บทที่ 16: แววตาของแม่สามีมีรังสีสังหาร
หลี่ซิ่วลี่คลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยถ่อมตัวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ก็ไม่ใช่ตัวปัญหาหรอก ค่อยๆ สอนกันไป เดี๋ยวก็ดีเอง จะให้ทำยังไงได้ล่ะ”
สะใภ้ใหญ่เป็นคนดีจริงๆ เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องพูดถึง
แต่สะใภ้รองเนี่ยสิ...
เฮ้อ ไม่อยากจะพูดถึงเลยจริงๆ
ตอนเพิ่งแต่งงานเข้ามาใหม่ๆ ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา
แต่พอแต่งงานไปได้สักพัก นิสัยเสียสารพัดอย่างก็เริ่มโผล่ออกมาให้เห็น
จ้าวหงฮวาที่เป็นเพื่อนสนิทกันมานาน มีหรือจะไม่เข้าใจว่าหลี่ซิ่วลี่นั้นพอใจในตัวลูกสะใภ้ทั้งสองคนอยู่ไม่น้อย เธอจึงพูดปลอบใจด้วยรอยยิ้ม
“ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ค่อยๆ สอนกันไปเถอะ ใครบ้างไม่เคยผ่านช่วงอายุนั้นมา”
“ที่เธอพูดมาก็ถูก” หลี่ซิ่วลี่พยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็ไม่ลืมวกกลับมาเรื่องเดิมที่ค้างคาใจ
“เธอเองก็ต้องระวังรักษาสุขภาพด้วยนะ ฉันเห็นเธอผอมจนแทบจะไม่เหลือเค้าเดิมอยู่แล้ว”
“จื้อเฉียงพึ่งพาพ่อเขาไม่ได้ คนเดียวที่เขาพึ่งได้ก็มีแต่เธอ ถ้าเธอเป็นอะไรไป เธอจะให้จื้อเฉียงทำยังไง?”
พอคิดถึงเฉินเจี่ยฟ่าง พ่อผู้ไม่ได้เรื่องของเฉินจื้อเฉียงแล้ว หลี่ซิ่วลี่ก็รู้สึกโมโหจนควันออกหู
ถ้าผู้ชายคนนั้นเป็นสามีของเธอ แล้วกล้าทำตัวขี้เกียจสันหลังยาว ไม่เอาถ่านแบบนี้ เธอคงคว้ามีดอีโต้สับเขาเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
แต่จ้าวหงฮวานิสัยอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ทำเรื่องโหดร้ายไม่ลง มีแต่จะเป็นฝ่ายถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียว
โชคดีที่เจ้าหนูจื้อเฉียงเป็นเด็กดี ไม่เช่นนั้นชาตินี้จ้าวหงฮวาจะมีอะไรให้ยึดเหนี่ยวจิตใจได้อีก?
จ้าวหงฮวาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าหลี่ซิ่วลี่เป็นห่วงตนเอง ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ ค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่แขนขาที่เย็นเฉียบให้กลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง
“ฉันรู้ กลับไปถึงบ้านฉันจะกินข้าว” เธอรับปากเสียงเบา
ช่วงหลายวันมานี้เธอกินข้าวน้อยมากจริงๆ
ข้าวสารในบ้านเหลือไม่เยอะแล้ว ต้องประหยัดกินประหยัดใช้!
เพียงแต่สิ่งที่หลี่ซิ่วลี่พูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง ถ้าเธออดตายไป แล้วจื้อเฉียงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?
เธอต้องมีชีวิตอยู่ ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี
ต่อให้เฉินเจี่ยฟ่างคนไร้ค่าพรรค์นั้นจะตายไป แต่เธอจะตายไม่ได้เด็ดขาด
หลี่ซิ่วลี่เห็นเพื่อนรักเก็บคำพูดของตนไปคิดได้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พลางยกมือขึ้นตบต้นแขนของอีกฝ่ายเบาๆ เป็นการให้กำลังใจ
“ชีวิตคนเรามันก็ยากลำบากแบบนี้แหละ แต่กัดฟันสู้สักหน่อยเดี๋ยวก็ผ่านไปได้ ไม่มีอุปสรรคไหนที่ข้ามไม่พ้นหรอก!”
ช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดก็ผ่านไปแล้ว
ต่อไปก็น่าจะเป็นแสงสว่างที่หลินถังพูดถึงไม่ใช่หรือ?
จ้าวหงฮวาพยักหน้าช้าๆ
ดวงตาคู่นั้นที่เหมือนมีฝุ่นมัวหมองปกคลุมอยู่ พลันมีประกายแสงเล็กๆ วาบขึ้นมา
ในเมื่อไม่มีแม่สามีที่เก่งกาจและพี่น้องสามีที่คอยปกป้อง สิ่งที่เธอพึ่งพาได้ก็มีแต่ตัวเองเท่านั้น
เมื่อนึกถึงเรื่องที่อู๋ชุนฮวาโดนย่าของหลินถังสั่งสอนไปเมื่อวาน จ้าวหงฮวาก็ลดเสียงลงกระซิบถาม
“ซิ่วลี่ เธอได้ยินเรื่องเมื่อวานตอนบ่ายหรือเปล่า?”
“เรื่องอะไร?” หลี่ซิ่วลี่ทำหน้างุนงง
เมื่อวานพอกินข้าวเย็นเสร็จเธอก็เข้านอนเลย
เช้าวันนี้ตื่นมาก็ยุ่งวุ่นวายจนถึงตอนนี้ เธอยังไม่ได้ยินข่าวอะไรเลยสักนิด
“แม่สามีของเธอจัดการสั่งสอนอู๋ชุนฮวาไปชุดใหญ่ สาดน้ำใส่หัวหล่อนจนเปียกโชกไปหมด
อู๋ชุนฮวาไม่กล้าปริปากบ่นสักคำ แถมยังตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ตั้งหลายที”
จ้าวหงฮวาพูดด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
ถ้าเธอมีแม่สามีที่เก่งกาจและรักลูกหลานแบบนี้บ้างก็คงดี
น่าเสียดายที่พ่อแม่สามีของเธอไม่เพียงแต่ไม่เมตตา แต่ยังกลายเป็นกองดินเฝ้ารากมะม่วงไปตั้งนานแล้ว
“แม่ฉันสั่งสอนอู๋ชุนฮวา แล้วอู๋ชุนฮวายังตบปากตัวเองอีกเหรอ?” หลี่ซิ่วลี่อุทานออกมาด้วยความตกใจ
เรื่องจริงหรือนี่?
มันช่าง... สะใจคนฟังเสียจริง!!
สมกับเป็นคุณแม่จริงๆ!
“ใช่ ฉันเห็นมากับตาตัวเองเลย แม่สามีเธอดีจริงๆ” จ้าวหงฮวาถอนหายใจด้วยความชื่นชม
การมีแม่สามีที่เรื่องไม่มากแถมยังรักและปกป้องลูกหลานแบบนี้ ต้องทำบุญมากี่ชาติถึงจะได้มานะ!
หลี่ซิ่วลี่เองก็คิดว่าแม่สามีของเธอนั้นดีมาก จึงพยักหน้ารัวๆ เห็นด้วย “อืม แม่ฉันดีมากจริงๆ นั่นแหละ”
ถึงแม้จะเป็นคนอารมณ์ร้อนไปบ้าง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เนื้อที่จะทำกินเย็นนี้ต้องตักไปแบ่งให้แม่เยอะๆ หน่อยแล้ว
พอแม่สามีลงมือเชือดไก่ให้ลิงดูแบบนี้ คนในหมู่บ้านที่กล้านินทาหลินถังซึ่งหน้าคงลดน้อยลงไปเยอะ
ยอดคนที่สามารถต่อยหมูป่าตายคาหมัดได้ในสมัยสาวๆ
ไม่ใช่ใครที่ไหนจะกล้าไปแหยมด้วยง่ายๆ
เมื่อเดินมาถึงในหมู่บ้าน หลี่ซิ่วลี่กับจ้าวหงฮวาก็แยกย้ายกันไป
โจวเหมยหันกลับมาเห็นแม่สามีเดินมาคนเดียว ก็รีบยัดอุปกรณ์ทำนาใส่มือพี่สะใภ้ใหญ่ แล้ววิ่งแจ้นมาหาแม่สามีทันที
“แม่จ๊ะ ฉันขอไปรับหูโถวกับหนิวหนิวได้ไหมจ๊ะ?”
หลี่ซิ่วลี่เดาไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมีฉากนี้ เธอตีหน้านิ่งมองลูกสะใภ้คนรอง
“ตอนนี้เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจะไปรับ? เธอคิดอะไรของเธอถึงได้เอาลูกไปทิ้งไว้บ้านแม่ตัวเองบ่อยๆ บ้านตระกูลหลินเราเลี้ยงหูโถวกับหนิวหนิวไม่ไหวหรือยังไง?”
ลูกสะใภ้คนนี้ทำให้เธอจนปัญญาจะพูดด้วยจริงๆ
สะใภ้บ้านอื่นมีแต่จะสรรหาวิธีขนของดีๆ จากบ้านสามีกลับไปบ้านแม่ตัวเอง
แต่สะใภ้บ้านเธอไม่ทำแบบนั้น กลับชอบไปกัดก้อนเกลือกินที่บ้านแม่ตัวเองทุกวี่ทุกวัน
นานๆ ทีกลับไปกวาดของจากบ้านแม่ตัวเองมาสักรอบก็พอทำเนา
แต่นี่ยังชอบเอาลูกสองคนไปฝากท้องกินข้าวที่บ้านตระกูลโจวอยู่เรื่อย...
เธอว่ากล่าวตักเตือนไปไม่รู้กี่รอบ ต่อกี่รอบ คนคนนี้ก็ยอมรับผิดเร็วไวปานกามนิตหนุ่ม
แต่ก็ไม่เคยคิดจะปรับปรุงตัว ครั้งหน้าก็ยังทำเหมือนเดิม
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอแอบเอาของไปชดเชยให้ทางบ้านตระกูลโจวอยู่บ่อยๆ เธอคงรู้สึกว่าตระกูลหลินเอาหน้าไปไว้ที่ไหนไม่ได้แล้ว
โจวเหมยกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไร พูดหน้าตาเฉยว่า
“เลี้ยงไหวน่ะมันก็ต้องไหวอยู่แล้วสิจ๊ะ แต่แม่ฉันคิดถึงหูโถวกับหนิวหนิวนี่นา
คนแก่เขารบเร้าให้ฉันทิ้งหลานไว้ ฉันจะไปขัดใจอะไรได้ล่ะ?”
หลี่ซิ่วลี่มีหรือจะไม่รู้ว่าลูกสะใภ้ตัวดีกำลังแถจนสีข้างถลอก เธอถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเหลืออด
“พอได้แล้ว เก็บคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ของเธอไว้เถอะ เธอคิดว่าแม่คนนี้จะเชื่อน้ำคำเธอรึไง?”
“อยากไปรับก็ไป แต่ตอนไปอย่าลืมเอาเสบียงอาหารของเด็กๆ ติดมือไปด้วย อย่าไปเอาเปรียบแม่เธอ”
“...เอาเสบียงไปด้วย?” โจวเหมยขึ้นเสียงสูงด้วยความแปลกใจ
“จะเอาไปทำไมกันจ๊ะ? หูโถวกับหนิวหนิวกินไม่เยอะสักหน่อย ไม่เอาหรอก ไม่เอาไปสักอย่าง ฉันยังกะว่าจะไป...”
จะไปกอบโกยของดีๆ จากบ้านแม่กลับมาสักหน่อย...
ทว่ายังพูดไม่ทันจบประโยค เธอก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตบางอย่าง คำพูดที่เหลือจึงจุกอยู่ที่คอหอย
ซู้ด... แววตาของแม่สามีมีรังสีสังหาร!!
เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่กำลังลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธของหลี่ซิ่วลี่ โจวเหมยก็รีบกลับลำทันที
“แม่พูดถูกจ้ะ ต้องเอาไป ต้องเอาไป เดี๋ยวฉันกลับไปเอาเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ” พูดจบก็ใส่เกียร์หมาวิ่งแน่บกลับบ้านไปทันที
อ๊ากกก แม่สามีน่ากลัวชะมัด!
ทำเอาลูกสะใภ้ขวัญหนีดีฝ่อหมดแล้ว...
หนิงซินโหรวที่เดินตามหลังมาไม่ไกล เดินเข้ามาเห็นสีหน้าผิดปกติของแม่สามีพอดี “แม่คะ เป็นอะไรไป? น้องสะใภ้รองทำให้แม่โมโหอีกแล้วเหรอคะ?”
คำว่า ‘อีกแล้ว’ นี่ช่างสื่อความหมายได้ลึกซึ้งจริงๆ
หลี่ซิ่วลี่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกมา
เธอรู้สึกว่าสักวันหนึ่งคงต้องอกแตกตายเพราะลูกสะใภ้คนรองคนนี้แน่ๆ
“อย่าไปพูดถึงแม่คนทึ่มนั่นเลย ไปเถอะ พวกเราก็รีบกลับบ้านกัน”
เพราะกลัวว่าโจวเหมยจะแอบหยิบมันเทศเน่าๆ หรือของเสียๆ หายๆ ไปให้บ้านตระกูลโจวอีก
เธอจึงรีบจ้ำอ้าวเดินนำลิ่วกลับบ้าน ฝีเท้าเร็วจนเกิดลมพัดวูบผ่านไประหว่างทาง
ไม่ใช่ว่าเธอคิดมากไปเอง แต่เป็นเพราะลูกสะใภ้จอมทึ่มของบ้านเธอคนนี้ สามารถทำเรื่องพรรค์นั้นออกมาได้จริงๆ
และโจวเหมยก็กำลังเลือกของอยู่ในห้องเก็บของใต้ดินจริงๆ เสียด้วย
คนอื่นเวลากลับบ้านแม่ ล้วนคิดหาวิธีขนของดีๆ กลับไป แต่ลูกสะใภ้ตระกูลหลินคนนี้ช่างแตกต่าง
ปกตินอกจากจะไม่ยอมเอาของติดไม้ติดมือไปแล้ว ถ้าจำเป็นต้องเอาไปจริงๆ ก็จะต้องเป็นของที่ไม่ค่อยดี
หลี่ซิ่วลี่ได้ยินโก่วตั้นบอกว่าอาสะใภ้รองลงไปในห้องใต้ดิน พอวางของในมือเสร็จ ข้าวปลาไม่กิน มือไม้ไม่ล้าง ก็ตรงดิ่งไปที่ห้องใต้ดินทันที
ห้องเก็บของใต้ดินขุดเจาะอยู่ที่ลานหลังบ้านในทิศทางที่รับแดดและบังลม มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม
ข้างในเก็บวัตถุดิบต่างๆ เอาไว้ เช่น มันเทศ ผักกาดขาว
ในเวลานี้ โจวเหมยกำลังนั่งยองๆ หันหลังให้ปากหลุม และกำลังเลือกเฟ้นอะไรบางอย่างอย่างขะมักเขม้น
ประเด็นสำคัญคือ—เธอกำลังเลือกของที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่
“อันนี้หัวแตกแล้ว อันนี้ดูช้ำๆ พิกล อันนี้รูปร่างดูขี้ริ้วขี้เหร่ชอบกล... เอาอันนี้แหละ เอาไปให้หมด ลาภปากบ้านตระกูลโจวแล้ว...”
เธอบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจพลางโยนหัวมันเทศที่ไม่ค่อยสวยเหล่านั้นลงในตะกร้า
หลี่ซิ่วลี่ที่ยืนฟังเสียงบ่นพึมพำอยู่ด้านหลังถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“...ก็ลาภปากบ้านตระกูลโจวทั้งนั้น สู้ไม่ให้อะไรพวกเขาเลยจะดีกว่า...” เธอพูดประโยคนี้ออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
[จบบท]