บทที่ 115: อานุภาพความน่ารักของลูกสาว
เมื่อคืนนี้หลานชายคนโตอย่างโก่วตั้นเพิ่งจะได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างมาจากป้าสะใภ้ใหญ่อย่างหนิงซินโหรว เด็กน้อยจึงได้รับรู้ความจริงอันโหดร้ายว่ายังต้องรออีกตั้งหลายวันกว่าจะถึงเทศกาลที่ว่านั่น
ใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยห่อเหี่ยวลงทันตาราวกับดอกไม้ขาดน้ำ
อาหญิงเล็กไม่อยู่บ้าน บรรยากาศภายในบ้านตระกูลหลินก็พลอยเงียบเหงาซึมเซา ไม่ครึกครื้นมีชีวิตชีวาเหมือนก่อน
ย่าเจียงผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของบ้านก็ทำหน้านิ่งไม่ยิ้มแย้มตลอดทั้งวัน ส่วนปู่ผู้เป็นเสาหลักก็เอาแต่นั่งเงียบไม่พูดไม่จา แม้กระทั่งพ่อของเขาก็ยังมีท่าทางซึมเศร้าเหงาหงอยไปตามกัน
ลำพังแค่บรรยากาศอึมครึมยังพอทนได้ แต่ทว่ารสชาติอาหารการกินในบ้านที่พลอยจืดชืดลงไปด้วยนี่สิ คือสิ่งที่เด็กๆ ยากจะทำใจยอมรับ
“เฮ้อ” โก่วตั้นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความกลัดกลุ้ม
โช่วตั้นเหลือบตามองพี่ชาย แล้วก็หัดถอนหายใจตามบ้างด้วยท่าทางเลียนแบบเป๊ะๆ “เอ้อ”
หนิวหนิวกับหูโถว เจ้าตัวเล็กสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นพวกพี่ๆ ทำแบบนั้น ก็เกิดอาการอยากจะมีส่วนร่วมขึ้นมาบ้าง
ทว่าลมหายใจแห่งความท้อแท้เฮือกนั้นยังไม่ทันจะได้พ่นออกมาจากปาก หลี่ซิ่วลี่ผู้เป็นย่าก็ฟาดฝ่ามืออรหันต์ลงไปที่ศีรษะทุยๆ ของหัวโจกอย่างโก่วตั้นเข้าให้หนึ่งที
“ถอนหายใจอะไรกันนักกันหนา โชคลาภเงินทองถูกแกถอนหายใจทิ้งไปหมดแล้ว รีบกินข้าวซะ ยังเป็นเด็กตัวเท่าลูกหมา จะไปเลียนแบบท่าทางคนแก่ทำไมกันฮะ”
หนิวหนิวกับหูโถวที่เห็นพี่ใหญ่โดนลงโทษ ก็รีบกลั้นลมหายใจที่จ่ออยู่ที่ริมฝีปากกลับลงไปในท้องอย่างทุลักทุเล แต่น้ำลายเจ้ากรรมดันพุ่งสวนขึ้นมาที่คอหอย ส่งผลให้สำลักหน้าดำหน้าแดง ไอโขลกขลากออกมาอย่างรุนแรง
“แค่ก แค่ก แค่ก”
เจ้าตัวเล็กสองคนไอออกมาพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย จนใบหน้าแดงก่ำไปหมดด้วยความทรมาน
โจวเหมยผู้เป็นแม่รีบถลาเข้าไปช่วยลูบหลังให้ลูกๆ ด้วยความตกใจ
“ไอ้หยา เป็นอะไรมากไหมเนี่ย ให้ทำตัวเป็นนกแก้วนกขุนทองเลียนแบบชาวบ้านเขาดีนัก สำลักหน้าแดงเลยเห็นไหม ทำไมถึงได้ซื่อบื้อแบบนี้ เหมือนพ่อพวกแกไม่มีผิดเลยจริงๆ”
หูโถวได้ยินแม่บ่นพาดพิงถึงพ่อก็เกิดอาการไม่พอใจ จึงเถียงกลับไปทันควันว่า “ผมเหมือนพ่อ ส่วนหนิวหนิวเหมือนแม่ต่างหาก”
คำพูดนี้พ่อเป็นคนพูดกรอกหูเขาเองกับปาก ต้องเป็นความจริงอันเที่ยงแท้แน่นอน
โจวเหมยชะงักไปครู่หนึ่ง พลางคิดในใจว่าคำพูดนี้ก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง
ลูกชายกับพ่อมันคือตัวป่วนที่สวรรค์ส่งมาทดสอบความอดทนของเธอชัดๆ
ส่วนหนิวหนิวน่ะเหรอ ก็ต้องเหมือนเธอนั่นแหละ เป็นเด็กดีว่าง่ายน่ารักจะตายไป
แต่ความคิดเข้าข้างตัวเองของโจวเหมยยังไม่ทันจะจางหาย วินาทีต่อมาเธอก็ถูกลูกสาวในไส้ตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยคำพูด
หนิวหนิวสนิทสนมกับพ่ออย่างหลินชิงสุ่ยมาตลอด พอได้ยินพี่ชายบอกว่าตัวเองเหมือนแม่ ก็เบะปากเล็กๆ ทันทีด้วยความไม่ชอบใจ
“หนิวหนิวเหมือนพ่อต่างหาก” เด็กหญิงตัวน้อยพูดแย้งด้วยน้ำเสียงเล็กๆ อย่างน่าสงสาร
ในใจดวงน้อยปฏิเสธข้อกล่าวหาที่พี่ชายยัดเยียดว่าตัวเองเหมือนแม่อย่างรุนแรง
โจวเหมยทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก นี่ลูกสาวเธอรังเกียจที่จะเหมือนเธอขนาดนี้เลยหรือ
ทางด้านหลินชิงสุ่ย หัวใจแทบจะละลายกลายเป็นน้ำเพราะความน่ารักขี้อ้อนของลูกสาว เขาอุ้มหนิวหนิวขึ้นมาวางบนตักอย่างทะนุถนอม
“ใช่ๆๆ หนิวหนิวลูกรักเหมือนพ่อที่สุด พี่ชายลูกพูดจาเลอะเทอะ เราไม่ต้องไปสนใจเขาหรอกนะ” ชายหนุ่มยิ้มกว้างจนตาหยีด้วยความรักใคร่เอ็นดูเต็มเปี่ยม
หูโถวทำหน้ามึนงง สีหน้าท่าทางสับสนไปหมด จู่ๆ โลกของเขาก็กลับตาลปัตรจนไม่เข้าใจขึ้นมา
น้องสาวเหมือนแม่ คำพูดนี้ไม่ใช่พ่อเป็นคนพูดเองกับปากหรอกเหรอ แล้วทำไมตอนนี้พ่อถึงกลับคำเสียแล้วล่ะ
หนิวหนิวเป็นเด็กดีที่เชื่อฟัง ว่านอนสอนง่ายเป็นทุนเดิม
พอได้ยินคำปลอบโยนเอาใจจากปากพ่อ ก็ยิ้มแฉ่งออกมาทันที
สีหน้าท่าทางดูมีความสุขราวกับได้ของเล่นชิ้นใหม่
“พ่อคะ หนิวหนิวคิดถึงอาหญิงเล็กแล้วค่ะ”
หลินชิงสุ่ยลูบศีรษะลูกสาวอย่างอ่อนโยน “ย่าบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอีกไม่กี่วันอาหญิงเล็กก็จะกลับมาแล้ว ถ้าลูกทำตัวเป็นเด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่ อาหญิงเล็กจะยิ่งรักและชอบลูกนะ รู้ไหม”
หนิวหนิวพยักหน้าหงึกหงักอย่างน่าเอ็นดู แล้วตบแขนพ่อเบาๆ เป็นสัญญาณบอกว่าจะลงไปนั่งที่เดิม
หลินชิงสุ่ยแม้จะไม่เข้าใจความคิดของเด็กน้อยแต่ก็ยอมวางลูกสาวลงตามใจ
เด็กหญิงตัวน้อยกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็กของตัวเอง วางท่าทางราวกับผู้ใหญ่ตัวจิ๋ว หยิบช้อนคันเล็กขึ้นมา แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างตั้งใจ
ท่าทางช่างดูรู้ความและน่ารักน่าชังเหลือเกิน
ภาพความน่ารักนี้ทำเอาหนิงซินโหรวที่ยังไม่มีลูกสาว เห็นแล้วยังรู้สึกอิจฉาจนอยากมีลูกสาวบ้าง
เด็กผู้หญิงที่น่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้ ช่างมีอานุภาพหลอกล่อให้คนอยากมีลูกสาวจริงๆ สินะ
ทางด้านหลินถังยังไม่ระแคะระคายเลยว่าคนทางบ้านกำลังบ่นคิดถึงตัวเองกันยกใหญ่ และพ่อกับแม่ก็กำลังคำนวณวันเวลา เตรียมตัวจะเดินทางมาหาเธอที่ในตัวอำเภอ
วันรุ่งขึ้น
ในช่วงพักเที่ยง ปู่เจียงกับย่าเจียงก็นำหนังสือโอนกรรมสิทธิ์บ้านมามอบให้หลินถังตามที่ตกลงกันไว้
หลินถังรับเอกสารมาตรวจสอบอย่างละเอียด มีตราประทับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วน มีลายเซ็นเจ้าของบ้านชัดเจน
ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีผลบังคับใช้สมบูรณ์
เมื่อตรวจสอบแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาด เธอก็ขอตัวกลับเข้าไปในห้อง
หญิงสาวหิ้วธัญพืชออกมาหนึ่งร้อยจิน และนำเงินสดหนึ่งร้อยแปดสิบหยวนออกมาจากมิติ ส่งมอบให้ย่าเจียงที่รออยู่
“ย่าเจียง ปู่เจียงคะ นี่เป็นเงินค่าบ้านหนึ่งร้อยแปดสิบหยวน แล้วก็มีธัญพืชหยาบแปดสิบจิน แป้งหมี่สิบจิน ข้าวสารสิบจิน รบกวนช่วยนับและตรวจสอบดูหน่อยนะคะ”
สองสามีภรรยาตระกูลเจียงเข้าใจเจตนาของเธอดี
เรื่องเงินทองต้องจัดการให้ชัดเจนต่อหน้า จะได้ไม่เกิดปัญหาค้างคาใจในภายหลัง
ผู้เฒ่าทั้งสองพยักหน้า แล้วเริ่มนับจำนวนเงิน จากนั้นก็นำธัญพืชไปชั่งน้ำหนัก
ปู่เจียงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ผิด เงินหนึ่งร้อยแปดสิบหยวนกับธัญพืชหนึ่งร้อยจินครบถ้วน ยื่นหมูยื่นแมว บ้านหลังนี้ตกเป็นของหนูอย่างสมบูรณ์แล้ว”
ใบหน้าของหลินถังปรากฏรอยยิ้มสดใสเจิดจ้า
ในที่สุดเธอก็มีที่ซุกหัวนอนเป็นหลักแหล่งในอำเภอแล้ว
นับว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีเยี่ยม
ความสุขเอ่อล้นจนปิดไม่มิด
“ต้องขอบคุณย่าเจียงกับปู่เจียงด้วยนะคะที่เมตตา” หลินถังยิ้มหวาน
จากนั้นเธอก็พูดต่อว่า “หนูมียาดองเหล้าบำรุงร่างกายสูตรพิเศษอยู่ขวดหนึ่ง ขอมอบให้พวกคุณปู่คุณย่านะคะ ดื่มวันละเป็กก่อนเข้านอนจะมีผลดีต่อร่างกาย อยากให้ลองดื่มดูค่ะ”
การมอบยาดองเหล้าในครั้งนี้ เธอมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่สองประการ
ประการแรกคือต้องการขอบคุณผู้เฒ่าทั้งสองจากใจจริง ที่ช่วยดูแลและห่วงใยตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ประการที่สองคืออยากยืมปากของผู้เฒ่าทั้งสองช่วยกระจายชื่อเสียงและสรรพคุณของยาดองเหล้านี้
ยาดองเหล้าของเธอ เธอรู้ดีว่าสรรพคุณต้องไม่ธรรมดาและเห็นผลจริงแน่นอน
ปู่เจียงกับย่าเจียงกำลังจะย้ายกลับไปอยู่กับลูกหลานที่มณฑล หากใช้แล้วเห็นผลดี บางทีอาจจะช่วยเปิดตลาดลูกค้ากระเป๋าหนักทางฝั่งนั้นได้
ถึงตอนนั้น เส้นสายในระดับมณฑลก็จะเป็นของเธอ
ปู่เจียงนอกจากชอบซ่อมวิทยุเป็นงานอดิเรกแล้ว ก็ชอบดื่มเหล้าเป็นชีวิตจิตใจ
เพียงแต่ร่างกายของแกเคยบอบช้ำหนักในสมัยหนุ่มๆ พออายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพต่างๆ ก็รุมเร้า ภรรยาจึงสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้แกแตะต้องของมึนเมาอีกเลย
ตอนนี้พอได้ยินหลินถังบอกว่าเป็นยาดองเหล้าที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ในใจของชายชราก็ลิงโลดขึ้นมาทันที
มุมปากฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันที่หลุดร่วงไปบ้างแล้วอย่างเก็บอาการไม่อยู่
“จะดีเหรอ ขอบใจมากนะนังหนูถัง ลำบากหนูแย่เลย”
ปากบอกเกรงใจ แต่มือนั้นยื่นไปรับขวดเหล้ามาถือไว้อย่างรวดเร็วและมั่นคง
หลินถังส่ายหน้า ยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ถ้าคุณปู่คุณย่าดื่มแล้วรู้สึกดี ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ช่วยบอกหนูหน่อยนะคะ”
ปู่เจียงพูดคำว่าดีติดกันสามคำด้วยความดีใจ “ได้ๆๆ ปู่จำคำพูดหนูไว้แล้ว จะดื่มให้หมดไม่เหลือสักหยดเลย”
เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น หลินถังก็กลับเข้าห้องส่วนตัว
มองดูหนังสือโอนกรรมสิทธิ์ในมือ จิตใจของเธอก็สงบนิ่งลงอย่างสมบูรณ์
บ้านหลังนี้กลายเป็นของเธออย่างถูกต้อง เธอจะตกแต่งจัดวางข้าวของยังไงก็ได้ตามใจชอบ ไม่ต้องเกรงใจใคร
ถ้าพ่อกับแม่เดินทางมาเยี่ยมที่อำเภอ ก็ไม่ต้องรีบร้อนกลับไปในวันเดียวเพื่อประหยัดเงินค่าที่พักอีกแล้ว
ช่วงบ่ายตอนกลับไปทำงานที่โรงงาน อารมณ์ของหลินถังดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนคนรอบข้างสัมผัสได้
ไม่ใช่แค่หยางตู่ที่สนิทกับเธอจะดูออก แม้แต่คนอื่นๆ ในห้องทำงานก็รู้สึกได้ถึงรังสีความสุขที่แผ่ออกมา
หยางตู่ขยับเก้าอี้เข้าไปถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “สหายหลินวันนี้ดูอารมณ์ดีจัง มีเรื่องดีๆ อะไรเกิดขึ้นเหรอครับ”
หวังเหวินและเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็หันมามองด้วยความสนใจเช่นกัน
แม้แต่ติงอี้ที่มีตัวตนจางๆ เหมือนอากาศธาตุ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเบนสายตามามองหลินถัง
หลินถังยิ้มเล็กน้อย หาข้ออ้างง่ายๆ ขึ้นมาตอบเลี่ยงๆ “พ่อกับแม่ฉันจะมาหาอีกไม่กี่วันนี้แล้วค่ะ ก็เลยดีใจน่ะ”
ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาทำงาน เธอวางตัวสุขุมเยือกเย็น เป็นผู้ใหญ่เกินตัวมาตลอด
ท่าทางดีใจจนแววตาเป็นประกายวิบวับแบบนี้ เหล่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการในห้องทำงานเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
ทุกคนถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วเพื่อนร่วมงานใหม่คนนี้ยังเป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น
โจวเพ่ยอวี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าสวยเชิดรั้นหันหนีไปทางอื่น แววตาฉายแววประดักประเดิดเล็กน้อย
เธอเคยมีอคติ คิดว่าหลินถังใช้เส้นสายสกปรกเข้ามาทำงาน ถึงได้แสดงท่าทีไม่พอใจใส่
แต่เด็กสาวคนนี้ได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเองด้วยผลงานแล้ว
สองสามวันมานี้หล่อนก็เปลี่ยนท่าทีไปในทางที่ดีขึ้นแล้วนี่นา ทำไมยังต้องรู้สึกร้อนตัวแปลกๆ อีกนะ
หวังเหวินในฐานะพี่ใหญ่ใจดีประจำห้องทำงาน ยิ้มให้อย่างเป็นมิตรพลางถามไถ่ “งั้นเหรอ ดีจังเลยนะ! จริงสิ ลืมถามไปเลย ที่พักเป็นยังไงบ้าง งานมีตรงไหน...”
ไม่คุ้นบ้างไหม
เขาตั้งใจจะถามเพื่อนร่วมงานใหม่ด้วยความหวังดีว่ามีงานตรงไหนที่ไม่เข้าใจบ้างไหม
แต่จู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเพื่อนร่วมงานใหม่คนนี้จัดการงานเอกสารทุกอย่างได้ดีเยี่ยม ชำนาญและรวดเร็วยิ่งกว่าพวกคนเก่าคนแก่ที่ทำงานมาหลายปีอย่างพวกเขาเสียอีก
ดังนั้น คำพูดจึงชะงักค้างอยู่ที่ริมฝีปาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไม่ใช่ว่าพวกเขาแล้งน้ำใจต่อสหายตัวน้อย แต่เป็นเพราะสหายหลินถังเก่งกาจเกินกว่าจะเป็นเด็กใหม่ที่ต้องการพี่เลี้ยงต่างหาก
[จบบท]