บทที่ 24: อยากเอาขี้วัวยัดปากหล่อนให้รู้แล้วรู้รอด
หวังเจาตี้ถลึงตาใส่ชาวบ้านร้านตลาดด้วยความโมโห ก่อนจะตะเบ็งเสียงแผดออกมาอย่างเหลืออด
“พวกแกมันก็พวกเดียวกับบ้านตระกูลหลินนั่นแหละ ไม่ใช่คนดีเด่อะไรกันนักหรอก! บ้านนั้นให้ผลประโยชน์อะไรกับพวกแกหรือไง ถึงได้ช่วยกันออกหน้าแทนขนาดนี้ มารังแกคนอื่นกันแบบนี้ ไม่กลัวฟ้าผ่าตายหรือยังไง...”
หลังจากกราดด่าแบบเหวี่ยงแหไปทั่วแล้ว เธอก็หันกลับมาเล่นงานเป้าหมายเดิมต่อ
“แม่ฉันพูดผิดตรงไหน! เมื่อก่อนคนที่เล็งพ่อของหลินถังไว้ก่อนก็คือแม่ฉัน แต่เป็นแม่ของหลินถังนั่นแหละที่มาแย่งอาหลินรองไป แบบนี้ไม่เรียกว่านางจิ้งจอกแล้วจะให้เรียกว่าอะไร? แม่หลินถังเป็นจิ้งจอกตัวแก่ นังหลินถังก็เป็นจิ้งจอกตัวลูก...”
ตั้งแต่จำความได้ แม่พร่ำบอกเธอเสมอว่าชีวิตที่สุขสบายและได้รับการประคบประหงมของหลินถัง ความจริงแล้วควรจะเป็นของเธอ
ทั้งหมดเป็นความผิดของหลี่ซิ่วลี่ เธอถึงต้องมาเกิดในบ้านตระกูลหวังที่แร้นแค้นแสนเข็ญแบบนี้
หลินถังแย่งชิงชีวิตของเธอไป แล้วการที่เธอหาเรื่องทุบตีหลินถังเพื่อระบายความแค้น มันจะผิดตรงไหนกัน?
ทางด้านอู๋ชุนฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆ พอได้ยินวาจาหาที่ตายของหวังเจาตี้ ลมหายใจของเธอก็แทบจะสะดุดหยุดเต้นไปเดี๋ยวนั้น
ในหัวของเธอตอนนี้คิดเพียงแค่อยากจะหาขี้วัวสักกองมายัดปากลูกสาวตัวเองให้รู้แล้วรู้รอด จะได้หยุดพล่ามเสียที
ยิ่งพอเหลือบไปสบเข้ากับแววตาเย็นยะเยือกของจ้าวซูเจินที่จ้องมองมา เหงื่อกาฬบนใบหน้าของอู๋ชุนฮวาก็ไหลพรากราวกับท่อน้ำแตก
ในสมองมีแต่ประโยคยอดฮิตในงิ้วที่ร้องว่า... ชีวิตข้าคงจบสิ้นแล้ว!!
จังหวะนั้นเอง หลินลู่ที่เพิ่งได้ข่าวว่าลูกสาวสุดที่รักถูกรังแกก็รีบบึ่งมาที่เกิดเหตุทันที
แต่พอมาถึง เท้ายังไม่ทันจะแตะพื้นดี เขาก็ได้ยินประโยคสุดท้ายที่หวังเจาตี้พ่นออกมาพอดี ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองจนแทบระเบิด
ความดันโลหิตของเขาพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน
หลินลู่รีบกระโจนออกมาปกป้องความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วยท่าทีขึงขังจริงจัง
“นังหนูตระกูลหวัง ที่เอ็งพูดมาน่ะมันเหม็นเน่ายิ่งกว่าผายลมเสียอีก! คนหน้าไหว้หลังหลอกอย่างอู๋ชุนฮวา แค่ฉันเห็นหน้าก็อยากจะกระโดดหนีไปให้ไกลสักสิบวาแล้ว สมัยหนุ่มๆ ฉันปิ๊งเมียฉันตั้งแต่แรกเห็นต่างหาก ซิ่วลี่ทั้งสวยทั้งขยัน ใครได้เมียดีขนาดนี้แล้วไม่รู้จักถนอม คงต้องตกนรกขุมสิบแปดนู่นแหละ แต่ฉันมันคนรู้จักถนอมของดีโว้ย! เพราะงั้นขอให้อู๋ชุนฮวาเลิกพูดจากำกวมชวนให้คนเข้าใจผิดเสียที เธออาจจะไม่มียางอาย แต่ฉันมียางอาย!”
อู๋ชุนฮวาถึงกับหน้าชา “...”
นี่บ้านตระกูลหลินเล่นรุมผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเธอเลยรึ? ยังเป็นคนกันอยู่ไหมเนี่ย?
แล้วใครบอกว่าเธอไม่มียางอายกัน?
เรื่องราวเก่าเก็บจนขึ้นราขนาดนั้น ใครเขาจะไปจำใส่ใจกันล่ะ?!
ทั้งหมดก็เป็นเพราะนังเด็กผีหวังเจาตี้นี่แหละ ขยันหาเรื่องเดือดร้อนมาให้เธอไม่หยุดหย่อน
คำพูดประชดประชันที่เธอเคยบ่นระบายอารมณ์ มันใช่เรื่องที่จะเอามาป่าวประกาศข้างนอกไหม?
ช่างเป็นตัวซวยประจำบ้านจริงๆ!
จ้าวซูเจินกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่น้ำเสียงที่เปล่งออกมากลับเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
“ทุกคนก็อยู่กองผลิตเดียวกันทั้งนั้น ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรเป็นอะไร ฉันไม่อยากได้ยินใครเอาเรื่องบ้านลูกรองไปนินทาว่าร้ายอีก ไม่อย่างนั้นละก็...”
พูดจบ คุณย่าจอมโหดก็ตวัดเท้าเตะก้อนหินขนาดไม่เล็กที่วางเกะกะอยู่ข้างเท้า จนมันลอยละลิ่วกระเด็นไปไกล
นี่คือการข่มขู่ที่ชัดเจนที่สุดแบบไม่ต้องแปลความ!!
ชาวบ้านต่างพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงักเป็นไก่จิกข้าวสาร
“แน่นอนครับป้า แน่นอนจ้ะ...”
“ป้าจ้าววางใจได้เลย พวกเราไม่ใช่คนปากหอยปากปูแบบนั้นหรอก!”
...
สีหน้าของจ้าวซูเจินดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่อู๋ชุนฮวา
“ฉันไม่สนหรอกนะว่าหล่อนจะสั่งสอนลูกสาวยังไง ฉันถามคำเดียว ถ้าหวังเจาตี้ยังมาหาเรื่องหลานสาวฉันอีก จะว่ายังไง?”
อู๋ชุนฮวาโกรธจนแทบกระอักเลือด อยากจะย้อนเวลากลับไปบีบคอหวังเจาตี้ตั้งแต่แรกเกิด เธอหันไปถลึงตาใสลูกสาวตัวดีอย่างเคียดแค้น ก่อนจะกัดฟันพูดว่า
“ถ้าหวังเจาตี้กล้ามารังแกหลินถังอีก ฉันจะให้พ่อมันตีขาให้หัก ให้ออกไปไหนไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต”
เธอคิดจะทำอย่างนั้นจริงๆ
หวังเจาตี้ทำเธอขายขี้หน้าประชาชี แถมยังทำให้เธอโดนคู่ปรับเก่าอย่างหลี่ซิ่วลี่ตบหน้าฉาดใหญ่
คอยดูเถอะ กลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่ เธอจะถลกหนังนังเด็กเหลือขอนี่ให้ดู
จ้าวซูเจินพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม ฉันจำคำพูดของหล่อนไว้แล้วนะ ถ้ามีครั้งหน้าอีก ฉันจะมาคิดบัญชีกับหล่อน”
น้ำเสียงนั้นฟังดูเบาหวิว แต่หนักแน่นในความรู้สึก อู๋ชุนฮวารู้ดีว่าหญิงชราคนนี้เอาจริงแน่
เมื่อจัดการข่มขู่อู๋ชุนฮวาเสร็จ จ้าวซูเจินก็หันกลับมามองหลินถัง
“หลานมีพี่ชายตั้ง 7 คน ใครมารังแกก็สวนกลับไปเลย ต่อยมันให้ร่วง! ถ้าตีจนเจ็บหนักเดี๋ยวที่บ้านตามไปเคลียร์ให้เอง อย่าทำตัวเป็นพวกยอมคนเหมือนกระสอบทรายให้เขาโขกสับ ฉันเห็นแล้วมันขัดหูขัดตา”
ถ้าไม่ใช่เพราะสังเกตเห็นว่าหลานสาวคนนี้ดูเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เธอคงคร้านที่จะเปลืองน้ำลายสั่งสอน
คนเราถ้าใจไม่สู้ ต่อให้คนอื่นพร่ำสอนจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ดวงตาของหลินถังเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที
เธอกำลังหาโอกาสเปลี่ยนบุคลิกตัวเองอยู่พอดี สถานการณ์ตอนนี้มันช่างประจวบเหมาะอะไรอย่างนี้
หญิงสาวเดินเข้าไปกอดแขนจ้าวซูเจินอย่างออดอ้อน
ใบหน้าจิ้มลิ้มแสร้งทำเป็นถมึงทึง มือเล็กๆ กำหมัดแน่น แต่ดูแล้วกลับไม่มีความน่ากลัวเลยสักนิด
“หนูจะเชื่อฟังย่าค่ะ ต่อไปใครกล้ามารังแกหนูอีก หนูจะฟาดมันให้ยับเลย!”
เด็กสาวเจ้าของโครงหน้าสวยหมดจด คิ้วคางงามดั่งภาพวาด
ดวงตากลมโตใสกระจ่างดุจดวงดาว ผิวพรรณขาวผ่อง ริมฝีปากแดงระเรื่อโดยไม่ต้องแต่งแต้ม
ท่าทางที่พยายามทำเป็นดุร้ายของเธอในตอนนี้ ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับมองว่าน่ารักน่าเอ็นดูจนใจเจ็บเสียมากกว่า
บรรดาลุงป้าน้าอาในกองผลิตซวงซานต่างมองหลินถังด้วยสายตาเป็นประกายระยิบระยับ
ลูกสาวบ้านใครทำไมน่ารักน่าชังขนาดนี้ ถ้าเป็นลูกเป็นหลานบ้านตัวเอง พวกเขาก็คงยอมทุ่มเทประคบประหงมเหมือนกัน
หลินลู่กับหลี่ซิ่วลี่นี่ช่างมีวาสนาจริงๆ
หารู้ไม่ว่าแม่หนูน้อยที่พวกเขาเห็นว่าน่ารักน่ากอดนั้น ก่อนที่พวกเขาจะมาถึง เพิ่งจะถีบหวังเจาตี้ตกลงไปในบ่ออุจจาระมาหมาดๆ
และในอนาคต หลินถังยังมีวีรกรรมที่จะทำให้พวกเขาต้องตาค้างอีกเพียบ
จ้าวซูเจินเหลือบมองหลานสาวตัวน้อยที่ไม่เคยกล้าเข้าใกล้ตัวเองมาก่อน นัยน์ตาที่มักจะแฝงแววดุดันฉายแววขบขันจางๆ
นับว่าเริ่มจะรู้จักโตแล้วสินะ!
เรื่องราวบนโลกใบนี้ บางครั้งการอดทนอดกลั้นอย่างเดียวมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
หลังจากที่จ้าวซูเจินพาหลินถังเดินจากไป รองหัวหน้ากองผลิตหลี่เจี้ยนไฉก็ตีหน้าขรึม ตวาดใส่กลุ่มชาวบ้าน
“รีบกลับไปทำงานทำการกันได้แล้ว! หรืออยากจะโดนหักแต้มค่าแรงกันหมด? แต่ละคน ข้าวปลาไม่ค่อยจะมีกินกันอยู่แล้ว ยังจะมัวมาสนใจเรื่องชาวบ้านกันอีก เอาเวลาไปหาของกินใส่ท้องยังจะดีกว่า!”
พอลองหัวหน้าองค์ลง บรรดาไทยมุงก็วงแตก รีบแยกย้ายกลับไปก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองทันที
วันรุ่งขึ้น
หลินถังบอกกล่าวคนในครอบครัว แล้วถือจดหมายแนะนำตัวที่ทางกองผลิตออกให้ มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ
เธอเรียนมัธยมปลายในอำเภอมาตลอด ดังนั้นเธอจึงคุ้นเคยกับเส้นทางในตัวอำเภอยิ่งกว่าในหมู่บ้านเสียอีก คนบ้านหลินจึงไม่ค่อยเป็นห่วงเรื่องที่เธอจะหลงทาง
แต่ถึงอย่างนั้น หลินถังก็ยังเป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ คนในครอบครัวย่อมอดห่วงไม่ได้
หลังจากกำชับแล้วกำชับอีกให้ระวังตัว หลี่ซิ่วลี่ถึงได้ยอมพาสมาชิกคนอื่นๆ ไปรวมตัวที่ลานตากข้าว
เมื่อวานเสียงตามสายของหมู่บ้านได้ประกาศแจ้งเตือนแล้ว
วันนี้ชาวบ้านทุกคนต้องไปรวมตัวประชุมใหญ่ที่ลานตากข้าว เพราะมีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบ
กองผลิตซวงซานตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ เป็นพื้นที่ยากจนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วระแวกสิบหมู่บ้านแปดตำบล
ทว่า...
ด้วยความที่ทำเลที่ตั้งอยู่ติดกับภูเขาใหญ่สองลูกและมีแม่น้ำไหลผ่าน ทำให้ในช่วงวิกฤตความอดอยากที่ผ่านมา ไม่มีใครในหมู่บ้านนี้ต้องหิวตายเลยสักคน
สภาพถนนหนทางในยุคสมัยนี้ยังคงเป็นถนนดินลูกรัง เต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ เดินลำบากเป็นที่สุด
โดยเฉพาะการที่ต้องเดินเท้าติดต่อกันนานกว่า 1 ชั่วโมง ย่อมสร้างภาระให้กับเท้าไม่น้อย
โชคดีที่หลินถังเริ่มชินเสียแล้ว ประกอบกับร่างกายได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ทำให้เธอเดินได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว
ระยะทางที่ปกติต้องใช้เวลาเดินอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงครึ่ง วันนี้เธอใช้เวลาเพียงแค่ 40 นาทีก็มาถึงจุดหมาย
หลินถังสัมผัสได้ถึงพละกำลังที่เปี่ยมล้นอยู่ภายในกาย เธอลองกำหมัดแน่น ความรู้สึกปลอดภัยแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
สภาพตัวอำเภอแลดูหม่นหมองคล้ายถูกฉาบด้วยสีเทา บนกำแพงอาคารบ้านเรือนมีตัวหนังสือสีแดงขนาดใหญ่เขียนข้อความปลุกใจจำพวก ‘ความสามัคคีคือพลัง’ หรือ ‘พวกปฏิกิริยาทั้งหลายล้วนเป็นเสือกระดาษ’ ปรากฏอยู่ทั่วไป
ช่างเป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนกลิ่นอายของยุคสมัยได้อย่างชัดเจน
ถนนหนทางในตัวอำเภอถือว่าราบเรียบกว่าในหมู่บ้านมาก แต่ก็ยังมีก้อนหินกระจัดกระจายอยู่ ตลอดทั้งเส้นถนนแทบจะหาจุดที่มีสีสันสดใสไม่ได้เลย
ผู้คนจำนวนมากมีใบหน้าซีดเซียวเหลืองอ๋อยจากการขาดสารอาหาร เดินเอามือกุมท้องด้วยท่วงท่าเชื่องช้า ราวกับคนหมดเรี่ยวแรงที่พร้อมจะเป็นลมล้มพับได้ทุกเมื่อ
เสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยที่หิวโหยดังแว่วมา ผู้เป็นแม่ได้แต่น้ำตาซึมพลางปลอบประโลมลูกน้อยในอ้อมอก สีหน้าของหล่อนหมองคล้ำ แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและสิ้นหวัง
หลินถังมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ
เบื้องหน้าภัยพิบัติครั้งใหญ่ ชีวิตของคนธรรมดาก็เปรียบเสมือนฝุ่นผงที่ปลิวว่อนไปตามสายลม ไร้ค่าไร้ราคา
แต่ลำพังตัวเธอเองในตอนนี้ แม้แต่ปากท้องของตัวเองก็ยังเอาไม่รอด จะไปมีปัญญาช่วยเหลือใครได้
หลินถังถอนสายตากลับมา แล้วมุ่งหน้าเดินตรงไปยังสหกรณ์ร้านค้า
เธอจำได้ว่าตัวเองมีเพื่อนทำงานอยู่ที่นั่น พอดีเลย จะได้ลองไปเลียบๆ เคียงๆ ถามดูว่าพอจะมีข่าวรับสมัครงานบ้างไหม
[จบบท]