บทที่ 194: เทพแห่งการสับราง
เสิ่นหลานสังเกตเห็นปากน้อยๆ ของลูกสาวขยับเคี้ยวตุ้ยๆ อยู่ตลอดเวลาไม่ยอมหยุด
ในจังหวะที่มือป้อมๆ ของจี้เหยากำลังจะเอื้อมไปหยิบมะเขือเทศลูกใหม่อย่างแนบเนียนนั่นเอง เสิ่นหลานก็รีบคว้าแขนของลูกสาวเอาไว้ทันควัน
“พอก่อนลูก กินเยอะกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ เดี๋ยวหนูจะปวดท้องเอา” เธอเอ่ยปรามลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและแผ่วเบา
จี้เหยาหลุบตาลงต่ำด้วยความรู้สึกผิดหวังอย่างปิดไม่มิด “อ้อ”
เสิ่นหลานเห็นท่าทางหงอยเหงาของลูกสาวแล้วหัวใจคนเป็นแม่ก็เจ็บแปลบขึ้นมาทันที
เธอหันกลับไปมองทางเฝิงฮุ่ยด้วยแววตาเกรงใจ “อาฮุ่ย... ผักพวกนี้เหยาเหยาชอบมากเลย ฉันขอแบ่งซื้อกลับไปสักหน่อยจะได้ไหม”
ทันทีที่ได้ยิน ดวงตาของจี้เหยาก็เปล่งประกายวิบวับขึ้นมา
เด็กสาวมองไปทางเฝิงฮุ่ยด้วยสายตาออดอ้อนเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง ราวกับลูกแมวตัวน้อยที่จ้องมองปลาทูหอม
เฝิงฮุ่ยหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “เอาไปสิ ถ้ามันทำให้โรคของเหยาเหยาดีขึ้นได้ล่ะก็ ขนไปให้หมดเลยก็ยังได้”
“งั้นฉันต้องขอบคุณเธอมากจริงๆ นะ”
เสิ่นหลานนั่งคุยสัพเพเหระต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหอบหิ้วผักสดจำนวนหนึ่งเดินกลับบ้านไปด้วยความหวัง
สามีของเสิ่นหลานมีชื่อว่าจี้ซู่ เขาเป็นข้าราชการระดับสูงที่มีตำแหน่งใหญ่โตพอสมควรในที่ว่าการอำเภอ
ครอบครัวของพวกเขาพักอาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการประจำอำเภอ
ตอนที่สองแม่ลูกเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน จี้ซู่ที่แต่งกายภูมิฐานก็กำลังเตรียมตัวจะออกไปรับภรรยากับลูกสาวพอดี
“กลับมากันแล้วเหรอคุณ” ชายหนุ่มเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
เมื่อสังเกตเห็นว่าสีหน้าของภรรยาดูผ่อนคลายกว่าทุกวัน แถมที่มุมปากยังมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่ จี้ซู่จึงถามด้วยความประหลาดใจว่า “ไปเจอเรื่องดีๆ อะไรมาหรือเปล่า ทำไมดูอารมณ์ดีจัง”
เสิ่นหลานยิ้มกว้าง “เหยาเหยากินของที่บ้านอาฮุ่ยแล้วไม่อาเจียนเลยค่ะคุณ แบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดีใช่ไหมล่ะ”
จี้ซู่ได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายของเขาก็ชะงักค้างไป “ไม่อาเจียนเหรอ?”
ดวงตาของเขาเบิกกว้างมองไปที่จี้เหยาด้วยความตกตะลึง ใบหน้าฉายแววตื่นเต้นยินดีจนเก็บอาการไม่อยู่
จี้เหยาเป็นลูกสาวที่ติดพ่อมาก เธอรีบเดินเข้าไปกอดแขนของจี้ซู่เอาไว้ พร้อมกับฉีกยิ้มหวาน
“ไม่อาเจียนค่ะพ่อ หนูดีขึ้นแล้ว พ่อไม่ต้องเป็นห่วงแล้วนะคะ”
สีหน้าของจี้ซู่พลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึงขังขึ้นมาทันที เขามองสบตาภรรยาแล้วถามย้ำเสียงเครียด “ลูกดีขึ้นแล้วจริงๆ เหรอคุณ”
เพื่อรักษาอาการป่วยเรื้อรังของลูกสาว คู่สามีภรรยาคู่นี้ต้องทนทุกข์ทรมานใจจนแทบจะตรอมใจตายกันอยู่แล้ว
พอจู่ๆ ได้ยินภรรยาพูดแบบนี้ ก็ไม่แปลกที่เขาจะดีใจจนทำหน้าไม่ถูก ทั้งสุขทั้งกังวลตีกันไปหมด
เสิ่นหลานเองก็ยังไม่กล้ายืนยันเต็มร้อยว่าลูกสาวหายดีแล้วหรือยัง แต่ในเมื่อลูกสาวสามารถกินอาหารลงท้องได้โดยไม่ขย้อนออกมา ขอแค่หาต้นเหตุให้เจอ ยังไงก็ต้องรักษาหายได้อย่างแน่นอน
“หายขาดไหมฉันยังไม่แน่ใจค่ะ แต่อย่างน้อยวันนี้พวกเราก็มองเห็นความหวังแล้ว ฉันเชื่อว่าเหยาเหยาจะต้องหายดีอย่างแน่นอน”
จี้ซู่มองผักสดเขียวชอุ่มที่อยู่ในมือของภรรยา แล้วคาดเดาได้ทันที “ลูกกินไอ้นี่เข้าไปเหรอ”
เสิ่นหลานพยักหน้าหนักแน่น “ใช่ค่ะ เย็นนี้ฉันจะลองให้แกกินดูอีกที ถ้าเกิดว่ามันช่วยได้จริงๆ ล่ะก็ ฉันจะไปขอร้องให้ชิงชิงช่วยถามเพื่อนของหล่อนว่าพอจะขายให้เราประจำได้ไหม”
เพื่อลูกสาวสุดที่รักคนนี้ ต่อให้ต้องทุ่มเงินมหาศาลแค่ไหน หรือต้องบากหน้าไปขอร้องใคร เธอก็ยอมทำทุกอย่าง
จี้ซู่ลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวด้วยความรักใคร่ แล้วตอบรับเสียงหนักแน่น “ได้ ลองดูเถอะ ถ้าได้ผลเดี๋ยวผมจัดการเรื่องเงินเอง”
ในขณะที่ผักวิเศษของบ้านตระกูลหลินถูกส่งเข้าไปในบ้านพักข้าราชการด้วยความบังเอิญนั้น หลินถังก็เดินทางมาเกือบจะถึงหมู่บ้านกองผลิตซวงซานแล้ว
บรรยากาศยามเย็นที่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านกองผลิตซวงซานค่อนข้างเงียบสงบ มีเพียงป่าไม้เล็กๆ อยู่ผืนหนึ่งที่คอยบดบังสายตา
หลินถังมองเห็นเงาร่างของคนสองคนยืนคุยกันอยู่ไกลๆ
หนึ่งในเงาร่างนั้นดูคุ้นตาเป็นอย่างมาก ซึ่งก็คือเจิ้งซื่อวี่ที่ก่อนหน้านี้ยังเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ที่ในตัวอำเภอนั่นเอง
หลินถังคิดในใจ “...” แม่เจ้าโว้ย นี่มันการบริหารเวลาของผู้หญิงหลายใจระดับตำนานชัดๆ คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้นะเนี่ย ถ้าจะสับรางเก่งขนาดนี้ไปขับรถไฟเถอะแม่คุณ
เรื่องมันมีอยู่ว่า...
หลังจากที่เจิ้งซื่อวี่กินข้าวกับหวังต้ากุ้ย หนุ่มกระเป๋าหนักในตัวอำเภอเสร็จแล้ว ในใจของเธอก็รู้สึกกระวนกระวายไม่สงบ จึงรีบร้อนเดินทางออกจากตัวอำเภอกลับมาที่หมู่บ้านกองผลิตซวงซานทันที
พอนึกถึงคำสั่งเด็ดขาดของพ่อที่ให้เธอมาหาหลินชิงหยาที่หมู่บ้านกองผลิตซวงซานดูบ้าง เธอก็เลยจำใจต้องลากสังขารมาอย่างไม่เต็มใจนัก
หลินชิงหยายังไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเขาเป็นเพียงตัวเลือกสำรองที่ฝ่ายหญิงมาหาด้วยความจำใจ พอเห็นคู่หมั้นสาวมาหาถึงที่ เขาก็ยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ
“สหายเจิ้ง! คุณมาได้ยังไงครับเนี่ย มาหาผมมีธุระด่วนอะไรหรือเปล่า”
เจิ้งซื่อวี่ได้ยินเขาพูดจาด้วยสำเนียงบ้านนอกคอกนา ในใจก็รู้สึกรังเกียจขยะแขยงเป็นอย่างมาก
เธอลอบเบ้ปากมองบนทีหนึ่ง แล้วพูดกระแทกเสียงด้วยความรำคาญว่า “ก็คุณไม่โผล่หัวไปหาฉัน พ่อฉันก็เลยสั่งให้ฉันมาดูคุณหน่อยไงล่ะ”
หลินชิงหยาเกาหัวแก้เก้อ แล้วฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีตามประสาคนซื่อ
“ต้องลำบากลุงเจิ้งมาคอยเป็นห่วงผมอีก ช่วงนี้งานในนากองผลิตยุ่งนิดหน่อยน่ะครับ ผมกำลังคิดว่าพอทำงานเสร็จก็จะรีบไปหาคุณอยู่พอดีเลยเชียว”
เจิ้งซื่อวี่ปรายตามองสภาพมอมแมมของเขาแวบหนึ่ง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอาคนตรงหน้าไปเปรียบเทียบกับหวังต้ากุ้ยในใจ
คนหนึ่งเชยระเบิดจนเข้ากระดูกดำ มีชะตากรรมต้องขุดดินกินหญ้าไปตลอดทั้งชีวิต
ส่วนอีกคนหนึ่งทำงานในเมือง มีเงินเดือนกิน มีตั๋วแลกของใช้ไม่อั้น แถมยังใจป้ำเปย์หนักอีกต่างหาก
คนโง่ที่ไหนก็รู้ว่าจะต้องเลือกทางไหนถึงจะสบาย
รสชาติความมันของเนื้อสัตว์มื้อใหญ่ที่ยังคงอบอวลอยู่ในปาก ทำให้สีหน้าของเจิ้งซื่อวี่ยิ่งดูรำคาญใจมากขึ้นไปอีก
“เอาล่ะๆ เห็นหน้ากันแล้ว ดูเรียบร้อยแล้ว ฉันไปก่อนนะ”
พูดจบเธอก็สะบัดหน้าหันหลังกลับทันทีโดยไม่รีรอ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้ตกลงคบหากับหวังต้ากุ้ย เธอก็คงจะแสร้งทำดีตีหน้าซื่อกับหลินชิงหยาไปก่อนเพื่อกั๊กไว้
แต่ตอนนี้เหรอ? ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว
หลินชิงหยาเป็นคนซื่อจนบื้อ เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นอารมณ์ที่ผิดปกติของคู่หมั้นสาว
เขารีบเดินเข้าไปขวางหน้า แล้วคว้าข้อมือหญิงสาวเอาไว้ “คุณรอเดี๋ยวก่อนสิ ผมมีของจะให้คุณด้วยนะ”
ใบหูของชายหนุ่มเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความเขินอาย
ท่าทางของเขาดูเก้ๆ กังๆ ทำตัวไม่ถูกอยู่บ้างตามประสาคนขี้อาย
เจิ้งซื่อวี่หยุดเดินกึก แล้วหันขวับกลับมามองเขา
เธอถามเสียงเย็นชาห้วนจัดว่า “อะไรอีก”
หลินชิงหยาล้วงเอาเชือกถักสีแดงเส้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วยื่นส่งให้เธอด้วยแววตาเป็นประกาย ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า
“เชือกแดงเส้นนี้ผมให้คุณ เก็บไว้มัดผมนะ วันหลังผมจะเก็บเงินซื้อของที่ดีกว่านี้มาให้คุณอีก”
เจิ้งซื่อวี่รับมาแบบส่งๆ เธอมองของราคาถูกที่ไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาเธอด้วยความรังเกียจ
นอกจากจะไม่ซาบซึ้งใจแล้ว เธอก็แทบจะกลั้นขำไม่อยู่ด้วยซ้ำ นี่มันยุคไหนแล้วยังจะมาให้เชือกแดงกระจอกๆ แบบนี้
แต่ทว่า เธอรู้วิธีการวางตัวว่าต้องเหลือทางหนีทีไล่เอาไว้บ้าง ต่อหน้าหลินชิงหยาเธอจึงไม่ได้อาละวาดปาใส่หน้าเขาตรงๆ
เจิ้งซื่อวี่ฝืนยิ้มที่มุมปากออกมานิดหนึ่งอย่างแกนๆ “รู้แล้ว ฉันไปก่อนนะ”
พูดจบ เธอก็รีบสับเท้าเดินหนีจากไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีโรคระบาด
หลินชิงหยาเห็นคู่หมั้นรับของแทนใจไปแล้ว เขาก็ดีใจจนกระโดดตัวลอย
พอก้มมองดูเวลาเห็นว่าตัวเองอู้งานมานานพอสมควรแล้ว เขาก็รีบวิ่งกลับเข้าหมู่บ้านไปทำงานต่ออย่างมีความสุข
เจิ้งซื่อวี่อดทนเดินกำเชือกแดงต่อมาได้แค่สองนาที ยังไม่ทันรอให้แผ่นหลังของหลินชิงหยาหายลับไปจากสายตาเสียด้วยซ้ำ เธอก็ขว้างเชือกแดงที่ดูบ้านนอกคอกนานั้นทิ้งลงพื้นดินแล้วใช้เท้าเขี่ยซ้ำทันที
“แค่เชือกแดงเน่าๆ ราคาไม่กี่สตางค์ยังกล้าเอาออกมาให้ จะให้ใครดูทุเรศหรือไง รกมือชะมัด”
พอโยนทิ้งเสร็จเธอก็ยังเอามือเช็ดกับกางเกงซ้ำแล้วซ้ำอีกด้วยความรังเกียจ ราวกับเพิ่งไปจับของสกปรกมา
พอเช็ดมือเสร็จ เงยหน้าขึ้นมา เธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อปะทะเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่ใสกระจ่างราวกับกระจกเงา
เจิ้งซื่อวี่ตกใจจนก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว หัวใจเต้นรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนกเหมือนวัวสันหลังหวะ
เธอยกมือขึ้นทาบอก แล้วถลึงตามองคนตรงหน้าเขม็ง
“นี่หล่อน! จ้องหน้าฉันทำไม ไม่รู้หรือไงว่าคนมันตกใจจนหัวใจวายตายได้น่ะ” เจิ้งซื่อวี่แว้ดใส่ด้วยความโกรธกลบเกลื่อนความอาย
หลินถังเดินเข้าไปหาช้าๆ ยกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะหยันเล็กน้อยอย่างรู้ทัน
“โบราณเขาว่าถ้าไม่ได้ทำเรื่องชั่วๆ เอาไว้ ก็ไม่ต้องกลัวผีสางมาเคาะประตูบ้านหรอกนะ เธอตกใจกลัวจนลนลานขนาดนี้ หรือว่าแอบไปทำเรื่องชั่วช้าอะไรไว้ล่ะ”
ดวงตาของเธอใสกระจ่าง ดำขาวตัดกันชัดเจน ราวกับว่าจะสามารถส่องทะลุความมืดมิดในจิตใจคนได้
เจิ้งซื่อวี่สบตากับดวงตาคู่นั้น แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกร้อนตัววูบวาบไปทั้งตัว
จนถึงขั้นไม่กล้าสบตาหลินถังตรงๆ
“...ฉันไม่รู้เรื่อง พูดบ้าอะไรของหล่อน” เจิ้งซื่อวี่พูดปฏิเสธเสียงแข็ง
พูดจบ เธอก็รีบจรลีหนีไปอย่างรวดเร็วแทบไม่คิดชีวิต
หลินถังมองแผ่นหลังที่เดินหนีไปอย่างลุกลี้ลุกลนนั้น แววตาของเธอก็เข้มลึกขึ้นอย่างน่ากลัว
จบกัน!
งานนี้อาสะใภ้สามคงต้องระเบิดลงกลางบ้านแน่ๆ
ขณะที่คิด หลินถังก็ก้มลงเก็บเชือกแดงที่ถูกเจิ้งซื่อวี่โยนทิ้งไว้บนพื้นฝุ่นขึ้นมาปัดฝุ่นออก
เชือกแดงเส้นนี้ราคาแค่ไม่กี่เหมาก็จริง แต่มันก็เป็นของที่ใครหลายคนในยุคนี้อยากได้แต่กลับไม่มีปัญญาซื้อหา
พอนึกถึงการที่เจิ้งซื่อวี่โยนเชือกมัดผมทิ้งลงพื้นเหมือนขยะโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว หลินถังส่ายหน้าอย่างจนใจ
จะบอกว่าใครถูกใครผิดก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะมันเป็นทางเลือกของชีวิตแต่ละคน
เพียงแต่ว่า ทำแบบนี้มันไม่ให้เกียรติคนให้กันเกินไปหน่อย
เพราะยังไงเสียพี่ชิงหยาก็ให้ด้วยความรักและใจจริง
เมื่อหลินถังกลับมาถึงบ้าน หลี่ซิ่วลี่และคนอื่นๆ ที่กำลังทำงานอยู่พอเห็นเธอเข้าก็ใจหายใจคว่ำกันหมด
หลี่ซิ่วลี่ทิ้งงานในมือ แล้วรีบวิ่งมาถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ลูกสาว! ทำไมถึงกลับมาล่ะลูก เกิดเรื่องอะไรไม่ดีขึ้นหรือเปล่า”
“ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรหรอกจ้ะแม่ แค่หนูมีเรื่องอยากจะคุยกับอาสามและอาสะใภ้สามเป็นการส่วนตัวหน่อย”
พอได้ยินคำพูดนี้ คนบ้านตระกูลหลินก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“เฮ้อ... ไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรก็ดีแล้ว นึกว่าไปมีเรื่องที่โรงงานซะอีก”
หลินลู่ผู้เป็นพ่อถามด้วยความสงสัย “แล้วลูกจะไปหาอาสามทำไม มีธุระอะไรเหรอ”
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวและศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของหลินชิงหยา หลินถังย่อมไม่พูดโพลงออกไปตรงๆ แน่นอน เธอจึงพูดเลี่ยงไปว่า “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะพ่อ เรื่องไม่สำคัญอะไรมากหรอก”
หลินลู่คิดในใจ “...” เรื่องไม่สำคัญ แล้วลูกสาวตัวดีจะลงทุนนั่งรถกลับมาบ้านทำไมกัน
ถึงในใจจะคิดแบบนั้น แต่มือของเขาก็ชี้ไปทางที่หลินโซ่วอยู่ตามสัญชาตญาณ
“อาสามของลูกพวกเขาอยู่ตรงนั้นน่ะ รีบไปหาเอาเถอะ”
หลินถังรับคำ แล้วก็เดินดุ่มๆ ออกไปทันที
หลินชิงมู่น้องชายคนเล็กขมวดคิ้วมองตามหลังพี่สาว “ทำไมฉันรู้สึกว่าพี่สาวทำตัวมีความลับชอบกลแฮะ”
ดูเหมือนกำลังปกป้องความลับคอขาดบาดตายอะไรบางอย่างอยู่เลย
[จบบท]