บทที่ 213: ความรักที่หนักอึ้งเกินรับไหว
หนิงซินโหรวได้งานที่โรงงานเสื้อผ้าซึ่งเป็นโรงงานเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง สวัสดิการและค่าตอบแทนล้วนดีเยี่ยม ติดปัญหาเพียงอย่างเดียวคือหอพักพนักงานเต็มจนไม่มีเตียงว่างเหลือเลยแม้แต่ที่เดียว
ในขณะที่หลินเสี่ยวจิ้งได้งานที่โรงงานเคมีซึ่งเพิ่งก่อสร้างเสร็จใหม่ หอพักจึงยังว่างอยู่มาก
ทว่าหลินเสี่ยวจิ้งเป็นเพียงเด็กสาวจากชนบทที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง การเข้ามาในตัวอำเภอครั้งแรกทำให้เธอรู้สึกแปลกแยกและไม่คุ้นเคยกับสิ่งรอบข้าง พอรู้ว่าจะต้องนอนหอพักเพียงลำพังในสถานที่แปลกใหม่ ความหวาดกลัวและความกังวลจึงฉายชัดอยู่บนใบหน้าจนทำอะไรไม่ถูก
หลินถังมองออกว่าญาติผู้น้องตื่นเต้นจนตัวสั่น เธอจึงเสนอทางออกเพื่อให้เวลาอีกฝ่ายได้ปรับตัว
“เสี่ยวจิ้งกับพี่สะใภ้ใหญ่มาพักกับฉันก่อนก็ได้นะ เอาไว้คุ้นเคยแล้วค่อยย้ายเข้าหอพัก”
ข้อเสนอนี้ทำให้ทั้งสองคนคลายกังวล และย้ายเข้ามาพักในห้องว่างอีกห้องหนึ่งของบ้านเช่า
เช้าวันต่อมา แสงแดดสาดส่องสดใส ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆหมอก หลินถังตื่นขึ้นมาพร้อมกับความคิดถึงพี่ชายที่กำลังฝึกงานหนักอยู่ที่กองขนส่ง เธอตัดสินใจจะแวะไปเยี่ยมหลินชิงมู่สักหน่อย
หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย หลินถังบอกกล่าวหนิงซินโหรวและหลินเสี่ยวจิ้ง ก่อนจะจูงจักรยานคันเก่งที่ยืมมาจากบ้านตระกูลฉิน แล้วปั่นออกไปเผชิญแสงแดดอุ่นยามสาย
สิบนาทีต่อมา ร่างบางก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูทางเข้ากองขนส่ง
“มาติดต่อหาใคร ต้องลงชื่อก่อนนะครับ”
ปู่ยามวัยเกษียณที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาออกมาวางตรงหน้า พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งครัดตามหน้าที่
หลินถังกระโดดลงจากอานรถจักรยานอย่างคล่องแคล่ว หยิบปากกาขึ้นมาเขียนชื่อ นามสกุล และหน่วยงานลงไปอย่างบรรจง
“เรียบร้อยค่ะคุณลุง”
เธอยื่นสมุดคืนพร้อมรอยยิ้มหวาน จากนั้นมือบางก็ล้วงลงไปในกระเป๋าสะพาย หยิบลูกอมกระต่ายขาวกำใหญ่ยัดใส่มือชายชราอย่างรวดเร็ว
“คุณลุงคะ รบกวนหน่อยนะคะ หนูมาหาหลินชิงมู่ที่เพิ่งเข้ามาเรียนขับรถ ไม่ทราบว่าเขาอยู่แถวไหนคะ”
ปู่ยามก้มมองลูกอมรสนมราคาแพงในมือด้วยความตกตะลึง ครั้นจะปฏิเสธก็เสียดายของดีตรงหน้า ความลังเลทำให้เขายืนนิ่งค้างไปชั่วครู่
“คุณลุงคะ”
เสียงหวานใสเรียกสติเขาให้กลับมา ปู่ยามรีบเก็บลูกอมลงกระเป๋าเสื้อแล้วยิ้มตอบอย่างเป็นกันเองทันที
“อ้อ! ขอโทษทีนังหนู หนูขี่รถเข้าไปข้างในนะ เลี้ยวซ้ายตรงมุมตึกนั่น แล้วตรงไปจนสุดทางก็จะเจอโรงซ่อมรถเองแหละ”
“ขอบคุณค่ะ!”
หลินถังกล่าวขอบคุณเสียงใส ก่อนจะถีบจักรยานมุ่งหน้าไปตามคำบอก ร่างระหงของเด็กสาวบนจักรยานคันใหญ่แลดูงดงามน่ามองท่ามกลางแสงแดดจ้า
ภายในโรงซ่อมบำรุงของกองขนส่ง หลินชิงมู่ยังคงสาละวนอยู่กับงานตรงหน้า เขายังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงเพราะไม่อยากละสายตาจากการซ่อมรถของอาจารย์ช่าง ชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าชุดเก่าที่มีรอยปะชุนเต็มตัวเพราะเสียดายชุดใหม่ เหงื่อเม็ดโป้งไหลย้อยจากหน้าผากเข้าตาทั้งสองข้าง ความเค็มของเหงื่อทำให้แสบตาจนแดงก่ำ แต่เขาก็ไม่กล้ายกมือขึ้นเช็ดหรือแม้แต่จะกะพริบตา เพราะกลัวว่าจะพลาดเทคนิคสำคัญไป
“พี่สาม!”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยแว่วเข้ามาในโสตประสาท หลินชิงมู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดว่าตัวเองคงหูฝาดไปเองเพราะความคิดถึงบ้าน จึงไม่ได้หันไปมอง
“พี่สาม!”
คราวนี้เสียงชัดเจนกว่าเดิม ร่างสูงของชายหนุ่มหันขวับกลับไปมองโดยอัตโนมัติ
ทันทีที่เห็นร่างบอบบางของน้องสาวสุดที่รักยืนยิ้มแป้นอยู่ไม่ไกล ใบหน้าที่เคร่งเครียดจริงจังเมื่อครู่ก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างจนตาหยีราวกับคนละคน
“ถังถัง! น้องมาได้ยังไง”
หลินชิงมู่ทิ้งงานในมือ ก้าวขายาวๆ เดินตรงเข้าไปหาน้องสาว แย่งจักรยานจากมือเธอไปจอดให้อย่างทะนุถนอม
“ฉันมาเยี่ยมพี่ค่ะ”
หลินถังตอบพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ
อาจารย์ช่างที่มุดอยู่ใต้ท้องรถโผล่หน้าออกมามอง เห็นลูกศิษย์ยืนยิ้มหน้าบานอยู่กับสาวสวยก็อดแซวไม่ได้
“ชิงมู่ นั่นน้องสาวแกเหรอ”
หน้าตาไม่เหมือนกันเลยสักนิด น้องสาวผิวพรรณดีราวกระเบื้องเคลือบ ส่วนพี่ชายดูหยาบกร้าน
หลินชิงมู่ยิ้มไม่หุบ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะทำเป็นบ่นแต่แฝงความภูมิใจอย่างล้นเหลือ
“ใช่ครับอาจารย์ ยัยเด็กนี่ขี้กังวล ชอบห่วงนั่นห่วงนี่ จะต้องมาดูผมให้เห็นกับตาตัวเองให้ได้ถึงจะวางใจ”
คำพูดอวดน้องสาวแบบอ้อมๆ ทำให้อาจารย์ช่างถึงกับส่ายหน้าด้วยความขบขัน ชายชราปัดมือเช็ดคราบน้ำมันกับเศษผ้า แล้วโบกมือไล่
“เออๆ ในเมื่อน้องสาวอุตส่าห์มาหา ก็ไปพักก่อนเถอะ เดี๋ยวช่วงบ่ายค่อยมาลุยกันต่อ”
อาจารย์ช่างรู้ดีว่าเด็กหนุ่มคนนี้ขยันขันแข็งแค่ไหน จึงไม่อยากขัดเวลาความสุขของพี่น้อง เขาเก็บเครื่องมือแล้วเดินเลี่ยงไปทางโรงอาหาร ปล่อยให้สองพี่น้องได้คุยกัน
หลินชิงมู่มองตามหลังอาจารย์ไปด้วยความเกรงใจ ก่อนจะหันกลับมาหาน้องสาว
“ถังถัง กินข้าวมารึยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ พี่สามยังไม่ได้กินใช่ไหม ดูสิ ฉันหิ้วของอร่อยมาฝากด้วยนะ”
หลินถังชูข้าวกล่องอลูมิเนียมในมือให้ดูอย่างภูมิใจ วันนี้เธอตั้งใจสั่งพี่สะใภ้ใหญ่ให้ทำกับข้าวเพิ่มเป็นพิเศษ เพื่อเอามาบำรุงพี่ชายที่ต้องใช้แรงงานหนัก
หลินชิงมู่เห็นข้าวกล่องในมือน้องสาว รอยยิ้มก็กว้างขึ้นไปอีก
“โธ่ จะลำบากหิ้วมาทำไม ที่นี่เขาก็มีโรงอาหารให้กินนะ”
ปากบอกว่าลำบาก แต่ตากลับจ้องกล่องข้าวตาเป็นมัน
หลินถังเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ทำเสียงดุใส่พี่ชาย
“ฉันจะไม่รู้นิสัยพี่เหรอ พี่น่ะขี้งกจะตาย ต้องยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อเก็บเงินแน่ๆ”
หลินชิงมู่ถึงกับพูดไม่ออก เพราะมันคือเรื่องจริง งานของเขาไม่ได้ใช้แรงงานแบกหามหนักหนาอะไร แค่กินวอวอทูรองท้องก็อยู่ได้แล้ว แต่พอเห็นน้องสาวรู้ทันและเป็นห่วงขนาดนี้ เขาก็ได้แต่ยิ้มรับด้วยความอบอุ่นหัวใจ
เนื่องจากหอพักคนงานชายไม่สะดวกให้ผู้หญิงเข้าไป หลินชิงมู่จึงพาหลินถังไปนั่งที่มุมหนึ่งของโรงอาหาร เวลานี้พนักงานส่วนใหญ่ทานข้าวกันเสร็จหมดแล้ว บรรยากาศจึงเงียบสงบ
ทันทีที่หลินชิงมู่เปิดฝากล่องข้าว กลิ่นหอมฉุยของอาหารก็ลอยมาเตะจมูก
“โห…”
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก สายตาจ้องมองหมูสามชั้นชิ้นโตที่วางโปะอยู่บนข้าวสวยร้อนๆ เม็ดขาวอวบ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขากินแต่อาหารหยาบๆ พอได้เห็นเนื้อสัตว์กับข้าวสวยแบบนี้ ต่อมน้ำลายก็ทำงานอย่างหนักทันที
“ทำไมเอาของดีมาให้พี่กินเยอะขนาดนี้ พี่กินอะไรก็ได้ง่ายๆ เอง”
พูดไปมือก็คีบเนื้อเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความฟิน
“หอม… หอมจริงๆ เลยให้ตายสิ”
หลินชิงมู่หลับตาพริ้ม ลิ้มรสชาติความอร่อยที่แผ่ซ่านไปทั่วปาก
หลินถังมองดูพี่ชายกินข้าวด้วยความเอ็นดูระคนสงสาร ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มเพื่อคาดโทษ
“ถ้าพี่ยังไม่ยอมกินข้าวให้ดีๆ อีกนะ ต่อไปฉันจะไม่นอนกลางวันแล้ว จะปั่นจักรยานเอาข้าวมาส่งให้พี่ถึงที่ทุกวันเลยคอยดู”
การมาเรียนงานช่างแบบนี้ต้องใช้ทั้งสมองและแรงกาย ถ้าขืนกินไม่อิ่ม สุขภาพจะทรุดโทรมเอาได้
คำขู่ของน้องสาวทำเอาหลินชิงมู่สะดุ้งจนเนื้อเกือบหลุดจากตะเกียบ เขารีบโบกมือปฏิเสธรัวเร็ว
“ไม่ต้องๆ พี่จะกินข้าวให้ดี น้องไม่ต้องลำบากหรอก”
ขืนให้น้องสาวถ่อสังขารเอาข้าวมาส่งให้ทุกวัน พ่อกับแม่รู้เข้า มีหวังเขาโดนตีขาหักแน่ ความรักความห่วงใยนี้มันช่างหนักหนาเกินกว่าที่แผ่นหลังของเขาจะแบกรับไหวจริงๆ
หลินถังหรี่ตามองอย่างจับผิด
“ฉันจะเชื่อพี่ไปก่อนนะ แต่บอกไว้ก่อนว่าฉันอาจจะโผล่มาสุ่มตรวจตอนไหนก็ได้ ถ้าเห็นว่าพี่ยังอดข้าวอีกล่ะก็… หึหึ”
เสียงหัวเราะเย็นเยียบทิ้งท้ายทำเอาหลินชิงมู่ขนลุกซู่ เขารีบยกมือสาบาน
“พี่รับรองไม่โกหก ถ้าโกหกขอให้เป็นลูกหมาเลยเอ้า”
“ไม่ได้ค่ะ เป็นหมูเป็นหมามันยังน้อยไป ต้องแย่กว่านั้น”
คำพูดของน้องสาวช่างโหดร้ายขัดกับหน้าตาจิ้มลิ้ม หลินชิงมู่ทำหน้าเหยเก
“โอเคๆ ยอมแล้ว ยอมเป็นสิ่งที่แย่กว่าหมูหมาก็ได้”
เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องตกต่ำไปกว่าสัตว์เดรัจฉาน เขาคงต้องตั้งใจกินข้าวให้พุงกางทุกมื้อเสียแล้ว
หลังจากหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ หลินชิงมู่ก็จัดการฟาดเรียบข้าวกล่องอย่างรวดเร็ว ระหว่างที่เก็บของ เขาเหลือบไปเห็นถุงผ้าสีดำใบใหญ่วางอยู่ข้างตัวหลินถัง
“นั่นถุงอะไรอีก”
“ของที่จะเอาไปให้คนอื่นค่ะ”
หลินถังตอบเสียงเรียบ
“ให้คนอื่น?”
หลินชิงมู่ขมวดคิ้วทันที เข้าใจไปว่าน้องสาวจะเอาของมาวิ่งเต้นติดสินบนหัวหน้าให้เขา
“น้องไม่ต้องไปวิ่งเต้นให้พี่หรอกนะ แค่พี่ขยันเรียนรู้งาน แป๊บเดียวก็ได้วิชาแล้ว ไม่ต้องเปลืองของหรอก”
หลินถังทำหน้าเหวอ ก่อนจะหัวเราะออกมา
“คิดไปไหนเนี่ย ฉันไม่ได้จะวิ่งเต้นเรื่องพี่สักหน่อย”
แค่ตั๋วจักรเย็บผ้าใบเดียวที่แลกมา ก็มีค่ามากพอให้พี่ชายของโจวเพ่ยอวี๋ดูแลพี่สามอย่างดีแล้ว ถ้าแค่นี้ยังดูแลไม่ได้ ก็ต้องถามดูว่าตั๋วในมือนั้นมันร้อนลวกมือจนถือไม่ได้หรือเปล่า
หลินชิงมู่รู้สึกหน้าแตกยับเยินเหมือนโดนตบกลางอากาศ เขากระแอมแก้เก้อ
“เอ่อ… งั้นก็ถือว่าพี่ไม่ได้พูดก็แล้วกัน”
หลินถังยิ้มขำ แล้วดันถุงสีดำไปตรงหน้าพี่ชาย
“พี่สาม พี่จำสหายชายที่ขับรถบรรทุกไปส่งลูกหมูที่หมู่บ้านเราได้ไหม”
หลินชิงมู่ส่ายหน้าดิก
“จำไม่ได้หรอก พี่จะไปจำผู้ชายทำไม”
ถ้าให้จำรุ่นรถบรรทุกยังจะง่ายกว่าจำหน้าคนขับเสียอีก
หลินถังถอนหายใจเบาๆ กับความซื่อบื้อของพี่ชาย นิ้วเรียวเคาะลงบนถุงของฝาก
“สหายคนนั้นชื่อฟางจื้อถง พี่หาโอกาสเข้าไปทำความรู้จักตีสนิทกับเขาไว้นะ แล้วเอาของพวกนี้ไปให้เขา บอกเขาว่าอยากจะรบกวนขอให้ช่วยหมู่บ้านเราสักเรื่องหนึ่ง”
ปกติการขนส่งข้าวเปลือกเข้าหลวงต้องใช้เกวียนวัวขนกันเป็นคาราวาน ใช้เวลาหลายวันกว่าจะเสร็จ ปีนี้เธออยากจะเปลี่ยนวิธีการให้มันง่ายขึ้น การไหว้วานคนขับรถบรรทุกที่เคยไปหมู่บ้านพวกเขามาแล้วอย่างฟางจื้อถง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีและสะดวกที่สุด
หลินชิงมู่ยังคงงุนงง
“ช่วยเรื่องอะไร หมู่บ้านเรามีเรื่องอะไรต้องให้คนขับรถบรรทุก…”
คำพูดยังไม่ทันจบสมองของเขาก็ประมวลผลได้ทันที ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้างขึ้น
“เดี๋ยวนะ… น้องหมายถึงจะให้เขาช่วยขนข้าวเปลือกส่งเข้าหลวงงั้นเหรอ”
[จบบท]