให้น้องคลาดสายตา แม่จะเล่นงานให้หนัก ไม่อย่างนั้นเธอคงนอนตายตาไม่หลับ
“เตรียมตัวพร้อมแล้วใช่ไหมลูก พรุ่งนี้ต้องเดินทางแล้วนะ” หลี่ซิ่วลี่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือความห่วงใย ก่อนจะเสริมขึ้นทันทีว่า “ถ้ายังจัดไม่เสร็จ รีบกินข้าวให้เรียบร้อย เดี๋ยวแม่ไปช่วยจัดกระเป๋าให้”
หลินถังยิ้มหวานให้มารดา “เรียบร้อยแล้วค่ะแม่ พ่อช่วยหนูจัดเสร็จสรรพหมดแล้ว”
อันที่จริงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของเธอก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก มีเพียงเครื่องนอน เสื้อผ้าไม่กี่ชุด และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันเท่านั้น
แต่พอคิดว่าพรุ่งนี้ลูกสาวตัวน้อยจะต้องจากบ้านไปทำงานในตัวอำเภอเพียงลำพัง หัวใจของคนเป็นแม่ก็อดใจหายไม่ได้ หลินถังเพิ่งจะโตเป็นสาวได้ไม่นานแท้ ๆ แต่กลับต้องออกไปเผชิญโลกกว้างเสียแล้ว
หลี่ซิ่วลี่ถอนหายใจยาว แววตาฉายความกังวลชัดเจน “ไปอยู่ที่นั่นไม่มีพ่อกับแม่คอยดูแล หนูต้องดูแลตัวเองให้ดีนะลูก ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้ ทำงานให้สบายใจ แต่ถ้ามีปัญหาอะไรต้องรีบส่งข่าวมาบอกพ่อกับแม่ทันที เข้าใจไหม”
คำกำชับด้วยความเป็นห่วงของแม่ทำให้หลินถังรู้สึกจุกในอก ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ตีตื้นขึ้นมาจนเธอต้องก้าวเข้าไปซบไหล่อุ่น ๆ ของมารดาอย่างออดอ้อน
“แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ พ่อก็สั่งหนูไว้แล้วเหมือนกัน หนูสัญญาว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ถ้ามีวันหยุดหนูจะรีบกลับมาเยี่ยมบ้าน หรือถ้าพ่อกับแม่มีธุระในเมือง ก็แวะไปหาหนูได้นะคะ”
ถ้าเลือกได้ หลินถังก็อยากอยู่ดูแลพ่อแม่ที่บ้าน แต่ความจนมันน่ากลัว ขืนอยู่กันแบบนี้ต่อไปคงได้อดตายกันทั้งบ้าน อย่าว่าแต่จะกตัญญูเลย แค่ปากท้องยังเอาไม่รอด
หลี่ซิ่วลี่ลูบผมลูกสาวด้วยความรักใคร่ “จ้ะ ลูกรู้คิดแบบนี้แม่ก็เบาใจ”
หลังจากพูดคุยกันอีกครู่ใหญ่ สองแม่ลูกก็เดินออกมาจากห้อง หลี่ซิ่วลี่แยกตัวเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหาร ส่วนหลินถังเดินไปเปิดหน้าต่างห้องนอน แล้วส่งเสียงเรียกพี่ชายคนโตที่กำลังยืนอยู่ในลานบ้าน
“พี่ใหญ่... พี่ใหญ่คะ เข้ามานี่หน่อยสิ หนูมีอะไรจะให้ดู”
หลินชิงซานเดินเข้ามาใกล้หน้าต่างด้วยความงุนงง “มีอะไรหรือถังถัง”
หญิงสาวส่งสมุดปกแข็งเล่มหนาปึกให้พี่ชาย “พี่ใหญ่ ตอนนี้หนังสือคู่มือเลี้ยงหมูหนูไม่มีแล้ว เล่มนี้หนูเขียนขึ้นเองจากความทรงจำ พี่ลองเอาไปอ่านดูตอนว่าง ๆ นะคะ”
สมุดเล่มนี้คือความตั้งใจของเธอที่แอบซุ่มเขียนทุกครั้งที่มีเวลาว่าง หลังจากรู้ข่าวว่าทางกองผลิตมีนโยบายจะเลี้ยงหมู เพื่อการนี้เธอถึงกับยอมเจียดคะแนนในระบบถึง 50 แต้มแลกปากกาหมึกซึมชั้นดีมาใช้เขียนเลยทีเดียว
เนื้อหาในสมุดไม่ได้มีแค่ความรู้พื้นฐานจาก 'คู่มือเลี้ยงหมูฉบับมือใหม่' ที่ได้จากการเช็คอินในระบบเท่านั้น แต่เธอยังรวบรวมเทคนิคการเลี้ยงสัตว์สมัยใหม่จากโลกอนาคตใส่ลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นสูตรผสมอาหารลดต้นทุน วิธีป้องกันโรคระบาด หรือแม้แต่ระบบการจัดการของเสีย... ทุกอย่างถูกจดบันทึกไว้อย่างละเอียดและเป็นระบบ หากใครทำความเข้าใจจนแตกฉาน รับรองได้เลยว่าตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์คงไม่หนีไปไหน
หลินชิงซานรับสมุดไปเปิดดู เพียงกวาดสายตาอ่านหน้าแรก ดวงตาของเขาก็ลุกวาวด้วยความตื่นเต้น ยิ่งพลิกหน้าถัดไป สีหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งขรึมและจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตั้งแต่การเลือกทำเล การคัดสายพันธุ์ เทคนิคการผสมอาหาร ไปจนถึงการทำคลอดหมู...
‘นี่ฉันกำลังอ่านคัมภีร์วิเศษอะไรอยู่เนี่ย...’ หลินชิงซานคิดในใจอย่างตื่นตระหนก ‘น้องสาวรู้ไหมว่าข้อมูลพวกนี้มันมีค่ามหาศาลขนาดไหน นี่มันคือสุดยอดองค์ความรู้ที่พวกระดับหัวหน้าในคอมมูนฝันอยากจะได้มาครอบครองชัด ๆ’
ชายหนุ่มเงยหน้ามองน้องสาว แววตาลึกซึ้งและสั่นไหว “ถังถัง... เธอรู้ไหมว่าสมุดเล่มนี้มันสำคัญขนาดไหน” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตื้นตัน
หลินถังส่ายหน้ายิ้ม ๆ ตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “จะสำคัญแค่ไหนหนูก็ให้พี่แล้ว พี่ใหญ่อ่านให้ละเอียดเถอะค่ะ ไม่แน่ว่าต่อไปกองผลิตซวงซานของเราอาจจะกลายเป็นหมู่บ้านตัวอย่างด้านการเลี้ยงหมู และถึงตอนนั้น... ฮีโร่ของหมู่บ้านก็ต้องเป็นพี่ใหญ่นะคะ”
หลินชิงซานมองสมุดในมือสลับกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของน้องสาว ความรู้สึกตื้นตันจุกแน่นในอก ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าน้องสาวต้องอดหลับอดนอนเขียนมันนานแค่ไหนกว่าจะได้ข้อมูลเยอะขนาดนี้
“พี่จะตั้งใจอ่านมันอย่างดี... ลำบากเธอแล้วจริง ๆ”
“พี่ใหญ่อย่าพูดเหมือนคนอื่นคนไกลสิคะ” หลินถังหัวเราะเสียงใส “จำสูตรอาหารหมูที่หนูเคยผสมได้ไหม ในนี้ก็มีจดไว้เหมือนกัน แถมยังมีสูตรอื่น ๆ อีกเพียบ พี่ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะว่าหมูช่วงวัยไหนควรกินอะไร แล้วก็เรื่องวัคซีนป้องกันโรคก็สำคัญ พี่ลองศึกษาดู ถ้าเราทำสำเร็จจนได้รางวัลธงเกียรติยศขึ้นมา พี่ใหญ่จะได้กลายเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคเต็มตัว เผลอ ๆ อาจจะได้ลงหนังสือพิมพ์ ได้ออกทีวี ดังระเบิดไปเลย!”
ภาพฝันอันสวยหรูที่หลินถังวาดให้เห็น ทำเอาพี่ชายอีกสองคนที่แอบฟังอยู่ตาโตด้วยความตื่นเต้น แต่คนที่ดูจะมีปฏิกิริยามากที่สุดกลับเป็นพี่ชายคนที่สาม
หลินชิงมู่รีบแทรกตัวเข้ามาหน้าน้องสาว ทำหน้าตาน้อยอกน้อยใจราวกับเด็กถูกแย่งของเล่น
“น้องเล็ก! เธอมอบคัมภีร์สุดยอดวิชาให้พี่ใหญ่ขนาดนั้น แล้วพี่สามคนนี้ล่ะ? พี่สามคนนี้ไม่มีความหมายเลยเหรอ ไม่รักกันแล้วใช่ไหม?”
ท่าทางดราม่าเล่นใหญ่ของน้องสามทำเอาหลินชิงซานที่กำลังซึ้งจนน้ำตาซึมถึงกับชะงัก อารมณ์ซาบซึ้งหายวับไปกับตา เหลือไว้เพียงความหมั่นไส้ หลินชิงสุ่ยเองก็ได้แต่มองบนถอนหายใจกับความเล่นใหญ่ของน้องชาย
หลินถังสนิทกับพี่สามที่สุดเพราะอายุไล่เลี่ยกัน แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งทำเป็นงอนเรียกร้องความสนใจ แต่เธอก็อดขำปนเอ็นดูไม่ได้ ก็พี่คนนี้แหละที่พาเธอตะลอนไปทั่วป่าทั่วเขาตั้งแต่ตัวเท่าลูกหมา
หญิงสาวดึงชายเสื้อพี่ชายเบา ๆ รีบเอาใจ “โธ่ พี่สามอย่าเพิ่งน้อยใจสิคะ รอหนูไปถึงในเมืองก่อนนะ หนูจะคอยสอดส่องหาลู่ทางงานดี ๆ ให้ ถ้าเจอเมื่อไหร่ หนูจะรีบคว้ามาประเคนให้พี่สามคนแรกเลย!”
คำสัญญาอันหนักแน่นและจริงจังของน้องสาวทำเอาหลินชิงมู่ชะงัก ไปต่อไม่ถูก ความรู้สึกผิดแล่นริ้วขึ้นมา เขาแค่จะแกล้งแหย่เล่นเฉย ๆ ใครจะไปอยากได้อะไรจากน้องสาวที่ต้องลำบากไปทำงานต่างถิ่นกันเล่า
หลินชิงมู่ยิ้มกว้าง ยีหัวน้องสาวจนยุ่งเหยิง “พี่ล้อเล่นน่า ยัยเด็กโง่ เธอตั้งใจทำงาน ดูแลตัวเอง กินข้าวให้ตรงเวลาก็พอ แล้วจำไว้นะ... ถ้ามีไอ้หน้าไหนมารังแก ให้รีบกลับมาฟ้องพี่ พี่อาจจะไม่มีความรู้ท่วมหัวเหมือนคนอื่น แต่ถ้าเป็นเรื่องใช้กำลังไปกระทืบคนรังแกน้องเนี่ย พี่ถนัดนัก!”
หลินถังพยักหน้ารับอย่างเชื่อมั่น เธอรู้ดีว่าคำพูดของพี่สามไม่ใช่ราคาคุย
จำได้แม่นว่าตอนเรียนมัธยมปลาย เด็กบ้านนอกอย่างเธอตกเป็นเป้าของพวกนักเรียนหญิงในเมืองที่นิสัยไม่ดี พวกนั้นหมั่นไส้ที่เธอทั้งเรียนเก่งและหน้าตาดี จึงหาเรื่องกลั่นแกล้งสารพัด
แต่พี่น้องตระกูลหลินไม่เคยปล่อยให้น้องสาวต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว แม้ไม่ได้เรียนต่อ แต่พวกพี่ ๆ ก็แวะเวียนมาดูเธอเสมอ
มีอยู่วันหนึ่ง หลินชิงมู่ได้ข่าวว่าจะมีคนมาดักตบน้องสาว แทนที่จะกลัว เขากลับคว้าถังใส่น้ำเน่าวิ่งหน้าตั้งไปที่โรงเรียนราวกับพายุบ้าคลั่ง
และวันนั้นเธอก็โดนล้อมกรอบจริง ๆ แต่ยังไม่ทันจะโดนทำอะไร หลินชิงมู่ก็พุ่งเข้ามา กระชากเธอไปหลบด้านหลัง แล้วสาดน้ำเน่าโครมใหญ่ใส่กลุ่มนักเรียนหญิงพวกนั้นเต็ม ๆ
เขาไม่สนหรอกว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ใครแตะน้องสาวเขา... เละ!
พวกนักเรียนหญิงขาโจ๋โดนน้ำเน่าสาดจนเปียกโชก ทั้งเหม็นทั้งอับอาย พอเห็นท่าทางเอาเรื่องของหลินชิงมู่ที่ดูเหมือนนักเลงโต ก็ไม่มีใครกล้าหือ พากันวิ่งหนีหางจุกตูด
วีรกรรมวันนั้นทำเอาหลินชิงมู่ดังเป็นพลุแตก ใคร ๆ ก็รู้กิตติศัพท์ว่าพี่ชายของหลินถังเป็นคนบ้าดีเดือดพร้อมบวกกับทุกคนไม่เลือกหน้าเพื่อปกป้องน้องสาว
แต่พอเรื่องเล่าถูกส่งต่อกันไปปากต่อปาก เนื้อหาก็เริ่มเพี้ยนไปไกล...
จากแค่สาดน้ำเน่า กลายเป็นตำนานเล่าขานว่า 'พี่ชายหลินถังหมัดหนัก ต่อยเด็กผู้หญิงจนฟันหน้าหลุดร่วงกราว ร้องไห้จ้าวิ่งกลับไปฟ้องแม่แทบไม่ทัน'
[จบบท]