บทที่ 177: ชาตินี้ไม่เสียใจที่ได้เกิดเป็นคนจีน
ไป๋เฟยได้ยินสิ่งที่หลินถังเสนอ คิ้วเข้มก็ขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม
งานสองตำแหน่งเลยเหรอ?
ลำพังแค่ตำแหน่งเดียวยังพอจะหาลู่ทางได้ แต่พอเป็นสองตำแหน่งนี่สิ มันช่าง...
ต้องเข้าใจก่อนว่างานสมัยนี้ไม่ใช่ผักปลาที่จะหาได้ตามท้องตลาด
ทว่าเมื่อสังเกตท่าทีของสหายหลินถังแล้ว เธอดูมีความมุ่งมั่นและชัดเจนมาก เขาเกรงว่าคงจะไม่มีช่องว่างให้เขาได้ต่อรอง
ไป๋เฟยใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปตามตรง “โควตาสำหรับงานสองตำแหน่งนั้นค่อนข้างลำบากใจอยู่สักหน่อยครับ ผมจำเป็นต้องกลับไปขอคำปรึกษาจากทางผู้ใหญ่อีกที”
เขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของโรงงานแม่ ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรในโรงงานสาขานี้มากนัก
ต่อให้เขาอยากจะมอบโควตางานให้จริงๆ ก็ยังต้องรอให้ผู้ใหญ่ทางโรงงานแม่พยักหน้าอนุมัติเสียก่อน
ดวงตาของหลินถังส่องประกายวาววับขึ้นมาทันที
การที่เขาไม่ปฏิเสธทันควัน ก็เท่ากับว่ายังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
มุมปากของหญิงสาวยกยิ้ม เธอยังคงเป็นคนที่คุยง่ายเสมอ “ตกลงค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอฟังข่าวดีจากคุณไป๋นะคะ”
ไป๋เฟยเสียเวลาอยู่ที่นี่มาพักใหญ่แล้ว เขารีบร้อนต้องเดินทางกลับเข้าตัวเมืองมณฑล
เมื่อได้รับข้อเสนอจากหลินถัง เขาก็ลุกขึ้นขอตัวและเดินออกจากบ้านตระกูลฉินไปทันที
ทั้งสองฝ่ายนัดหมายกันว่าจะมาเจอกันเพื่อฟังผลอีกครั้งในวันพรุ่งนี้
หลินถังใช้ข้ออ้างว่าแม่ทำกับข้าวรอแล้ว จึงปฏิเสธคำเชิญชวนให้อยู่ทานข้าวเย็นของป้าเฝิงฮุ่ยไปอย่างนุ่มนวล
พร้อมกันนั้นเธอยังถือวิสาสะลากตัวฉินซู่ชิงให้ตามเธอกลับไปกินข้าวที่บ้านด้วย
เพียงสิบนาทีต่อมา สองสาวก็เดินมาถึงบ้านตระกูลหลิน
ทันทีที่ผลักประตูรั้วก้าวเข้ามาในลานบ้าน ภาพอันแสนอบอุ่นก็ปรากฏแก่สายตา โก่วตั้นกำลังรับบทพี่ใหญ่พาน้องๆ ทั้งสามคนวิ่งเล่นซุกซนกันอย่างสนุกสนาน
บ้านของฉินซู่ชิงมีคนน้อย บรรยากาศเงียบเหงา ต่างจากความครึกครื้นมีชีวิตชีวาของที่นี่อย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นภาพความสดใสนี้ เธอจึงหลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“บ้านเธอนี่คึกคักดีจัง! เด็กๆ ทำอะไรกันอยู่จ๊ะ?”
โก่วตั้นและน้องๆ กำลังนั่งล้อมวงเขี่ยเล่นกับฝูงมดที่พื้นดินข้างแปลงผัก
พอได้ยินเสียงคนทัก เจ้าตัวเล็กทั้งสี่ก็รีบเงยหน้าขวับ พอเห็นว่าเป็นอาหญิงเล็กสุดที่รักกลับมาแล้ว
ความสนใจในตัวมดน้อยผู้โชคร้ายก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังทันที พวกเขารีบยันตัวลุกขึ้นแล้ววิ่งตึกตักกรูกันเข้าไปหาหลินถัง
“อาหญิงเล็ก! อาหญิงเล็กกลับมาแล้ว!”
ภายในห้องครัว หลี่ซิ่วลี่กำลังบัญชาการให้หลินลู่และหลินชิงมู่ช่วยกันทำอาหารมื้อเย็น
เสียงเจี๊ยวจ๊าวที่ดังมาจากลานบ้านทำให้หลี่ซิ่วลี่ยัดตะหลิวใส่มือสามี แล้วรีบสาวเท้าเดินดุ่มๆ ออกจากห้องครัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลินลู่ยืนถือตะหลิวทำหน้าไม่ถูก “...”
หลี่ซิ่วลี่พุ่งตัวออกมา ตั้งใจจะซักไซ้ลูกสาวว่าบ้านฉินเรียกตัวไปทำไม แต่พอสายตาปะทะเข้ากับร่างของฉินซู่ชิง คำพูดที่เตรียมไว้ก็ถูกกลืนหายลงคอไปหมดสิ้น
“ป้าหลี่คะ วันนี้หนูขอมาฝากท้องกินข้าวด้วยคนนะคะ” ฉินซู่ชิงเอ่ยปากด้วยรอยยิ้มจริงใจและเป็นกันเอง
หลี่ซิ่วลี่ปรับอารมณ์ได้ไวมาก เธอหัวเราะร่าออกมาอย่างชอบใจ
“มาได้จังหวะเหมาะเจาะพอดีเลยลูก ข้าวใกล้จะสุกแล้ว หนูรอเดี๋ยวนะ วันนี้ต้องชิมฝีมือป้าให้พุงกาง ถ้าถูกปากวันหลังก็แวะมาบ่อยๆ ได้เลย”
หลี่ซิ่วลี่มักจะใจดีและต้อนรับเพื่อนฝูงของลูกสาวอย่างอบอุ่นเสมอ
ฉินซู่ชิงยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ “ได้เลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูไม่เกรงใจแล้วนะคะ!”
พูดจบ เธอก็ล้วงเอากลูกอมออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้วแจกจ่ายให้กับพวกโก่วตั้น
แจกให้เด็กๆ คนละหนึ่งกำมือใหญ่ เล่นเอาหลี่ซิ่วลี่มองจนหนังตากระตุกยิกๆ ด้วยความเสียดายของ
“ทำไมให้ลูกอมพวกเขาเยอะขนาดนั้นล่ะลูก ให้แค่คนละเม็ดก็พอแล้ว เก็บไว้กินเองบ้าง”
ฉินซู่ชิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ลูกอมแค่นิดหน่อยเองค่ะไม่เป็นไรหรอก ที่บ้านหนูมีลูกอมเยอะแยะจนกินไม่ทัน แถมไม่ค่อยมีใครกินด้วย เอามาแบ่งให้โก่วตั้นกับน้องๆ กินน่ะดีแล้วค่ะ”
ความจริงคือฉินเกียวมู่ น้องชายของเธอเสพติดของหวานเกินไปแล้ว
พ่อของเธออยากจะจัดการดัดนิสัยการกินของเขามานาน
การที่เธอแอบเอาลูกอมออกมาแจกแบบนี้ ก็ถือว่าเป็นการช่วยพ่อทางอ้อม แถมยังช่วยรักษาสุขภาพฟันของน้องชาย และยังส่งผลดีต่อความสงบสุขในครอบครัวอีกต่างหาก
ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว มีแต่ได้กับได้
หลี่ซิ่วลี่จนปัญญาจะห้ามปราม เธอจึงหันไปกำชับให้หลินถังดูแลเพื่อนให้ดี ส่วนตัวเองก็หมุนตัวเดินกลับเข้าห้องครัวไป
วันนี้อุตส่าห์หอบไข่ไก่มาถึงตัวอำเภอ งั้นก็ตอกใส่หม้อให้หมดเลยก็แล้วกัน ให้เด็กๆ ได้กินของดีๆ
หลินถังพาฉินซู่ชิงเข้ามานั่งพักในห้องนอนของเธอ นั่งคุยสัพเพเหระกันได้สักพัก กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาเตะจมูก
แม้ห้องนอนของหลินถังจะไม่เล็ก แต่ถ้าต้องให้คนกลุ่มใหญ่เข้าไปนั่งเบียดเสียดกินข้าวกันข้างใน มันคงจะดูอึดอัดชอบกล
ดังนั้น พวกเขาจึงย้ายขบวนไปตั้งโต๊ะกินกันที่ห้องโถงอีกห้องหนึ่ง
หลินชิงมู่ขยับไม้ขยับมืออย่างคล่องแคล่ว ช่วยจัดโต๊ะและเก้าอี้อย่างรู้หน้าที่
เขาเดินไปยกกับข้าวและยกหม้อข้าวมาจากในครัว เดินเข้าเดินออกจนขาแทบจะไม่ได้หยุดพัก
ฉินซู่ชิงลอบสังเกตเห็นความขยันขันแข็งนั้น จึงอดไม่ได้ที่จะมองดูเขาด้วยความชื่นชม
เธอกระซิบกระซาบกับหลินถังเสียงเบาว่า “ถังถัง ผู้ชายบ้านเธอนี่ดีจริงๆ เลยนะ!”
พ่อของเธอก็เป็นคนดีเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่าพ่อจะไม่เคยหยิบจับงานบ้านเลยสักอย่าง
อย่าว่าแต่เรื่องเข้าครัวทำอาหารหน้าเตาร้อนๆ เลย แม้แต่ถุงเท้าของตัวเอง พ่อยังโยนให้แม่ซักตลอด
พ่อและพี่ชายของหลินถังดูจะแตกต่างจากผู้ชายส่วนใหญ่ในยุคนี้มากๆ!
ดวงตาของหลินถังทอประกายอ่อนโยนเมื่อมองไปที่ครอบครัว “อื้ม ครอบครัวของฉันดีมากๆ เลยล่ะ”
ดีแบบหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
หลังจากบทสนทนาจบลง ไม่นานทุกคนก็นั่งประจำที่และเริ่มลงมือทานข้าว
กับข้าวในมื้อนี้ล้วนปรุงมาจากผักสดๆ ที่เด็ดมาจากแปลงผักหลังบ้านตระกูลหลิน
สีเขียวสดกรอบ สีแดงฉ่ำน่ากิน รสชาตินั้นดีเยี่ยมจนไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ
ฉินซู่ชิงตักแป้งก้อนปรุงรสที่ดูหน้าตาธรรมดาๆ เข้าปากไปคำหนึ่ง ดวงตากลมโตของเธอก็เบิกกว้างขึ้นมาทันที
ข้าวยังไม่ทันจะกลืนลงคอ เธอก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น “...ฝีมือป้าหลี่สุดยอดมากเลยค่ะ อร่อยมาก!”
หลี่ซิ่วลี่เองก็สังเกตเห็นเหมือนกันว่ากับข้าววันนี้รสชาติกลมกล่อมเป็นพิเศษ
พอลองตรึกตรองดูแล้ว ความลับก็น่าจะอยู่ที่ตัวผักที่ปลูกเองที่บ้านนั่นแหละ
นึกไม่ถึงเลยว่าผักพวกนั้นนอกจากจะงอกงามดีแล้ว รสชาติยังหวานกรอบขนาดนี้
“ถ้าชอบก็กินเยอะๆ นะลูก ในหม้อยังมีอีกเพียบเลย” หลี่ซิ่วลี่พูดพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุขที่เห็นคนกินเจริญอาหาร
“อื้มๆ” ฉินซู่ชิงพยักหน้าหงึกหงัก แก้มของเธอป่องตุ่ยเคี้ยวข้าวด้วยความเอร็ดอร่อย ดูแล้วน่าเอ็นดูเหมือนหนูแฮมสเตอร์
เด็กน้อยทั้งสี่คนที่นั่งเรียงหน้ากระดานอยู่ข้างๆ เธอก็มีสภาพไม่ต่างกัน
หลินชิงมู่มองภาพอันน่ารักนี้ นัยน์ตาของเขาก็ฉายแววขบขันและรอยยิ้มจางๆ ออกมา
ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนเชื่อมและเหม่อลอยไปชั่วขณะ
พอกินข้าวกันเสร็จ ท้องฟ้าข้างนอกก็มืดสนิทแล้ว
คืนนี้ที่โรงงานทอผ้าจะมีการฉายภาพยนตร์กลางแปลงในหอประชุม ครอบครัวหลินและฉินซู่ชิงจึงพากันเดินเท้ากลับเข้าไปในโรงงานอีกครั้ง
จุดหมายคือหอประชุมการแสดงที่เดิม
ภาพยนตร์ที่ฉายในคืนนี้คือหนังที่มีเอกลักษณ์ตามยุคสมัย ที่เน้นความ ‘แดง’ และปลุกใจให้รักชาติ
เรื่องราวของการเสียสละ ความกระตือรือร้นอันเร่าร้อน และการลุกโชนของจิตวิญญาณ...
บนจอผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่กำลังฉายภาพเหตุการณ์สู้รบในสงคราม
เมื่อภาพยนตร์เริ่มฉาย—
ไม่ใช่แค่เพียงคนบ้านตระกูลหลินเท่านั้น แต่ผู้ชมทุกคนที่อัดแน่นอยู่ในหอประชุมต่างก็รู้สึกศรัทธาและเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
แม้แต่คนที่ชอบคุยเสียงดังก็ยังเงียบเสียงลง บรรยากาศเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์
เรื่องราวเกี่ยวกับความรักชาติ การเสียสละเลือดเนื้อ และการปกป้องรักษาแผ่นดินเกิด มักจะทิ่มแทงเข้าไปในใจของผู้คนได้เสมอ
โดยเฉพาะผู้คนในยุคสมัยนี้ที่เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งพายุฝนและค่ำคืนที่มืดมิดมาหมาดๆ ความทรงจำเหล่านั้นยังคงสดใหม่
ภาพยนตร์แนวนี้ ยิ่งสามารถกระทบใจส่วนที่อ่อนไหวที่สุดของผู้ชมได้เป็นอย่างดี
เมื่อได้เห็นภาพกลุ่มคนหนุ่มสาวในวัยฉกรรจ์ต้องล้มลง และอีกกลุ่มหนึ่งก็วิ่งตะลุยฝ่าดงกระสุนเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิต เลือดสีแดงฉานย้อมผืนดินสีเหลืองจนทั่ว
ใบหน้าอันเด็ดเดี่ยวของวีรชนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ในแววตาของพวกเขามีแต่แสงสว่างแห่งความหวัง
ตราบใดที่ยังไม่สิ้นลมหายใจ ก็จะสู้จนตัวตายไม่มีวันถอย
ภาพแต่ละภาพที่ฉายออกมา ราวกับมีดที่กรีดลงไปกลางใจของผู้ชม ทำให้รู้สึกแสบจมูกและน้ำตาคลอเบ้า
มันปลุกเร้าอารมณ์ร่วมของทุกคนได้อย่างง่ายดาย
ในหอประชุมการแสดงมีเด็กๆ นั่งดูอยู่ไม่น้อยเลย
ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครที่อินจัดจนโกรธจนตัวสั่น กำหมัดแน่นแล้วตะโกนร้องลั่นออกมาว่า “ตีมัน! ตีคนเลวให้ตาย!!”
เด็กคนนั้นหมายถึงผู้รุกรานต่างชาติที่มีใบหน้าดุร้ายในภาพยนตร์
โก่วตั้นและน้องๆ อีกสามคนก็โกรธจนหน้าแดงคอแดงไปตามๆ กัน
เดิมทีหลินถังยังกังวลว่าหนังสงครามแบบนี้จะทำให้หลานๆ ตัวน้อยที่บ้านตกใจกลัวหรือเปล่า ใครจะไปรู้ว่าเด็กพวกนี้ไม่มีความกลัวเลยสักนิด
กลับกัน พวกเขากัดฟันแน่น ทำท่าทางขึงขังเหมือนอยากจะพุ่งเข้าไปในจอหนังเพื่อฆ่าศัตรูเสียด้วยซ้ำ
“อาหญิงเล็กครับ นั่นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าครับ?” โก่วตั้นหาจังหวะหันมามองหลินถัง ขมวดคิ้วเล็กๆ เข้าหากัน แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ
โช่วตั้นและน้องๆ อีกสองคนพอได้ยินเสียงพี่ชาย ดวงตาใสแจ๋วของพวกเขาก็มองมาที่หลินถังเป็นตาเดียวเพื่อรอคำตอบ
หลินถังเงียบไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็พยักหน้าลงช้าๆ น้ำเสียงของเธอหนักแน่นและจริงจังอย่างที่สุด
“เป็นเรื่องจริงจ้ะ!”
“ประเทศของเราเคยถูกศัตรูรุกรานจริงๆ
นี่คือความทุกข์ยากที่ยิ่งใหญ่และเจ็บปวดที่สุด เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนี้ บรรพบุรุษนับไม่ถ้วนต่างก็ลุกขึ้นสู้ ฝ่าฟันความยากลำบากแสนสาหัส อาศัยเพียงอาวุธที่ล้าหลังกับเลือดเนื้อและชีวิตอันมีค่าเพื่อปกป้องบ้านเมืองเอาไว้ ถึงได้มีวันเวลาที่สงบสุขอย่างในทุกวันนี้”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ หลินถังก็นึกภาพไปถึงโลกในยุคปัจจุบันที่เธอจากมา ประเทศชาติที่มั่งคั่งและประชาชนที่แข็งแกร่ง ภูผาธาราที่ไร้ภยันตราย
ในใจของเธอก็เกิดความรู้สึกตื้นตันมากมายผุดขึ้นมาจนล้นอก
“...ถึงแม้ว่าผืนแผ่นดินแห่งนี้ในตอนนี้จะยังเต็มไปด้วยความยากจนข้นแค้น และรอการฟื้นฟูในทุกๆ ด้าน แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายมหาศาลที่กำลังยืนหยัดและพยายามอย่างเงียบๆ เพื่อสร้างชาติ
จงเชื่อเถอะว่า สักวันหนึ่ง แผ่นดินเก่าแก่ผืนนี้จะผลิดอกออกผลเป็นดอกไม้สายพันธุ์ใหม่ที่งดงาม
ถึงเวลานั้น ทุกบ้านจะมีรถขับ ทุกครัวเรือนจะได้กินอิ่มนอนอุ่น ใบหน้าของผู้คนจะมีแต่รอยยิ้มแห่งความสุข
จะไม่มีใครรู้สึกว่าพระจันทร์ของเมืองนอกกลมกว่าบ้านเราอีกแล้ว ภาษาที่พวกหนูพูดกันอยู่ในตอนนี้จะกลายเป็นภาษาแรกที่คนทั่วโลกต่างแย่งชิงกันเรียนรู้
ไม่ว่าจะเดินไปที่มุมไหนของโลก พวกหนูจะมีมาตุภูมิที่แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้คอยเป็นเกราะกำบังอยู่ข้างหลังเสมอ
เมื่อเวลานั้นมาถึง คนในชาติของเราจะเชิดหน้าชูตาได้ต่อหน้าคนทั้งโลก!
คนพวกนั้นจะทำได้แค่อิจฉาริษยาพวกหนู แต่ไม่มีใครกล้าที่จะรังแกพวกหนูได้อีก ตัวอักษรจีนสองคำที่ประทับอยู่บนหนังสือเดินทางซึ่งฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดจะกลายเป็นยันต์คุ้มกันภัยที่ทรงพลังที่สุดให้กับพวกหนู...
ทุกคนจะรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติที่ได้เกิดมาที่นี่ และจะพูดออกมาได้อย่างเต็มปากว่า ‘ชาตินี้ไม่เสียใจที่ได้เกิดเป็นคนจีน ชาติหน้าก็ขอเกิดเป็นลูกหลานมังกรอีกครั้ง’...”
[จบบท]