บทที่ 23: คิดบัญชีให้สาสม
หลินถังยกมือขึ้นลูบแผลที่ท้ายทอยเบาๆ บริเวณที่เคยถูกตีจนหัวแตกเมื่อหลายวันก่อน จากนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยและแผ่วเบาว่า
“ทั้งหมดเป็นความผิดของฉันเองแหละ... ตอนที่หวังเจาตี้จะตีให้ตาย ฉันไม่น่าหลบเลย
ใครใช้ให้ฉันเป็นหลานสาวหัวหน้ากองพลล่ะ พอคิดจะสู้กลับนิดหน่อยก็กลายเป็นว่าครอบครัวผู้บริหารใช้อำนาจป่าเถื่อนรังแกชาวบ้าน
รู้งี้ฉันน่าจะยื่นหัวออกไปให้หวังเจาตี้ตีให้พอใจซะก็สิ้นเรื่อง...”
เด็กสาวหน้าตาสะสวย ริมฝีปากแดงฟันขาวสะอาด พูดจาด้วยน้ำเสียงใสกังวานน่าฟัง
เสียงของหลินถังช่วยกอบกู้โสตประสาทของทุกคนที่กำลังถูกเสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับหมูโดนเชือดของหวังเจาตี้ทารุณกรรมหูได้เป็นอย่างดี
สายตาของชาวบ้านในละแวกนั้นจับจ้องไปที่หลินถังเป็นตาเดียว
ภาพเหตุการณ์เมื่อวันก่อนที่เธอถูกตีจนเลือดอาบหัวเกือบจะกลายเป็นศพถูกฝังลงดินผุดขึ้นมาในความทรงจำของทุกคนทันที
ความรู้สึกสงสารแล่นเข้ามาในใจของชาวบ้าน โดยเฉพาะเมื่อมองเด็กสาวตระกูลหลินที่ทั้งรู้ความและตั้งใจเรียนมาโดยตลอด
หลินถังเป็นเด็กดีมาตั้งแต่เล็ก ไม่เคยหาเรื่องใครก่อน
กลับเป็นหวังเจาตี้คนนี้ต่างหากที่คอยหาเรื่องรังแกหลินถังอยู่ได้ทุกวี่ทุกวัน ไม่รู้ว่าจะมีความแค้นอะไรกันนักหนา
ยิ่งได้ยินคำตัดพ้อที่ไม่เรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเองเลยสักคำของหลินถัง เหล่าป้าๆ น้าๆ ในหมู่บ้านก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดแทน แววตาที่มองไปยังหวังเจาตี้จึงเต็มไปด้วยความรังเกียจขยะแขยง
พวกผู้หญิงในหมู่บ้านรีบพากันปลอบใจหลินถังยกใหญ่
“ถังถังเอ๊ย พูดแบบนี้ไม่ถูกนะลูก ใครจะไปยอมยืนเฉยๆ ให้เขาตี
หนูไม่ได้ทำอะไรผิดเลย หนูแค่หัวอ่อนเกินไป ถึงได้โดนคนอื่นรังแกเอาง่ายๆ แบบนี้ไง”
“นั่นสิ ถ้าหนูมีความร้ายกาจได้สักครึ่งของย่าหรือแม่หนูนะ ใครหน้าไหนจะกล้ามาแหยม”
เมื่อสัมผัสได้ว่าคนในหมู่บ้านหันกลับมาเข้าข้างตัวเองแล้ว แววตาของหลินถังก็ฉายประกายลึกล้ำวูบหนึ่ง
จิตใจคนเรายากแทหยั่งถึงจริงๆ
ถ้าเธอเลือกใช้วิธีแข็งกร้าว ชาวบ้านคงมองว่าครอบครัวเธอใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่ยอมปล่อยวาง
แต่พอเธอแกล้งทำเป็นอ่อนแอลงสักหน่อย ทุกคนก็พร้อมจะเทใจมาเข้าข้างเธอทันที
นี่แหละสันดานมนุษย์
มักจะเห็นใจผู้ที่อ่อนแอกว่าเสมอ
หลี่ซิ่วลี่ได้ยินลูกสาวพูดตัดพ้อแบบนั้นก็หัวใจแทบสลาย
เธอโกรธจนแทบจะพุ่งเข้าไปตบสั่งสอนหวังเจาตี้เพิ่มอีกสักฉาดใหญ่
“เก่งจริงนะ!” จ้าวซูเจินที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไกลๆ เอ่ยขึ้นเสียงเย็น
หลินถังเหลือบไปเห็นย่าของตัวเอง สีหน้าท่าทางที่ปั้นแต่งไว้เมื่อครู่เกือบจะหลุด
นี่เธอโดนย่าหมั่นไส้เข้าแล้วหรือเปล่านะ?
แต่พอดูจากปฏิกิริยาของคนในหมู่บ้าน วิชา ‘มารยาหญิง’ ที่เธองัดออกมาใช้ก็นับว่าได้ผลดีทีเดียว
อย่างน้อยก็พลิกสถานการณ์กลับมาได้แล้ว
จ้าวซูเจินเดินแหวกฝูงชนออกมา
มือเหี่ยวย่นแต่แข็งแรงเอื้อมไปกระชากคอเสื้ออู๋ชุนฮวาที่กำลังแอบดูความหายนะของลูกสาวอยู่เงียบๆ ด้านหลังออกมา สายตาของหญิงชราฉายแววอำมหิต
“ตกลงจะคุมกันได้ไหม?” เธอชี้ไปที่หวังเจาตี้ที่กำลังนอนบีบน้ำตาแกล้งทำเป็นน่าสงสารอยู่บนพื้น
“ถ้าหล่อนคุมคนในบ้านไม่ได้ เดี๋ยวฉันช่วยสงเคราะห์ให้ เอาไหม!”
น้ำเสียงของจ้าวซูเจินไม่ได้ดังมาก แต่กลับหนักแน่นราวกับค้อนปอนด์ทุบลงกลางใจคนฟัง
พวกชาวบ้านบางคนที่เคยคิดไม่ซื่อหรือรอสมน้ำหน้าครอบครัวหลิน รีบหุบยิ้มเยาะเย้ยแทบไม่ทัน
แต่ละคนกลั้นหายใจจนหน้าดำหน้าแดง กลัวจะโดนอดีตโจรสาวใหญ่อย่างจ้าวซูเจินหมายหัวเข้าให้
ส่วนอู๋ชุนฮวาที่เป็นเป้าหมายโดยตรงนั้น แทบจะฉี่ราดด้วยความกลัว
เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาจ้าวซูเจิน
เหงื่อเม็ดโป้งไหลจากหน้าผากเข้าตา แสบแค่ไหนก็ไม่กล้ายกมือขึ้นเช็ด
อู๋ชุนฮวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะพูดตะกุกตะกักว่า “...ป้า... ป้าจ้าวคะ ใจเย็นๆ ก่อนสิ เรื่องนี้หวังเจาตี้เป็นคนก่อเรื่อง ป้าก็ไปคิดบัญชีกับมันสิ
ฉันไม่ได้สั่งให้มันไปรังแกใครนะ คราวก่อนฉันก็สั่งสอนมันไปแล้วนี่นา”
“ถ้าป้ายังไม่หายแค้น ฉันไล่มันออกจากบ้านให้ไปหากินเองเลยดีไหม จะได้จบๆ ไป?”
อู๋ชุนฮวาอยากจะร้องไห้โฮออกมาจริงๆ
เธออยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่มายืนมุงดูเรื่องชาวบ้าน
ทำไมจู่ๆ ถึงซวยโดนจ้าวซูเจินที่เป็นตัวอันตรายระดับตำนานของหมู่บ้านเพ่งเล็งได้ล่ะเนี่ย
พอนึกย้อนไปถึงวีรกรรมสมัยสาวๆ ที่เธอเคยไปตามตอแยหลินลู่ แล้วโดนจ้าวซูเจินถือมีดไล่ฟันถึงหน้าบ้าน
อู๋ชุนฮวาก็อยากจะเป็นลมล้มพับไปเสียเดี๋ยวนี้
ชีวิตรันทดเกินไปแล้ว!
หวังเจาตี้ที่นอนอยู่บนพื้น พอได้ยินแม่ตัวเองบอกว่าจะไล่ออกจากบ้านก็ตกใจสุดขีด รีบพุ่งเข้าไปกอดขาอู๋ชุนฮวาแน่น
“แม่! แม่จะไล่ฉันออกไปไม่ได้นะ ถ้าไล่ออกไปแล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหน
แม่จะใจร้ายกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันสัญญาว่าจะขยันทำงาน แม่ห้ามทิ้งฉันนะ...”
เธอแค่อยากได้เงินสองร้อยหยวนตามที่ลูกคุณหนูคนนั้นสัญญาไว้ ถึงได้ตามจองล้างจองผลาญหลินถังหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ใครจะไปคิดว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเลวร้ายขนาดนี้
ทั้งหมดเป็นความผิดของนังหลินถังคนเดียว ดวงมันจะแข็งอะไรนักหนา
ถ้ามันตายๆ ไปซะตั้งแต่ทีแรก เรื่องวุ่นวายพวกนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น...
อู๋ชุนฮวาตอนนี้เอาตัวเองยังแทบไม่รอด จะไปมีกะใจห่วงลูกสาวได้ยังไง
เธอตัดสินใจถีบลูกสาวกระเด็นอย่างแรง
“ไปให้พ้น! แกก่อเรื่องเองก็รับผิดชอบเอง อย่ามาให้ฉันต้องตามเช็ดก้นให้”
พูดจบก็หันไปทำหน้าประจบประแจงใส่จ้าวซูเจิน
“ป้าจ้าว... นังเด็กเลวนี่ฉันไม่ได้สอนมันจริงๆ นะ หลินถังเป็นหลานสาวป้า ฉันจะไปกล้ายุ่งได้ยังไง...”
หวังเจาตี้ที่ตัวบวมเป่งไปทั้งตัว แถมข้าวยังไม่ได้ตกถึงท้อง ร่างกายจึงอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง
พอโดนแม่แท้ๆ ถีบเข้าทีเดียวก็หงายหลังล้มตึงลงไปกระแทกพื้นอย่างจัง
ความเจ็บปวดและความน้อยใจระเบิดออกมาเป็นเสียงร้องไห้โฮ
“ทำไมแม่จะไม่สอน! แม่นั่นแหละเป็นคนสอนฉันเอง
แม่บอกว่าน้าหลี่ซิ่วลี่เป็นหญิงแพศยา แย่งผู้ชายที่แม่เล็งไว้
แล้วยังบอกอีกว่าหลินถังมันก็เป็นนังแพศยาตัวน้อย หน้าตาเหมือนจิ้งจอกยั่วสวาท โตขึ้นก็คง...”
หวังเจาตี้ยังพ่นคำผรุสวาทออกมาไม่ทันจบประโยค
หลี่ซิ่วลี่ก็พุ่งเข้าไปตบปาก ‘เพียะ เพียะ...’ ติดต่อกันหลายที จนคำด่าทอหยาบคายพวกนั้นจุกอยู่ที่คอหอย
ตัวของหลี่ซิ่วลี่สั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัด
ฝ่ามือที่ฟาดลงไปนั้นใส่แรงเต็มที่จนเลือดสดๆ ไหลซึมออกมาที่มุมปากของหวังเจาตี้
หวังเจาตี้เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาแดงก่ำราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของหลี่ซิ่วลี่
ร่างกายของเธอหดเกร็งด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว
พอเห็นว่าหวังเจาตี้สงบปากสงบคำแล้ว
หลี่ซิ่วลี่ก็เดินดุ่มๆ ตรงไปหาอู๋ชุนฮวา แล้วง้างมือตบซ้ายตบขวาเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มแรง
“อู๋ชุนฮวา เธอนี่มันหน้าไม่อายจริงๆ! ฉันไปแย่งผู้ชายที่เธอเล็งไว้ตอนไหน? เธอลองไปถามหลินลู่ดูสิ ว่าเขายอมรับไหมว่าเป็นผู้ชายของเธอ
คนเรามันต้องรู้จักเจียมตัวบ้าง แต่นี่อะไร แต่งงานจนลูกโตขนาดนี้แล้ว ยังจะมีหน้ามาเพ้อเจ้อถึงสามีชาวบ้านอีก
เธอนี่มันไร้ยางอายสิ้นดี ให้ชาวบ้านเขาช่วยกันตัดสินหน่อยซิว่าใครกันแน่ที่มันร่าน...”
เรื่องมันผ่านไปตั้งกี่สิบปีแล้ว อู๋ชุนฮวายังฝังใจไม่เลิก แถมยังเอาเรื่องบ้าๆ บอๆ นี้ไปกรอกหูลูกหลานอีก
หลี่ซิ่วลี่รู้สึกเหลือเชื่อจริงๆ กับตรรกะวิบัติของคนบ้านนี้
หลินถังเดินมายืนข้างแม่เงียบๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่หนักแน่นว่า
“คนในครอบครัวของใคร เขาก็รักและถนุถนอมดั่งแก้วตาดวงใจ คนนอกต่อให้จ้องจะแย่งยังไงมันก็เปล่าประโยชน์
ของที่มันแย่งกันไม่ได้ ต่อให้ผ่านไปยี่สิบปี ห้าสิบปี หรือร้อยปี มันก็ไม่มีทางแย่งไปได้หรอก”
เสียงของเธอไม่ได้ดังมาก แต่สีหน้าจริงจังขึงขังนั้นทำให้ทุกคนที่ได้ยินถึงกับชะงัก
พวกผู้หญิงในหมู่บ้านส่วนใหญ่โลกทัศน์แคบ สนใจแต่เรื่องในครอบครัวตัวเอง หวงผัวหวงลูกยิ่งกว่าจงอางหวงไข่
ย่อมไม่มีใครชอบใจพฤติกรรมของอู๋ชุนฮวาที่จ้องจะจับสามีชาวบ้านแบบนี้
มีผู้หญิงคนหนึ่งพูดเตือนสติขึ้นมาว่า “ชุนฮวาเอ๊ย พวกเรามันก็แค่ผู้หญิงบ้านนอกหากินสุจริต เลิกคิดเรื่องผัวชาวบ้านเถอะ
เธอเองก็มีครอบครัวเป็นตัวเป็นตนแล้ว อย่าทำตัวให้มันดูน่าเกลียดตอนแก่เลย...”
ใบหน้าของอู๋ชุนฮวาเปลี่ยนสีสลับไปมา เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง เธอรีบเถียงคอเป็นเอ็น
“ฉันเปล่านะ...”
แต่ชาวบ้านไม่มีใครเชื่อน้ำหน้าเธอสักคน
ก็ลูกสาวแท้ๆ พูดแฉออกมาขนาดนั้น จะเป็นเรื่องโกหกไปได้ยังไง?
ผู้หญิงที่มีปัญหาส่วนตัวกับอู๋ชุนฮวาอยู่แล้วได้ทีก็หัวเราะเยาะเย้ยขึ้นมา “อู๋ชุนฮวาหนออู๋ชุนฮวา หน้าตาก็ขี้ริ้วขี้เหร่แล้วยังจะทำตัวเป็นนางจิ้งจอกยั่วสวาทอีก
แก่จนป่านนี้แล้วยังไม่เลิกคิดเรื่องผู้ชายชาวบ้าน น่าสมเพชจริงๆ หน้าไม่อาย”
อู๋ชุนฮวาโดนรุมประณามจนตาแทบถลนออกจากเบ้าด้วยความโกรธแค้น
“แกสิขี้เหร่! โคตรเหง้าแกก็ขี้เหร่ทั้งตระกูล!”
ผู้หญิงคนนั้นถุยน้ำลายลงพื้น “ใครขี้เหร่ก็รู้ตัวดี ดูหน้ายาวๆ เหมือนลาของหล่อนสิ สภาพแบบนี้ยังจะริเป็นนางจิ้งจอก ถุย!”
ชาวบ้านพอได้ยินคำว่า ‘หน้าเหมือนลา’ ก็เริ่มมีเสียงหัวเราะคิกคัก
พอลองเพ่งมองใบหน้าเรียวยาวกับดวงตาปูดโป่งเหมือนวัวของอู๋ชุนฮวาดีๆ แล้ว ทุกคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
อันที่จริงเครื่องหน้าของอู๋ชุนฮวาก็ไม่ได้แย่อะไร หน้าเล็กตาโต
เพียงแต่พออายุมากขึ้น ผิวพรรณก็ดำคล้ำ ร่างกายผอมแห้ง
แถมยังไม่ใช่พิมพ์นิยมของคนสมัยนี้ ชาวบ้านเลยไม่มองว่าสวย
หวังเจาตี้เห็นคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะแม่ตัวเอง ก็เหมือนมีเข็มทิ่มก้น เด้งตัวลุกขึ้นมาจากพื้นทันที
[จบบท]