บทที่ 174: สอนเด็กให้เป็นโจรหรือเปล่านะ
หลินถังในสายตาคนอื่นคือนักเรียนดีเด่นที่วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือไม่ใช่หรือไง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้กลายเป็นคนฝีปากกล้าคารมคมคายขนาดนี้ไปได้
ไม่ใช่แค่สกิลปากที่พัฒนาขึ้น แต่เธอยัง... ยังถึงขั้นลงไม้ลงมือตบคนกลางที่สาธารณะได้แล้วอย่างนั้นหรือ
โลกนี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่
หลินถังสัมผัสได้ว่าสายตาของหญิงสาวคู่กรณีที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด แต่ตัวเธอเองกลับรู้สึกมึนงงและไม่เข้าใจสถานการณ์อยู่บ้าง
ถ้าจะให้พูดตามตรงก็คือ เธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร
และยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ว่าทำไมแม่คนนี้ถึงได้พุ่งเป้ามาหาเรื่องเธอแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
สรุปสั้นๆ คือมันช่างงงงวยและไร้เหตุผลสิ้นดี
วินาทีนี้เมื่อเห็นว่าจางฉิงฉิงเริ่มงัดมารยาหญิงแกล้งทำตัวน่าสงสารบีบน้ำตา หญิงสาวก็แค่นหัวเราะในลำคออย่างนึกดูแคลน
หลินถังมองเกมออกทะลุปรุโปร่งว่าสหายหญิงผู้นี้เพียงแค่กลัวว่าชื่อเสียงอันดีงามของตัวเองจะด่างพร้อยถึงได้ยอมก้มหัวขอโทษขอโพย
ลองถ้าตอนนี้ไม่มีไทยมุงอยู่รอบๆ สิ แม่คุณคงจะเชิดหน้าชูคอวางก้ามยิ่งกว่านางพญาเป็นแน่แท้
แต่ก็นั่นแหละ หลินถังจำต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ในยุคสมัยที่ประชากรจำพวก 'ดอกบัวขาว' จอมปลอมหรือพวกเสแสร้งมารยายังมีจำนวนไม่มาก และเล่ห์เหลี่ยมของผู้คนยังไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนโลกอนาคต มุขตื้นๆ อย่างการบีบน้ำตาแกล้งทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำแบบนี้มันดันได้ผลชะงัดนักแล
หลักฐานก็คือสายตาของชาวบ้านร้านตลาดรอบข้างที่เริ่มมองจางฉิงฉิงด้วยความเห็นใจ และเลิกส่งสายตาตำหนิติเตียนหล่อนแล้วนั่นไง
“คุณบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ ก็ถือว่าไม่ได้ตั้งใจก็แล้วกัน” หลินถังแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันออกมาคำหนึ่ง
จากนั้นแววตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นลุ่มลึกและแฝงนัยยะบางอย่าง
“เพียงแต่ว่า ก็อย่างที่คุณพูดนั่นแหละ ใครๆ เขาก็มีญาติพี่น้องอยู่ตามชนบทกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครถ้าอยู่ดีๆ โดนคนแปลกหน้ามาชี้หน้าด่ากราดแบบไร้เหตุผล ก็คงไม่มีใครยิ้มรับด้วยความดีใจได้หรอก จริงไหม
หวังว่าในอนาคตคุณจะรู้จักคิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะพูดจาอะไรออกมา เพราะไม่ใช่ทุกคนในโลกนี้ที่จะใจดีและพูดคุยง่ายเหมือนกับครอบครัวของฉันหรอกนะ”
เมื่อทิ้งท้ายด้วยประโยคสั่งสอนแบบผู้ดี เธอก็หันไปประคองแขนแม่หลี่ซิ่วลี่ เอ่ยเรียกสมาชิกคนอื่น แล้วพากันเดินเชิดหน้ากลับบ้านไปอย่างผู้ชนะ
เมื่อตัวละครหลักเดินจากไป บรรดาไทยมุงที่มาดูเรื่องสนุกต่างก็เก็บความรู้สึกนึกคิดต่างๆ นานาเอาไว้ในใจ แล้วสลายตัวแยกย้ายกันไปทำมาหากินต่อทันที
ทิ้งให้จางฉิงฉิงยืนโดดเดี่ยวอยู่ที่เดิม แววตาที่เคยแสร้งทำเป็นน่าสงสารหม่นแสงลงทันตาเห็น ใบหน้าที่เคยบีบน้ำตาเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ด้วยความโกรธแค้น
หล่อนขบกรามแน่นจนเกิดเสียงดังกรอด
นังหลินถัง... นังสารเลวสมควรตาย
หล่อนสาบานว่าจะไม่มีวันปล่อยนังจิ้งจอกตัวนี้ไปเสวยสุขได้ง่ายๆ แน่นอน
ฝากไว้ก่อนเถอะ
เจินเหมิลี่สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเพื่อนรักดูย่ำแย่ลง จึงเข้าใจไปเองว่าจางฉิงฉิงกำลังวิตกกังวลเรื่องภาพลักษณ์และชื่อเสียงของตัวเอง
เธอจึงขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบปลอบโยนเสียงเบา “ฉิงฉิง เธออย่าคิดมากไปเลยนะ เมื่อกี้ฉันกวาดตามองดูแล้ว ตรงนี้ไม่มีคนจากแผนกงานของพวกเราอยู่เลย ผ่านไปไม่กี่วันเดี๋ยวเรื่องมันก็ซาไปเอง คงไม่มีใครเก็บเอาไปพูดต่อหรอก”
อีกอย่าง ช่วงนี้งานในโรงงานก็ล้นมือจนทำแทบไม่ทัน
ใครมันจะมีเวลาว่างมานั่งจับผิดเรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้กันล่ะ
จางฉิงฉิงรีบก้มหน้าลงซ่อนสายตาอำมหิต แล้วปรับสีหน้าให้กลับมาดูปกติอย่างรวดเร็ว
พอเงยหน้าขึ้นมาสบตาเพื่อน แววตาก็เต็มไปด้วยความขมขื่นระทมทุกข์ ใบหน้าดูอ่อนแอราวกับดอกไม้ที่ถูกพายุฝนกระหน่ำ
“ขอบใจเธอมากนะเหมิลี่ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของฉันเองที่ปากไวพูดจาไม่ผ่านสมอง ทำให้เธอต้องพลอยฟ้าพลอยฝนโดนชาวบ้านชี้หน้าวิจารณ์ไปด้วยเลย” น้ำเสียงของหล่อนสั่นเครือฟังดูรู้สึกผิดเสียเต็มประดา
พอได้ยินเพื่อนพูดแบบนี้
ความขุ่นเคืองเล็กน้อยที่ตะกอนนอนก้นอยู่ในใจของเจินเหมิลี่ก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
เธอโบกไม้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจด้วยท่าทางห้าวหาญ “โธ่เอ๊ย เรื่องแค่นี้เอง ปล่อยให้พวกปากหอยปากปูพูดไปเถอะ ฉันไม่เก็บมาใส่ใจหรอก”
เป็นเพื่อนซี้กันประสาอะไร ถ้าไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขจะเรียกว่าเพื่อนได้ยังไง
จางฉิงฉิงคลี่ยิ้มหวานหยดส่งให้ “เหมิลี่ เธอช่างแสนดีจริงๆ เลย”
นังโง่เอ๊ย
สมควรแล้วที่เกิดมาให้คนฉลาดอย่างฉันหลอกใช้
ทางด้านครอบครัวตระกูลหลินและฉินซู่ชิง ต่างก็ยังตกอยู่ในอาการช็อกที่เห็นหลินถังผู้เรียบร้อยพูดไม่กี่คำก็ง้างมือตบคนหน้าหัน
พวกเดินเท้ากันมาได้สัก 5 นาทีแล้ว แต่บรรยากาศในกลุ่มยังคงเงียบกริบ
ทุกคนต่างตกอยู่ในภวังค์ความเงียบอันน่าพิศวง
ฉินซู่ชิงแอบชำเลืองมองเพื่อนสาวเป็นระยะ ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับราวกับเจอไอดอล
ท่าทางเหมือนอยากจะถามอะไรบางอย่างจนตัวสั่น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มบทสนทนาอย่างไรดี
ถังถังวันนี้ช่างเท่ระเบิดไปเลย
บทจะตบก็ฟาดเปรี้ยงเข้าให้ เห็นแล้วมันช่างสะใจอีช้อยยิ่งนัก
ไม่รู้เหมือนกันว่าวินาทีที่ได้ลงมือสั่งสอนคนนิสัยเสียด้วยตัวเอง ความรู้สึกมันจะเป็นแบบไหนกันนะ มันต้องตื่นเต้นเร้าใจมากแน่ๆ
พอจินตนาการไปไกล ฉินซู่ชิงก็ก้มลงมองฝ่ามือขาวผ่องของตัวเอง สีหน้าเริ่มปรากฏแววอยากรู้อยากลองขึ้นมาบ้างเสียแล้ว
ผ่านไปอีก 2 นาที
ในที่สุดความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเล็กๆ ของหลินจื้อเฉิง หรือเจ้าหลานชายตัวแสบ 'โก่วตั้น'
“อาหญิงเล็ก เมื่อกี้อาตบคนด้วยแหละ”
เด็กชายตัวน้อยพูดโพลงออกมา สีหน้าดูสับสนลังเล คิ้วเล็กๆ ขมวดเข้าหากันเหมือนมีสมการคณิตศาสตร์ที่แก้ไม่ออกวนเวียนอยู่ในหัว
หลินถังหันมาตอบรับเรียบๆ “ตบสิ ทำไมเหรอ”
เจอคนปากเสียชอบหาเรื่องแบบนั้น ถ้าไม่ตบสั่งสอนบ้างก็คงไม่รู้จักจำ
พอโดนฝ่ามืออรหันต์เข้าไปสักที จะได้รู้ซึ้งถึงความกลัวเสียบ้าง
โก่วตั้นเกาหัวแกรกๆ แล้วหันไปมองหน้าปู่หลินลู่สลับกับย่าหลี่ซิ่วลี่
ใบหน้าซื่อๆ เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจอย่างรุนแรง
“ทำไมเวลาอาหญิงเล็กตีคนอื่น ปู่กับย่าถึงไม่ดุอาเลยล่ะครับ ทีตอนผมไปตีกันกับไอ้จุก พ่อยังจับผมพาดตักแล้วตีก้นลายเลย”
บนใบหน้าเล็กๆ ของโก่วตั้นมีเครื่องหมายคำถามตัวเท่าบ้านแปะหราอยู่
โช่วตั้นและน้องๆ ตัวเปี๊ยกอีกสองคนก็กระพริบตาปริบๆ มองดูอาหญิงเล็กด้วยความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน
นั่นสิ ทำไมมาตรฐานมันถึงได้สองมาตรฐานแบบนี้กันนะ
หลินถังมองดูหลานๆ แล้วนึกขำจนดวงตายิ้มได้ ปลายนิ้วเรียวสวยยกขึ้นลูบปลายคางทำท่าใช้ความคิด แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวไปด้วย
“อืม... คำถามยากๆ แบบนี้ อาว่าพวกหลานต้องไปถามปู่กับย่าเอาเองแล้วล่ะ อาเองก็จนปัญญาจะตอบเหมือนกัน”
โก่วตั้นร้องอ๋อยาวเหยียด แล้วหันขวับไปมองปู่กับย่าตาแป๋ว
หลินลู่กับหลี่ซิ่วลี่ถึงกับไปไม่เป็น
จะว่าไปแล้ว ไอ้เรื่องที่ลูกสาวคนเล็กจู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาตบชาวบ้านฉาดใหญ่นั้น หัวใจคนแก่อย่างพวกเขาก็ยังเต้นตึกตักไม่หายเลยจนถึงตอนนี้
หลังจากใช้เวลาตั้งสติและย่อยเหตุการณ์วีรกรรมลูกสาวได้แล้ว หลินลู่ก็เอื้อมมือไปลูบหัวโล้นเลี่ยนของหลานชายคนโต น้ำเสียงของชายชราเต็มไปด้วยความเมตตาและแฝงแง่คิด
“ปู่ไม่ได้ห้ามไม่ให้พวกเอ็งตีกันหรอกนะ
ถ้ามีคนอื่นมาตีพวกเอ็งก่อน แล้วพวกเอ็งยังยืนบื้อเป็นหุ่นไม้ให้เขาตีฝ่ายเดียว นั่นไม่เท่ากับว่าเป็นคนปัญญาอ่อนหรอกหรือ
พ่อของพวกเอ็งก็เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเขาห้ามไม่ให้พวกเอ็งสู้คน แต่เขาห้ามไม่ให้พวกเอ็งไปเป็นฝ่ายก่อเรื่องวุ่นวายต่างหากล่ะ
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมปู่กับย่าถึงไม่ดุอาหญิงเล็กของพวกเอ็งน่ะหรือ คำตอบง่ายมาก ก็เพราะอาหญิงเล็กไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อนไง
พวกเอ็งก็เห็นกับตาแล้วนี่ ว่าเป็นแม่คนนั้นที่วิ่งแจ้นมาหาเรื่องด่าว่าพวกเราก่อน อาหญิงเล็กถึงได้ลงมือสั่งสอนให้รู้สำนึก มันเป็นแบบนี้ใช่หรือไม่”
พออธิบายจบ เขาก็หยุดเว้นจังหวะเพื่อให้เด็กๆ ได้คิดตาม
โก่วตั้นพยักหน้าหงึกหงัก ตอบรับเสียงดังฟังชัด “ใช่ครับ!”
ผู้หญิงคนนั้นนิสัยไม่ดีจริงๆ มาว่าพวกเราเป็นพวกบ้านนอกคอกนา
อย่าคิดว่าเด็กอย่างเขาไม่รู้นะ คำพูดแบบนั้นมันเป็นคำดูถูกชัดๆ
โช่วตั้นชูกำปั้นเล็กจิ๋วขึ้นมา เลียนแบบท่าทางตอนอาหญิงเล็กตบคน แล้วฟาดใส่อากาศธาตุไปหนึ่งที
ฝ่ามือป้อมๆ ดูมีความดุดันน่าเกรงขาม (ในสายตาตัวเอง)
“...ตีคนนิสัยไม่ดี!”
หนิวหนิวเองก็ตีหน้าเคร่งขรึม ขมวดคิ้วยุ่งดูโกรธเกรี้ยวไม่น้อยหน้าพี่ชาย
“ฮึ! คอยดูนะถ้าหนิวหนิวโตขึ้นเมื่อไหร่ จะกัดป้าใจร้ายคนนั้นให้เนื้อหลุดเลย!” แม่หนูน้อยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโหสุดขีด
ทว่าน้ำเสียงของแกกลับฟังดูอู้อี้เหมือนเสียงลูกแมวขู่ ดูน่ารักน่าเอ็นดูจนคนฟังแทบละลาย
หูโถวที่เงียบมาตลอดก็พลอยถูกกระแสพาออกทะเลไปด้วย
เขาคว้าข้อมือน้องสาวเอาไว้ ขมวดคิ้วแน่นอย่างจริงจัง “น้องสาว พี่จะช่วยเธอเอง เธอกัดขาซ้าย พี่กัดขาขวา กัดให้ขยับไม่ได้เลยนะ”
โก่วตั้นกำหมัดแน่นแล้วเสนอตัวขึ้นมาบ้าง “ยังมีพี่อีกคน พี่จะช่วยพวกเธอรุมกัดด้วย...”
หลินถังที่ยืนฟังบทสนทนาของเหล่าสมุนตัวจิ๋วอยู่ข้างๆ ถึงกับมุมปากกระตุกยิกๆ
ตายล่ะวา... นี่เธอเพิ่งจะแสดงบทบู๊ไปแค่ฉากเดียว ก็สอนเด็กให้เสียคนกลายเป็นแก๊งอันธพาลไปแล้วหรือนี่
จู่ๆ ความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามาในใจ
รู้สึกว่าตัวเองไม่มีหน้ากลับไปสู้หน้าพี่ชายใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่และพี่ชายรองพี่สะใภ้รองที่บ้านเสียแล้ว
โก่วตั้นกับน้องๆ เพิ่งจะออกมาเปิดหูเปิดตากับเธอได้แค่ครึ่งวันเองนะ ทำไมถึงได้ซึมซับความรุนแรงไปเร็วขนาดนี้!
ฉินซู่ชิงไม่ได้รับรู้ถึงความกังวลใจของหลินถัง ยังคงส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างๆ อย่างสนุกสนาน
“ถังถัง หลานชายหลานสาวของเธอนี่มันสุดยอดไปเลย ดุแบบน่ารักน่าชัง แถมยังรู้จักปกป้องอาอย่างเธอด้วย ฉันล่ะอิจฉาเธอจริงๆ ที่มีองครักษ์พิทักษ์เยอะขนาดนี้”
หลี่ซิ่วลี่เห็นท่าไม่ดี รู้สึกว่าถ้าตัวเองไม่รีบปรามเอาไว้ เจ้าพวกลิงทโมนที่บ้านคงจะได้ใจจนเหลิงแน่
มือของย่าจึงตบลงไปที่ท้ายทอยของโก่วตั้นหนึ่งทีเพี้ยะ แต่พอสัมผัสโดนผิวเนื้อหลานกลับเบามืออย่างไม่น่าเชื่อ
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน ห้ามตีกันมั่วซั่วนะ ลืมคำสอนไปแล้วหรือไง”
โก่วตั้นส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ทำหน้ามุ่ยไม่ยอมรับ
“...ผมไม่ยอมให้ใครมารังแกหรอก ใครหน้าไหนกล้ามารังแกผม ผมจะทำแบบอาหญิงเล็ก เอามือตบหน้ามันให้หงายไปเลย”
ความห้าวหาญตามประสาเด็กผู้ชายถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจนในเวลานี้
หลี่ซิ่วลี่อ้าปากอยากจะอบรมต่อ แต่ก็ถูกสามีอย่างหลินลู่ยกมือห้ามเอาไว้เสียก่อน
หลินลู่ใช้ทั้งเหตุผลและความอบอุ่นค่อยๆ สอนโก่วตั้นและหลานคนอื่นๆ ให้เข้าใจโลก
“ฟังปู่นะหลานรัก ถ้าหากว่าคนอื่นเขาเข้ามารังแกเราก่อน การที่หลานจะตีโต้ตอบเพื่อป้องกันตัวมันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
แต่ว่า... ถ้าพวกหลานเป็นฝ่ายไปรังแกคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล เพียงเพราะอยากจะตีเขา แบบนั้นปู่ไม่เอาด้วย และให้ระวังก้นของพวกหลานเอาไว้ให้ดี พ่อเอ็งตีไม่ยั้งแน่”
หลินลู่เป็นชายชรานิสัยเงียบขรึมพูดน้อยและรู้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักมาตลอดชีวิต
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขามีโอกาสได้สอนหลักการใช้ชีวิตให้กับโก่วตั้นและหลานๆ
จงอย่าเป็นคนก่อเรื่อง แต่ก็จงอย่ากลัวเรื่อง ไม่ได้สั่งห้ามเด็ดขาดว่าห้ามสู้คน และก็ไม่ได้บอกว่าจะตามใจให้ไปรังแกชาวบ้าน
เจ้าตัวเล็กทั้งสี่คน นอกจากโก่วตั้นที่โตพอจะฟังเข้าใจความหมายแล้ว อีกสามคนที่เหลือยังคงยืนทำหน้างุนงงสับสน
โช่วตั้นและน้องอีกสองคนคิดในใจว่า... ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เลยแฮะ
ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยไปแอบถามพี่โก่วตั้นเอาทีหลังก็แล้วกัน
ขืนถามตอนนี้ เดี๋ยวปู่จะหาว่าพวกเขาหัวทึบไม่ฉลาด
หลินลู่เห็นหลานชายหลานสาวสงบลงและไม่มีข้อโต้แย้งอะไรแล้ว มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักก็ลูบหัวเด็กน้อยทีละคน บนใบหน้าที่มีร่องรอยแห่งกาลเวลาและริ้วรอยแห่งความลำบากเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความเมตตาเอ็นดู
[จบบท]