บทที่ 105: การเริ่มต้นของสาวโรงงาน
“คุณอย่าคิดมากไปเองเลยน่า ถังถังฉลาดจะตาย แถมแรงก็เยอะ ลูกเราเก่งจะตายไป ไม่เกิดเรื่องอะไรร้ายแรงหรอกน่า ถ้าคุณยังไม่วางใจ เดี๋ยวอีกสักสองสามวันพวกเราค่อยหาเวลาไปเยี่ยมลูกสาวกัน”
หลินลู่เอ่ยปลอบใจภรรยาพร้อมกับวางแผนในใจว่าจะถือโอกาสเอาน้ำผึ้งไปส่งให้ลูกสาวด้วยเลย
หลี่ซิ่วลี่เองก็รู้ดีว่าเธอวิตกกังวลจนเกินเหตุ แต่หัวอกคนเป็นแม่มันห้ามความคิดไม่ได้จริงๆ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนต้องออกไปเช่าห้องอยู่คนเดียว แค่คิดภาพตามก็ทำเอาคนเป็นแม่กินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความเป็นห่วง
ยังโชคดีที่ช่วงหลังมานี้หลินถังมีพละกำลังเพิ่มขึ้นมาก ไม่อย่างนั้นคืนนี้เธอคงทนไม่ไหวจนต้องบุกไปหาลูกที่อำเภอเสียเดี๋ยวนี้เลย
“ที่คุณพูดมันก็ถูก แต่ว่า...”
“พอแล้ว ไม่ต้องแต่แล้ว” หลินลู่ตัดบทภรรยาทันที “รีบนอนเถอะ ถ้าถังถังรู้ว่าคุณเป็นห่วงจนหน้าดำคร่ำเครียดแบบนี้ เดี๋ยวลูกจะพลอยนอนไม่หลับไปด้วย”
หลี่ซิ่วลี่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะขยับตัวขึ้นเตียงเตา ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมกายแล้วข่มตาให้หลับลง ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนในชนบท
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาหกโมงตรง
หลินถังลืมตาตื่นขึ้นมาตามนาฬิกาชีวิตปกติ เมื่อคืนวานเธอพลิกตัวไปมากว่าจะหลับลงได้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนเพราะแปลกที่แปลกทาง ผิดกับตอนอยู่บ้านที่หัวถึงหมอนตอนสามทุ่มก็หลับปุ๋ย
หญิงสาวลุกขึ้นมานั่งแล้วกดลงชื่อเข้าใช้งานระบบทันที
‘ติ๊ง! ลงชื่อสำเร็จ รับคะแนน 50 แต้ม’
นอกจากนี้ การลงชื่อยังครบกำหนดหนึ่งเดือนพอดิบพอดี ระบบจึงมอบโบนัสพิเศษเป็นสิทธิ์ในการหมุนวงล้อเสี่ยงโชคหนึ่งครั้ง
หลินถังไม่รอช้ากดสุ่มทันที และผลที่ได้คือ ‘เหล้าดองยาสมุนไพรเพื่อสุขภาพ’
จนถึงตอนนี้ คลังสมบัติส่วนตัวของหลินถังมีของดีตุนไว้เพียบ
[คะแนนสะสม : 1,666 คะแนน]
[พื้นที่มิติ : น้ำมัน 5 ชั่ง, แป้งสาลีชั้นดี 40 ชั่ง, ข้าวสาร 40 ชั่ง, ธัญพืชหยาบ 40 ชั่ง, ลูกอมกระต่ายขาว 2 ห่อ, มอลต์สกัด 2 กระป๋อง, แอปเปิล 1 ลัง, ส้ม 1 ชั่ง, เหล้าดองยา 1 ขวด...]
[ทักษะ : เซียนขับรถ, การเลี้ยงหมูฉบับมือใหม่, พิมพ์เขียวสร้างรถไถ]
[ชุดอุปกรณ์วิจัยทางการแพทย์ครบเซต]
[ตั๋วแลกซื้อจักรเย็บผ้า]
[สูตรลับสารพัดน้ำพริกและซอส : ซอสพริก, เต้าเจี้ยว, ซอสเห็ดหอม, ซอสหมูสับ...]
ทันทีที่ได้สูตรซอสมา หลินถังก็มีความคิดแวบเข้ามาในหัวว่าอยากจะเอาไปให้ลุงหลินฟู เพื่อเสนอให้กองผลิตเปิดโรงงานทำซอสหารายได้เข้าหมู่บ้าน แต่พอลองตรองดูดีๆ กองผลิตซวงซานหนึ่งไม่มีตลาดรองรับ สองไม่มีบรรจุภัณฑ์ และสามไม่มีเงินทุนตั้งต้น... ในยุคสมัยนี้ใครจะกล้าเอาอนาคตมาเสี่ยง
เรื่องนี้คงต้องพับเก็บไว้ก่อน รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมค่อยว่ากันใหม่
หลินถังจัดการภารกิจส่วนตัว ล้างหน้าแปรงฟันอย่างคล่องแคล่ว หยิบแอปเปิลลูกโตในมิติออกมากัดกินรองท้องหนึ่งลูก เมื่อกะเวลาดูแล้วเห็นว่าใกล้เวลาเข้างาน จึงเดินออกจากห้องพักมุ่งหน้าสู่โรงงานทอผ้า
อากาศยามเช้าสดชื่นเย็นสบาย คุณปู่คนเฝ้าประตูโรงงานเห็นหญิงสาวเดินมาแต่ไกล ใบหน้าเหี่ยวย่นก็แย้มยิ้มทักทายอย่างอารมณ์ดี
“อ้าว สหายตัวน้อย มาทำงานเช้าจังเลยนะ”
หลินถังยิ้มทักทายกลับอย่างเป็นกันเอง
“สวัสดียามเช้าค่ะคุณปู่ วันนี้ทำงานวันแรก หนูตื่นเต้นจนนอนไม่ค่อยหลับเลยค่ะ”
เธอแสร้งพูดทีเล่นทีจริงเพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร การมาทำงานวันแรกการสร้างความประทับใจเป็นเรื่องสำคัญ
คุณปู่พยักหน้าอย่างเข้าใจ หัวอกคนหนุ่มสาวเพิ่งได้งานทำ ใครบ้างจะไม่ตื่นเต้น
“พนักงานธุรการช่วงเช้าต้องไปเซ็นชื่อที่ฝ่ายบุคคลก่อนนะ สหายตัวน้อยอย่าลืมล่ะ ไปลงชื่อให้เรียบร้อยแล้วค่อยเข้าออฟฟิศ” ชายชราเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี เพราะเห็นว่าเป็นเด็กใหม่
เรื่องธรรมเนียมการเซ็นชื่อนี้หลินถังไม่รู้มาก่อนจริงๆ หญิงสาวส่งยิ้มขอบคุณพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้า หยิบส้มลูกกลมเกลี้ยงออกมาหนึ่งลูกยื่นใส่มือชายชรา
“ขอบคุณมากเลยนะคะคุณปู่ ส้มลูกนี้หนูให้ค่ะ เอาไว้ทานเล่นแก้เปรี้ยวปากนะคะ”
หลินถังถือนคติบุญคุณต้องทดแทน ถึงแม้คุณปู่จะเตือนเพราะความเอ็นดูจากลูกอมกระต่ายขาวที่เคยให้เมื่อวันสอบ แต่ความหวังดีในวันนี้ก็เป็นสิ่งที่เธอซาบซึ้งใจ
คุณปู่เฝ้าประตูรีบปัดมือปฏิเสธพัลวัน
“โอ๊ย ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้น แค่พูดเตือนนิดหน่อยเอง ฉันรับส้มของหนูไม่ได้หรอก ของดีราคาแพงขนาดนี้ หนูเก็บไว้กินเองเถอะ”
ในยุคนี้ผลไม้สดอย่างส้มถือเป็นของหายากและมีราคาแพง ชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้ลิ้มรส
“รับไว้เถอะค่ะคุณปู่ ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แทนคำขอบคุณที่ช่วยเตือนหนู หนูขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
หลินถังยัดส้มใส่มือชายชราแล้วโบกมือลา เดินเข้าประตูโรงงานไปอย่างรวดเร็ว
ชายชรามองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปแล้วก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ แม่หนูคนนี้ช่างจิตใจกว้างขวางน่าคบหาจริงๆ
หลินถังทำตามคำแนะนำ เดินไปเซ็นชื่อที่ฝ่ายบุคคลเรียบร้อยก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานีวิทยุกระจายเสียง เมื่อไปถึงก็พบว่าเธอยังเป็นคนแรกที่มาถึง หญิงสาวจึงถือโอกาสเดินสำรวจและลงมือปัดกวาดเช็ดถูห้องทำงานจนสะอาดเอี่ยม
สายตาเหลือบไปเห็นกระติกน้ำร้อนวางอยู่ พอลองยกดูก็พบว่าเบาหวิว จึงฉวยกระติกเดินออกจากห้องตั้งใจจะไปเติมน้ำร้อนเตรียมไว้ให้เพื่อนร่วมงาน
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากประตู ก็บังเอิญสวนกับหญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตา
เธอคือ จางอวี้ซิ่ว ผู้เข้าสอบแข่งขันที่ได้อันดับสอง และได้บรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการ
จางอวี้ซิ่วเห็นหน้าหลินถังก็จำได้ทันที รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“เป็นเธอนี่เอง มาเช้าเหมือนกันนะเนี่ย” น้ำเสียงของเธอเจือแววชื่นชม มิน่าล่ะถึงสอบได้ที่หนึ่ง ทั้งหัวดีแถมยังขยันขันแข็ง สมแล้วจริงๆ
หลินถังยิ้มตอบ “วันแรกก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดาน่ะค่ะพี่”
“นั่นสินะ กว่าจะได้งานทำสักที่มันไม่ง่ายเลย” จางอวี้ซิ่วพยักหน้าเห็นด้วย แววตาไหววูบคล้ายมีความกังวลบางอย่างพาดผ่าน แต่เมื่อนึกถึงลูกชายตัวน้อยที่ฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็ก สีหน้าของเธอก็คลายความกังวลลง
จางอวี้ซิ่วมองหน้าเด็กสาวรุ่นน้องแล้วแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
“พี่ชื่อจางอวี้ซิ่วนะ ส่วนเธอล่ะ? ต่อไปเราต้องทำงานที่เดียวกันแล้ว มาทำความรู้จักกันไว้เถอะ”
“สวัสดีค่ะพี่จาง ฉันชื่อหลินถังค่ะ ถังที่แปลว่าดอกไห่ถัง”
หลินถังสังเกตเห็นแก้วน้ำในมืออีกฝ่าย จึงเอ่ยชวน “พี่จางก็จะไปกดน้ำเหมือนกันใช่ไหมคะ งั้นเราไปด้วยกันเลยไหม”
จางอวี้ซิ่วมองกระติกน้ำในมือหลินถังแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลงแล้วเดินเคียงคู่กันไปยังโรงต้มน้ำ
โรงต้มน้ำของโรงงานมีหม้อต้มไอน้ำขนาดยักษ์ตั้งตระหง่าน มีรางน้ำยาวเหยียดพร้อมก๊อกน้ำเรียงราย ไอน้ำพวยพุ่งส่งกลิ่นความร้อนจางๆ สวัสดิการที่นี่ถือว่าดีมาก น้ำร้อนหนึ่งกามีราคาเพียงสองเฟิน
ระหว่างเดินกลับตึกสำนักงาน หลินถังนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้จึงเอ่ยเตือน
“จริงสิพี่จาง ฉันได้ยินคุณปู่หน้าประตูบอกว่าต้องไปเซ็นชื่อที่ฝ่ายบุคคลก่อนเข้าทำงาน พี่ไปเซ็นหรือยังคะ”
จางอวี้ซิ่วชะงักกึก ทำตาโตด้วยความตกใจ “ตายจริง พี่ยังไม่ได้ไปเลย”
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบใจเธอมากนะหลินถังที่ช่วยเตือน ไม่งั้นวันแรกพี่คงโดนตำหนิแน่ เดี๋ยวพี่ต้องรีบไปเดี๋ยวนี้เลย”
หลินถังส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่จาง แค่เรื่องเล็กน้อยเองไม่ต้องเกรงใจค่ะ”
การมีน้ำใจหยิบยื่นไมตรีให้เพื่อนร่วมงานถือเป็นการปูทางที่ดี ใครจะรู้ว่าวันข้างหน้าเราอาจจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน
“ยังไงก็ต้องขอบใจเธอจริงๆ” จางอวี้ซิ่วรู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวคนนี้มากขึ้นไปอีก แม้อายุจะห่างกันเป็นสิบปีแต่กลับคุยกันถูกคอ
เมื่อกลับถึงตึกสำนักงาน ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปประจำจุดของตน หลินถังหิ้วกระติกน้ำกลับมาถึงห้อง สถานีวิทยุกระจายเสียงก็ไม่เงียบเหงาอีกต่อไปเมื่อ ตู้เสี่ยวจวน หัวหน้าสถานีเดินเข้ามาพอดี
ตู้เสี่ยวจวนกวาดสายตามองห้องที่สะอาดสะอ้านและกระติกน้ำที่เติมจนเต็ม พลางส่งยิ้มให้หลินถังด้วยความพึงพอใจ
“มาเช้าจังเลยนะ นี่คงทำความสะอาดห้องรอเลยสิท่า ลำบากแย่เลย” เด็กใหม่ที่รู้หน้าที่มีความกระตือรือร้นย่อมเป็นที่รักของผู้ใหญ่
หลินถังตอบอย่างนอบน้อม “ไม่ลำบากเลยค่ะหัวหน้าตู้ พอดีฉันมาถึงเช้าก็เลยหาอะไรทำฆ่าเวลาน่ะค่ะ”
ตู้เสี่ยวจวนชี้มือไปที่โต๊ะทำงานตัวหนึ่งที่ว่างอยู่ “เธอนั่งตรงนั้นนะ นั่นคือโต๊ะประจำตำแหน่งของเธอ ขาดเหลืออุปกรณ์อะไรก็ไปเบิกที่ห้องธุรการข้างๆ แค่ลงบันทึกไว้ก็พอ”
“รับทราบค่ะ ขอบคุณหัวหน้าตู้มากนะคะ”
“ไม่ต้องเกรงใจ คนกันเองทั้งนั้น” ตู้เสี่ยวจวนยิ้มใจดีก่อนจะเริ่มอธิบายโครงสร้างงานคร่าวๆ
“...ที่สถานีวิทยุของเรา นอกจากฉันกับเธอแล้ว ก็ยังมีบรรณาธิการข่าว นักจัดรายการ ช่างเทคนิค แล้วก็ช่างเดินสายไฟข้างนอกอีกอย่างละคน คนน้อยแต่งานล้นมือ ช่วงแรกเธออาจจะต้องปรับตัวหน่อยนะ ต่อไปงานจะยุ่งจนหัวหมุนเลยล่ะ”
หัวหน้าสาววัยกลางคนรีบฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน เพราะงานที่นี่ถึงจะดูสบายกว่าฝ่ายผลิตแต่ความรับผิดชอบก็หนักหนาเอาการ
หลินถังรับคำอย่างหนักแน่น เพิ่งจะคุยกันได้ไม่กี่คำ เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็ทยอยตบเท้าเข้ามาในห้อง
“อรุณสวัสดิ์ครับหัวหน้าตู้”
“วันนี้หัวหน้ามาเช้าจังเลยนะครับ”
“โอ้โห นี่น้องใหม่ของเราใช่ไหมครับเนี่ย มาเช้าไฟแรงจริงๆ”
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความคึกคัก เพื่อนร่วมงานใหม่ต่างมองหลินถังด้วยสายตาชื่นชม คนที่มีความรู้ความสามารถแถมยังขยันขันแข็ง ย่อมได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเสมอ
[จบบท]