บทที่ 27: ฮีโร่สาวกับมื้ออาหารกระชับมิตรที่บ้านตระกูลฉิน
หลิวกั๋วอันยกมือขึ้นปรามฝูงชนด้วยท่วงท่าที่ดูภูมิฐาน ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ความถูกต้อง “พี่น้องประชาชนวางใจได้ครับ ทางตำรวจเราจะสอบสวนเรื่องนี้ให้ละเอียดที่สุด ขอให้สหายทุกท่านเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของพวกเรา”
ต้องยอมรับว่าในยุคสมัยนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องแบบข้าราชการนั้นยังคงขลังและน่าเชื่อถือเป็นอันดับหนึ่ง
พอเขาเอ่ยปากรับรองหนักแน่นเช่นนี้ ไทยมุงทั้งหลายก็พากันพยักหน้าหงึกหงัก วางใจกันเป็นแถว
“แน่นอนสิครับ พวกเราเชื่อใจคุณตำรวจอยู่แล้ว!”
“ถ้าตำรวจเชื่อไม่ได้ แล้วชีวิตนี้จะไปหวังพึ่งใครได้อีกล่ะ จริงไหม”
ใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมเหมือนคนแบกโลกของหลิวกั๋วอันคลี่รอยยิ้มออกมาบางๆ เขาหันไปสั่งการให้ลูกน้องคุมตัวไอ้โจรค้ามนุษย์เตรียมลากเข้าซังเต
จังหวะนั้นเอง หลินถังก็กระแอมไอ อะแฮ่ม ขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ “คุณอาตำรวจคะ คนร้ายแก๊งนี้ยังมีเพื่อนร่วมขบวนการอีกสองหน่อที่หนูเผลอมือหนักฟาดจนสลบไปแล้วค่ะ นอนกองกันอยู่ที่ตรอกข้างหน้านู้น รบกวนคุณอาช่วยไปหิ้วพวกเขากลับไปนอนคุกพร้อมๆ กันเลยดีไหมคะ จะได้ไม่เหงา”
สิ้นประโยคนั้น เธอก็ต้องปะทะเข้ากับสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของหลิวกั๋วอัน
หลินถังใช้นิ้วถูปลายจมูกแก้เก้อ ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมด้วยท่าทีใสซื่อ “ก็...หนูบังเอิญไปได้ยินสองคนนั้นซุบซิบกันน่ะค่ะ ก็เลยจัดการเก็บกวาดล่วงหน้าไปก่อนเพื่อความปลอดภัย...”
ฉินซู่ชิงที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ ได้ยินเข้าถึงกับขนลุกซู่ด้วยความหวาดเสียว
ยังมีพวกมันอีกเหรอเนี่ย?
ถ้าไม่ได้หลินถังยื่นมือเข้ามาช่วย ป่านนี้ชีวิตเธอคงจะ... จบสิ้นกันพอดี
พคิดได้แบบนั้น สายตาที่เธอมองไปยังหลินถังก็ยิ่งทวีความซาบซึ้งและเทิดทูนบูชาขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ส่วนทางด้านหลิวกั๋วอันนั้น ในใจของนายตำรวจใหญ่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกสับสนปนทึ่ง
เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ สมัยนี้เขาอัปเกรดเลเวลความโหดกันขนาดนี้แล้วเชียวหรือ?
เขาปรายตามองหลินถังแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้ตำรวจหนุ่มสองนายข้างกาย “พวกนายไปดูหน่อยซิ”
ตำรวจทั้งสองรับคำสั่งแล้วพุ่งตัวออกไปอย่างไว ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจพวกเขาก็ลากร่างอันไร้สติของชายหญิงคู่หนึ่งกลับมาราวกับลากกระสอบข้าวสาร
“สารวัตรครับ ได้ตัวมาแล้วครับ”
หลิวกั๋วอันหันมาถามย้ำกับหลินถัง “ใช่สองคนนี้หรือเปล่า”
“แม่นแล้วค่ะ สองคนนี้แหละ”
“โอเค งั้นผมจะคุมตัวสามคนนี้กลับโรงพัก ส่วนหนูกับหนูฉินซู่ชิงก็ตามไปให้ปากคำที่สถานีด้วยนะ” หลิวกั๋วอันสรุปงานอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าหลินถังกับฉินซู่ชิงไม่มีปัญหา ให้ความร่วมมือเต็มที่อยู่แล้ว
หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการสอบสวนลงบันทึกประจำวัน สองสาวก็เดินออกมาสู่อิสรภาพนอกสถานีตำรวจ
หลินถังนึกขึ้นได้ว่าภารกิจหลักของวันนี้คือการไปเยือนสหกรณ์ร้านค้า
“สหายฉิน ในเมื่อเรื่องจบแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะ”
ป่านนี้ก็เที่ยงวันแล้ว ไม่รู้ว่ายัยเสี่ยวอวิ๋นเพื่อนซี้จะยังเฝ้าเคาน์เตอร์สหกรณ์อยู่หรือเปล่า
ฟางเสี่ยวอวิ๋นคนนี้คือเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมต้น และเป็นเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวของหลินถัง
ตอนที่หลินถังเรียนต่อมัธยมปลาย ทางบ้านของฟางเสี่ยวอวิ๋นก็จัดการยัดเยียดงานพนักงานขายสหกรณ์ให้ลูกสาวทำ จนได้งานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง
ตั้งแต่ตอนนั้นเธอก็ยังไม่ได้แวะไปหาเพื่อนเลย ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง
แต่พอฉินซู่ชิงได้ยินว่าหลินถังจะชิ่งหนี เธอก็รีบพุ่งเข้ามาเกาะแขนหลินถังแน่นเป็นปลิงทันที
“ไม่ได้นะ! เธอช่วยชีวิตฉันไว้เชียวนะ อย่างน้อยที่สุดให้ฉันเลี้ยงข้าวตอบแทนสักมื้อเถอะ ไม่อย่างนั้นฉันคงนอนไม่หลับไปสามวันเจ็ดวันแน่ บ้านฉันอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ไปกินข้าวที่บ้านฉันเถอะนะ นี่ก็เที่ยงพอดี ไปเถอะนะ... นะๆๆ”
น้ำเสียงของเธอช่างเว้าวอนและจริงใจเสียจนคนฟังรู้สึกผิดถ้าจะปฏิเสธ
หลินถังมองสบตากับฉินซู่ชิงที่ดูวิตกกังวลเหมือนลูกนกตกน้ำ พอคิดดูแล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะยังขวัญเสียกับเหตุการณ์เมื่อครู่ เธอจึงยอมใจอ่อน
“ก็ได้ค่ะ ฉันไปกับเธอก็ได้”
ทันใดนั้น ใบหน้าของฉินซู่ชิงก็สว่างวาบขึ้นมาราวกับเปิดไฟนีออน เธอยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ รีบคล้องแขนหลินถังแล้วลากพาเดินกลับบ้านอย่างร่าเริง
ทั้งที่ตอนเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน แม้จะอยู่ห้องติดกันแต่ก็แทบไม่เคยเสวนากันเลย
อย่างมากก็แค่พยักหน้าทักทายตามมารยาท
แต่พอได้มาลองคุยกันจริงๆ ถึงได้รู้ว่าเคมีของพวกเธอเข้ากันได้ดีอย่างเหลือเชื่อ
บ้านของฉินซู่ชิงตั้งอยู่แถวโรงงานทอผ้า เป็นบ้านชั้นเดียวในลานกว้างที่มีเพื่อนบ้านอาศัยอยู่ร่วมกันหลายครัวเรือน
บ้านตระกูลฉินตั้งอยู่ลึกเข้าไปด้านในสุด
จังหวะนั้นเอง เฝิงฮุ่ยกำลังออกมาเตรียมมื้อเที่ยงพอดี
พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นลูกสาวสุดที่รักจูงมือพาเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มแต่แต่งตัวเรียบง่ายเดินเข้ามา เธอก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มต้อนรับ
“อ้าว ชิงชิง กลับมาแล้วเหรอลูก”
“...แล้วหนูคนนี้ลูกเต้าเหล่าใครกันล่ะ แม่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลย”
เมื่อกี้เธอกำลังใจคอไม่ดี เป็นห่วงลูกสาวอยู่พอดีเชียว
ได้ยินชาวบ้านเขาลือกันให้แซ่ดว่ามีแก๊งค้ามนุษย์ออกอาละวาดกลางเมือง
พวกมันเหิมเกริมขนาดกล้าฉุดคนกลางวันแสกๆ ข่าวลือนั่นทำเอาคนเป็นแม่หัวใจจะวาย
พอเห็นลูกสาวกลับมาครบสามสิบสองประการ เฝิงฮุ่ยก็เป่าปากถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฉินซู่ชิงพอเห็นหน้าแม่เท่านั้นแหละ ความรู้สึกน้อยใจและความกลัวที่อัดอั้นไว้ทำท่าจะระเบิดออกมาน้ำตานองหน้า
แต่พอนึกขึ้นได้ว่ามีหลินถังยืนหัวโด่อยู่ข้างๆ เธอเลยต้องฮึบเอาไว้สุดชีวิต
ได้แต่กลั้นจนขอบตาแดงก่ำ จมูกแดงไปหมด
คนเป็นแม่เลี้ยงมากับมือ มีหรือเฝิงฮุ่ยจะดูไม่ออกว่าลูกสาวมีอาการแปลกๆ
เธอวางข้าวของในมือลงทันที แล้วเดินดิ่งเข้าไปกุมมือลูกสาวเอาไว้ บีบเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน
เธอเดาว่าลูกสาวคงไปเจอเรื่องขัดใจข้างนอกมาตามประสาเด็กเอาแต่ใจ
“ชิงชิงของน้าถูกพ่อกับน้าสปอยล์จนเสียคน ต้องขอโทษหนูด้วยนะจ๊ะที่ทำให้ต้องมาเห็นอะไรแบบนี้” เฝิงฮุ่ยหันมาพูดกับหลินถังด้วยรอยยิ้มละมุน
พอมองใกล้ๆ แม่หนูคนนี้ยิ่งดูสวยสะดุดตา
ผิวพรรณผุดผ่อง หน้าตาสดใสแบบนี้ หายากจริงๆ ในยุคนี้
หลินถังยิ้มตาหยี ดวงตากลมโตใสแจ๋วดูจริงใจ เธอทักทายกลับด้วยน้ำเสียงหวานเจี๊ยบ
“สวัสดีค่ะคุณน้า หนูเป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกับสหายฉินค่ะ ชื่อหลินถัง วันนี้ต้องมารบกวนฝากท้องด้วยนะคะ”
ท่าทางของเธอช่างดูผ่าเผยเป็นธรรมชาติ เวลาพูดก็มองตาคนฟัง ไม่มีการหลบตาหรือยุกยิก
บุคลิกความมั่นใจแบบนี้ ช่างดูแตกต่างจากคนทั่วไปในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง
ฉินซู่ชิงพอได้แม่ปลอบใจ อาการก็ดีขึ้นมาหน่อย พอได้ยินหลินถังแนะนำตัว เธอก็รีบแทรกขึ้นมาทันที
“แม่คะ วันนี้ถ้าไม่ได้หลินถังช่วยไว้ แม่คงไม่ได้เห็นหน้าหนูอีกแล้วค่ะ”
เฝิงฮุ่ยสะดุ้งเฮือก “ว้าย! เกิดเรื่องอะไรขึ้นลูก”
ฉินซู่ชิงก็เลยสาธยายเหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทให้ฟัง ทำเอาเฝิงฮุ่ยหน้าซีดเผือด
เธอยกมือกุมอก อีกมือก็จับลูกสาวแน่น หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองเพล
ที่แท้... ข่าวลือที่ว่ามีเด็กสาวเกือบโดนอุ้มกลางตลาด ก็คือชิงชิงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเธอนี่เอง!
พอตั้งสติได้ เฝิงฮุ่ยก็หันขวับมามองหลินถัง สายตาเปลี่ยนจากความเอ็นดูเป็นความเทิดทูนบูชาทันที ใบหน้าฉายชัดถึงความซาบซึ้งใจ
“ขอบใจจ้ะ ขอบใจหนูจริงๆ นะนักเรียนหลิน! ถ้าไม่ได้หนู...” เสียงของหญิงวัยกลางคนสั่นเครือจนพูดไม่จบประโยค
แค่คิดภาพลูกสาวตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ไร้ทางสู้ หัวใจคนเป็นแม่ก็เจ็บแปลบเหมือนโดนมีดกรีด
หลินถังไม่ได้คิดจะเคลมผลงานเลยสักนิด เธอตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ “เรื่องนี้ในเมื่อหนูเห็นกับตา จะให้ทำเมินก็คงไม่ได้หรอกค่ะ
คุณน้าไม่ต้องเกรงใจไปนะคะ ต่อให้เป็นคนอื่นที่ไม่รู้จัก ถ้าหนูเห็นว่ามันไม่ชอบมาพากล หนูก็ต้องเข้าไปขวางอยู่ดี”
ถึงเธอจะถ่อมตัวไม่ยอมรับความดีความชอบ แต่เฝิงฮุ่ยได้ปักใจเชื่อไปแล้วว่าแม่หนูคนนี้คืออัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยลูกสาวเธอ
ไม่ใช่ว่าตรงนั้นไม่มีคนอื่น
แต่เพราะคนมุงเยอะนั่นแหละ เรื่องมันถึงได้น่ากลัว
ลองคิดดูสิ เหยื่อก็ปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ไอ้โจรก็ยังหน้าด้านไล่ต้อนไม่เลิก
แถมพวกไทยมุงยังหูเบาเชื่อคนร้าย รุมด่าเหยื่อซ้ำเติมอีก
เจอสถานการณ์กดดันแบบนั้น ชิงชิงคงขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว
เฝิงฮุ่ยส่ายหน้าด้วยความตื้นตัน เธอเดินเข้าไปจูงมือหลินถังอย่างสนิทสนมราวกับลูกหลาน แล้วพาเดินเข้าบ้าน
“ไม่ว่าหนูจะพูดยังไง น้าก็จะถือว่าหนูเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวเรา
วันหน้าวันหลังถ้าเข้ามาในอำเภอ ก็แวะมานั่งเล่นที่บ้านน้าได้ตลอดเลยนะ น้ายินดีต้อนรับเสมอจ้ะ”
ยิ่งมองเด็กสาวตรงหน้า เฝิงฮุ่ยก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก
เป็นเด็กสาวที่ดูภายนอกบอบบางน่าทะนุถนอม แต่ภายในกลับกล้าหาญและฉลาดหลักแหลม ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง
หลินถังสบตากับดวงตาที่อ่อนโยนของเฝิงฮุ่ย ก็รู้ว่าอีกฝ่ายพูดจากใจจริงไม่ได้เสแสร้ง
เธอยิ้มตอบพร้อมกับหยอกเย้ากลับไปว่า “ได้เลยค่ะ งั้นวันหลังหนูจะหน้าด้านแวะมากวนบ่อยๆ จนคุณน้าเบื่อเลยนะคะ”
เธอก็รู้สึกประทับใจความอบอุ่นของครอบครัวนี้ไม่น้อยเหมือนกัน
เฝิงฮุ่ยยังไม่ทันได้ตอบ ฉินซู่ชิงก็เข้ามารวบแขนหลินถังไปกอดแล้วทำเสียงอ้อน “ดีเลย! เธอต้องมานะ ฉันจะปูพรมแดงรอรับเธอเลย”
“ว่างเมื่อไหร่ก็แวะมานะจ๊ะ น้าเปิดประตูรอเสมอ
เอาล่ะ ปล่อยให้สาวๆ คุยกันไปก่อนนะ น้าขอตัวไปแสดงฝีมือทำกับข้าวก่อน
เดี๋ยวนักเรียนหลินเตรียมล้างท้องรอชิมฝีมือน้าได้เลย” เฝิงฮุ่ยพูดอย่างอารมณ์ดี
หลินถังพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะตอบอย่างเป็นกันเอง “รับทราบค่ะคุณน้า งั้นต้องรบกวนด้วยนะคะ อ้อ... คุณน้าเรียกหนูว่าถังถังเฉยๆ ก็ได้ค่ะ”
เธอเรียนจบมาตั้งนานแล้ว พอโดนเรียกว่า 'นักเรียน' มันรู้สึกจั๊กจี้หูพิลึก
เฝิงฮุ่ยยิ้มกว้าง “ถังถังเหรอ? ชื่อน่ารักจัง ได้สิ ต่อไปน้าจะเรียกหนูว่าถังถังนะ
น้าแซ่เฝิง ต่อไปหนูก็เรียกน้าว่าน้าเฝิงเถอะจ้ะ เป็นกันเองดี”
หลินถังพยักหน้ารับ
ยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรต่อ
ฉินซู่ชิงก็กระตุกแขนเสื้อเธอยิกๆ แล้วทำเสียงเล็กเสียงน้อยอ้อนว่า “ฉันก็จะเรียกเธอว่าถังถังเหมือนกัน ส่วนเธอก็ต้องเรียกฉันว่าชิงชิงนะ โอเคไหม?”
เฝิงฮุ่ยเห็นเด็กสาวสองคนเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยก็ยิ้มแก้มปริ ก่อนจะขอตัวเดินเข้าครัวไปอย่างมีความสุข
“โอเคจ้ะ ฉันจะเรียกเธอว่าชิงชิง” หลินถังยิ้มอย่างอ่อนใจ
แม่คุณเอ๊ย... บทจะอ้อนก็น่ารักซะไม่มี
[จบบท]