บทที่ 32: ของขวัญแทนใจและภารกิจหมูสร้างชาติ
ฟางเสี่ยวอวิ๋นจ้องมองกระปุกครีมในมือด้วยสายตาเป็นประกาย เธอรู้สึกว่าต่อให้เป็นครีมเกล็ดหิมะราคาแพงที่ขายในห้างสรรพสินค้า ก็ยังให้ผลลัพธ์สู้สิ่งที่อยู่ในมือนี้ไม่ได้ เธอจึงบรรจงเก็บของล้ำค่าชิ้นนี้ใส่กระเป๋าเสื้อด้วยความทะนุถนอมราวกับเป็นไข่มุกเม็ดงาม
“ขอบคุณนะถังถัง ของขวัญที่เธอมอบให้ ฉันชอบมากจริงๆ ชอบที่สุดเลย”
สำหรับเธอแล้ว หลินถังมีความสำคัญมากกว่าคนในครอบครัวของเธอเสียอีก
นั่นเป็นเพราะคนในบ้านมักจะจ้องแต่จะเอาผลประโยชน์จากเธอ ไม่เคยมีใครนึกสงสารหรือถามไถ่ความเหนื่อยยากของเธอเลยสักคน
ผิดกับหลินถังที่มักจะนึกถึงเธอเสมอ ไม่ว่าจะมีของดีอะไรก็ไม่เคยลืมที่จะแบ่งปันให้เธอ
สิ่งนี้คือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้เธอยินดีมอบความจริงใจและใจกว้างกับเพื่อนคนนี้
ในความสัมพันธ์ของคนสองคน หากมีฝ่ายหนึ่งเอาแต่เป็นผู้รับฝ่ายเดียว สักวันหนึ่งความห่างเหินย่อมเข้ามาแทรกกลาง
ความรู้สึกระหว่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน ล้วนต้องอาศัยการดูแลใส่ใจซึ่งกันและกันจึงจะยั่งยืน
“เธอชอบก็ดีแล้ว ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ กระติกน้ำร้อนนี่หาซื้อยากจะตาย แถมยังใช้งานได้จริงมากด้วย” หลินถังตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
เธอรู้อยู่เต็มอกว่าครีมบำรุงผิวหน้าขาวสูตรพิเศษที่เธอปรุงเองกับมือนั้นมีสรรพคุณยอดเยี่ยมเพียงใด แต่คนอื่นไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางด้วย
ถึงแม้เธอจะคัดสรรสมุนไพรชั้นดีมาผสมลงไป จนคุณภาพของมันเหนือกว่าครีมเกล็ดหิมะตามท้องตลาดหลายเท่าตัว
แต่ในสายตาคนทั่วไป มันก็คงเป็นแค่ครีมกวนเองที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร
นี่คือสัจธรรมของมนุษย์ที่ตัดสินกันที่ภายนอก เธอจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
ส่วนกระติกน้ำร้อนใบนี้นับเป็นของหายาก ถ้าไม่ใช่เพราะความรักใคร่กลมเกลียวกันจริงๆ ใครเขาจะยอมตัดใจแบ่งปันของดีแบบนี้ออกมาให้
ฟางเสี่ยวอวิ๋นโบกมือปฏิเสธคำขอบคุณ
“พวกเราสองคนไม่ต้องมัวแต่เกรงใจกันไปมาหรอก เพื่อนกันเรื่องแค่นี้เล็กน้อยมาก เวลาไม่เช้าแล้ว เธอรีบกลับเถอะ ขากลับเดินระวังตัวด้วยนะ”
“โอเค งั้นฉันกลับก่อนนะ ไว้ว่างๆ เราค่อยนัดเจอกันใหม่”
หลินถังโบกมือลาเพื่อนสนิท แล้วเดินออกจากสหกรณ์ไปด้วยท่าทีทะมัดทะแมง
ฟางเสี่ยวอวิ๋นยืนมองส่งแผ่นหลังของเพื่อนรักจนลับสายตา
มือของเธอกำกล่องไม้ใบเล็กในกระเป๋าแน่นขึ้น แววตาฉายแววปลาบปลื้มยินดี
ถังถังไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด เธอยังคงเป็นเพื่อนที่น่ารักคนเดิม
ในจังหวะนั้นเอง หวงต้าสี่หัวหน้างานของฟางเสี่ยวอวิ๋นที่แอบสังเกตการณ์อยู่ ก็เดินเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มประจบประแจงพลางเอ่ยถามว่า
“เสี่ยวอวิ๋นจ๊ะ แม่หนูคนเมื่อกี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครเหรอจ๊ะ หน้าตาสะสวยใช้ได้เลย มีแฟนหรือยัง”
หวงต้าสี่กำลังร้อนใจเรื่องหลานชายหัวแก้วหัวแหวนที่กำลังมองหาคู่ครอง
เขาดูตัวหญิงสาวมาหลายคนแล้ว แต่ก็ยังไม่ถูกใจสักราย
ถ้าไม่ติว่าฝ่ายหญิงผิวคล้ำดำแดด ก็ติว่าตาตี่ไม่สวย
สรุปสั้นๆ คือหลานชายของเธอเลือกหน้าตาเป็นหลัก
เมื่อกี้เธอเห็นแม่หนูคนนั้นผิวขาวผ่องดวงตากลมโตดูมีสง่าราศี จึงเกิดความคิดอยากจะทาบทามให้มาเป็นหลานสะใภ้
ฟางเสี่ยวอวิ๋นปรายตามองหวงต้าสี่แวบหนึ่ง เธอดูออกทันทีว่าป้าแก่คนนี้กำลังเล็งถังถังของเธออยู่
พอนึกถึงสภาพหลานชายของอีกฝ่ายที่หน้าตาเหมือนคางคกขึ้นอืด หน้าตาธรรมดายิ่งกว่าคนเดินดินทั่วไปแต่ดันมีความมั่นใจในตัวเองสูงเสียดฟ้า เธอก็รู้สึกคลื่นไส้จนพูดไม่ออก
เหอะ คางคกเน่าตัวนั้นอย่าหวังว่าจะได้แตะต้องถังถังของเธอเลย
แต่ทว่า
อีกฝ่ายมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้างานที่คอยคุมประพฤติเธออยู่ ฟางเสี่ยวอวิ๋นจะหักหน้าตรงๆ ก็คงไม่ดีนัก
เธอจึงปั้นหน้ายิ้มแย้มแบบแกนๆ ส่งไปให้
“เพื่อนของฉันเป็นคนหมู่บ้านซวนซานค่ะ เพิ่งจะอายุ 16 ปี ยังเด็กอยู่เลย คงยังไม่คิดเรื่องหาแฟนตอนนี้หรอกค่ะ”
หวงต้าสี่พอได้ยินว่าเป็นสาวชาวบ้านชนบท รอยยิ้มบนหน้าก็หุบลงทันควัน มุมปากเบะออกด้วยความไม่พอใจ
ก็แค่สาวชาวนา งานการก็ไม่มีทำเป็นหลักแหล่ง
หน้าตาดีไปก็กินไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไร
“อ้อ งั้นก็ช่างเถอะ พื้นเพไม่เหมาะสมกัน” เธอพูดพลางสะบัดหน้าหนีด้วยความดูแคลน
ฟางเสี่ยวอวิ๋นเห็นท่าทางเหยียดหยามของหัวหน้างาน ไฟโทสะก็ลุกโชนขึ้นกลางอกจนแทบระเบิด
“ก็คงไม่เหมาะสมจริงๆ นั่นแหละค่ะ เพื่อนของฉันเป็นถึงนักเรียนมัธยมปลายเชียวนะคะ การศึกษาสูงอนาคตไกล”
หวงต้าสี่ที่มีหลานชายจบแค่ชั้นประถมศึกษาถึงกับหน้าชาจนพูดไม่ออก
ฮึ เป็นนักเรียนมัธยมปลายแล้ววิเศษตรงไหนกัน
สุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องกลับไปขุดดินทำนาอยู่ดีนั่นแหละ!
บรรยากาศที่หมู่บ้านซวนซาน ณ ลานตากธัญพืชกลางหมู่บ้าน
หลินฟูผู้เป็นหัวหน้ากองผลิตยืนถือโทรโข่งประกาศนโยบายภารกิจการผลิตประจำปี ท่ามกลางชาวบ้านที่ยืนฟังกันเต็มลาน
ทันทีที่ชาวบ้านได้ยินประกาศิตว่าทุกครัวเรือนต้องเลี้ยงหมู สีหน้าของทุกคนก็ซีดเผือดราวกับเห็นผี
ภาพความหายนะของหมู่บ้านข้างเคียงเมื่อปีก่อนยังติดตา พวกนั้นเลี้ยงหมูเกือบหนึ่งพันตัว แต่สุดท้ายทั้งตายทั้งป่วย วุ่นวายกันอยู่ครึ่งค่อนปี เหลือรอดมาได้ไม่ถึงสามร้อยตัว
กลายเป็นเรื่องโจษจันให้คนทั้งตำบลหัวเราะเยาะจนแทบมุดแผ่นดินหนี
สำหรับชาวบ้านตาดำๆ การเลี้ยงหมูเปรียบเสมือนหายนะที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ
ดังนั้นพอรู้ว่าภารกิจนี้ตกมาถึงหมู่บ้านของตน ความตื่นตระหนกจึงเริ่มก่อตัวขึ้น
“หัวหน้าหลิน การเลี้ยงหมูมันก็ดีอยู่หรอก แต่จะเลี้ยงให้รอดมันยากนะ ถ้าถึงปลายปีพวกเราล้มเหลวเหมือนหมู่บ้านข้างๆ ความเสียหายมันมหาศาลเลยนะ หน้าตาหมู่บ้านเราคงดูไม่จืดแน่”
“ใช่ๆ พวกเราไม่ได้กลัวลำบากหรือกลัวเหนื่อยหรอก แต่กลัวว่าทำแทบตายสุดท้ายจะคว้าน้ำเหลว แถมยังทำชื่อเสียงหมู่บ้านป่นปี้อีก”
“แล้วถ้าต้องเลี้ยงหมูจริงๆ จะไปเลี้ยงที่ไหน ใครจะเป็นคนดูแลรับผิดชอบล่ะ”
“ลำพังอาหารคนยังไม่พอยาไส้ จะเอาอะไรไปขุนหมู ถ้าให้กินแต่หญ้า หมูมันก็ไม่โต พอถึงเวลาส่งมอบแล้วน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ พวกเรามิต้องอดอยากปากแห้งกันหมดหรือ”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง ชาวบ้านต่างหวาดกลัวว่าปีหน้าหมู่บ้านอาจจะถูกทางคอมมูนเรียกไปตำหนิประจาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายขายขี้หน้าที่สุด
ความรู้ก็ไม่มี ประสบการณ์ก็เป็นศูนย์ จะให้เลี้ยงหมูรอดได้ยังไง
หลินฟูยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง พยายามควบคุมสถานการณ์ในลานตากธัญพืชให้สงบ
“ทุกคนใจเย็นๆ ฟังผมก่อน!”
“คำสั่งนี้เบื้องบนมอบหมายมาแล้ว พวกเราไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ แทนที่จะมาตีโพยตีพาย สู้มาช่วยกันคิดหาวิธีทำให้มันสำเร็จดีกว่า”
“นโยบายกำหนดมาแล้วว่าทุกบ้านต้องเลี้ยงหมูอย่างน้อยหนึ่งตัว”
“ลองมองในแง่ดีดูสิ ถ้าเราเลี้ยงได้สำเร็จ พอส่งหมูเข้ากองกลางแล้ว ทุกบ้านก็จะมีเงินปันผล แถมยังมีเนื้อหมูแบ่งมาทำอาหารกินกัน แบบนี้มันไม่ดีตรงไหน”
หลี่เจี้ยนไฉรองหัวหน้ากองผลิตเห็นว่าชาวบ้านเริ่มรับฟัง จึงช่วยพูดเสริมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ
“หัวหน้าพูดถูกแล้ว หมู่บ้านเราควรจะมองหาช่องทางใหม่ๆ บ้าง จะมัวแต่พึ่งฟ้าฝนรอเก็บเกี่ยวพืชผลอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องรู้จักหาทางสร้างรายได้เสริม ฉันได้ยินมาว่าหมู่บ้านอื่นเขาเริ่มแปรรูปสินค้าเกษตรกันแล้ว ตอนนี้สร้างบ้านใหม่กันทุกหลัง ใส่เสื้อผ้าดีๆ บางคนถึงขั้นมีจักรยานขี่กันแล้วนะ”
หลินฟูรับช่วงต่อทันที
“พวกเราไม่ต้องหวังสูงถึงขั้นมีจักรยานหรอก เอาแค่ให้ทุกคนในหมู่บ้านกินอิ่มนอนอุ่นก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว งานที่เบื้องบนสั่งมา ในเมื่อเราเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องชนกับมันสักตั้ง หมู่บ้านเราทำเลดีอยู่ติดตีนเขา หญ้าเขียวขจีขึ้นตลอดปี เรื่องอาหารหมูคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่”
“ทางเบื้องบนกระซิบมาแล้วว่าจะให้หมู่บ้านเราเป็นหมู่บ้านนำร่อง ถ้าเราทำผลงานได้ดี เผลอๆ ปีหน้าหมู่บ้านเราอาจจะได้รับรางวัลหมู่บ้านดีเด่นก็ได้ ทุกคนคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีไหม”
กาวผิงภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของหลินฟูเห็นสามีต้องการแรงสนับสนุน จึงตะโกนนำร่องเสียงดังฟังชัด
“เป็นเรื่องดีสิคะ!”
สามหนุ่มพี่น้องตระกูลหลิน หลินชิงซาน หลินชิงสุ่ย และหลินชิงมู่ ก็ไม่รอช้า รีบตะโกนสนับสนุนลุงของตนเองทันที
“เรื่องดีครับ!”
ชาวบ้านพอจินตนาการถึงเกียรติยศของการเป็น ‘หมู่บ้านดีเด่น’ ที่จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ ความกังวลก็เริ่มคลายลง แต่ละคนเริ่มยิ้มออกจนเห็นฟันกราม
“เรื่องดี!”
“หมู่บ้านดีเด่น!”
หลินฟูเห็นทุกคนเริ่มคล้อยตามจึงชูแขนขึ้นฟ้าแล้วประกาศก้อง
“เยี่ยมมาก พรุ่งนี้ให้ส่งตัวแทนบ้านละหนึ่งคนมารับลูกหมูที่กองกลางนะ ส่วนวันนี้ทุกคนแยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่ได้แล้ว!”
ชาวบ้านขานรับกันอย่างฮึกเหิม ก่อนจะแบกจอบเสียมเครื่องมือทำกินแยกย้ายกันลงทุ่งนา
ระหว่างทางกลับบ้าน
หลี่ซิ่วลี่หันไปมองลูกชายทั้งสามคนด้วยแววตาครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถาม
“เรื่องเลี้ยงหมูนี่ พวกแกสามคนมีความเห็นยังไง มีแผนอะไรในใจบ้างไหม”
การเลี้ยงหมูไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลัง แต่การจะเลี้ยงให้รอดจนถึงฝั่งฝันนั้นยากยิ่งกว่า
บทเรียนราคาแพงของหมู่บ้านข้างเคียงยังคงเป็นเครื่องเตือนใจที่น่ากลัว
แม้ชาวบ้านจะรับปากไปตามน้ำ แต่ลึกๆ ในใจคงยังตุ้มๆ ต่อมๆ กันอยู่
หลินชิงซานพี่ชายคนโตตอบด้วยน้ำเสียงสุขุมสมเป็นพี่ใหญ่
“หลังบ้านเรายังมีที่ว่างอีกเยอะ เดี๋ยวผมกับเจ้ารองเจ้าสามจะช่วยกันลงแรงสร้างคอกหมูขึ้นมาก่อน ส่วนเรื่องหาหญ้าหาอาหารให้หมูก็ให้เป็นหน้าที่ของพวกเด็กๆ ในบ้านช่วยกัน”
ในความคิดของเขา การเลี้ยงหมูกับเลี้ยงไก่เลี้ยงกระต่ายมันก็คงไม่ต่างกันมากนัก
แค่ให้อาหารและน้ำตรงเวลาทุกวัน เดี๋ยวมันก็คงอ้วนท้วนสมบูรณ์เอง
ขนาดไก่กับกระต่ายที่บ้านยังโตวันโตคืนเลยนี่นา
หลินชิงมู่น้องเล็กจอมเจ้าเล่ห์รีบแทรกขึ้นมาว่า
“เลี้ยงหมูน่ะไม่ยากหรอกแม่ ที่สำคัญที่สุดคือต้องระวังไม่ให้หมูติดโรคต่างหาก ผมสืบมาแล้วว่าหมู่บ้านข้างๆ ที่เจ๊งกันระนาว สาเหตุหลักคือโรคระบาดในหมู ตายทีนึงตายยกเล้า หมูยังไม่ทันจะโตเต็มวัยก็ตายไปเกินครึ่งแล้ว”
“เจ้าสาม แกไปรู้เรื่องลึกซึ้งพวกนี้มาจากไหน” หลินชิงสุ่ยถามพี่ชายคนเล็กด้วยความสงสัย
หลินชิงมู่ยักคิ้วหลิ่วตาด้วยท่าทางอวดภูมิ
“โธ่พี่รอง หูตาผมกว้างไกลจะตายไป มีเรื่องไหนบ้างในละแวกนี้ที่ผมไม่รู้”
ความจริงก็แค่ไปแอบฟังวงสนทนาเขามานั่นแหละ
[จบบท]