บทที่ 33: หลินถังผู้มากความสามารถกับของฝากที่ทำให้อึ้งกันทั้งบ้าน
ความหนักใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าของหลี่ซิ่วลี่ นางพึมพำในลำคอพลางคิดว่าการเลี้ยงหมูในยุคนี้คงไม่ใช่เรื่องหมูๆ อย่างที่คิดเสียแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นพวกแกมีความเห็นว่ายังไง บ้านเราควรจะรับลูกหมูมาเลี้ยงสักกี่ตัวดี”
“อะไรนะครับแม่ ยังจะถามว่ากี่ตัวอีกเหรอ” หลินชิงมู่ทำเสียงสูงปรี๊ดด้วยความตกใจ “แม่ครับ บ้านเราลองรับมาเลี้ยงแค่ตัวเดียวก่อนก็พอแล้ว
แค่ตัวเดียวเนี่ยยังไม่รู้เลยว่าจะรอดไหม อย่าหาเรื่องให้ตัวเองลำบากเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเงินทองก็ไม่ได้จับ แถมยังต้องเป็นหนี้เป็นสินกองผลิตอีกต่างหาก”
คนโบราณเขาว่านกน้อยทำรังแต่พอตัว ก้าวขายาวเกินตัวระวังเป้ากางเกงจะฉีกเอาได้
จะทำอะไรมันต้องรู้จักคิดหน้าคิดหลังให้ดีสิ
หลี่ซิ่วลี่ตวัดสายตาพิฆาตมองขวางไปทางลูกชายคนเล็ก น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเย็นเยียบจนคนฟังขนลุก
“ตาแก จัดการเจ้าลูกสามให้ฉันที”
งานการยังไม่ได้เริ่มทำ ก็โดนเจ้าลูกชายตัวดีพูดจาบั่นทอนกำลังใจเสียแล้ว
จะมีลูกชายปากสว่างแบบนี้ไว้ทำไมกัน
หลินลู่ผู้รู้ใจภรรยาเป็นที่สุด รีบถอดรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ออกมา แล้วฟาด ‘เพียะ เพียะ’ ใส่ก้นหลินชิงมู่ไปหลายที ก่อนจะรีบหันมาประจบเอาใจหลี่ซิ่วลี่ทันควัน
“เมียจ๋า ฉันสั่งสอนเจ้าสามให้แล้วนะจ๊ะ
เธออย่าโมโหไปเลย เดี๋ยวจะเสียสุขภาพเปล่าๆ มันไม่คุ้มหรอก
ถ้าเธอยังไม่หายโกรธ ฉันจะลากมันมาตีให้เธอดูอีกรอบเอาไหม”
การกระทำของหลินลู่ประกาศชัดเจนว่า เมียคือหัวใจ ส่วนลูกชายคือกระสอบทรายที่เอาไว้ระบายอารมณ์
หลินชิงมู่ยืนทำหน้าเหวอ “...” นี่เขาพูดอะไรผิดไปรึไง
โลกนี้มันวิปริตไปแล้วหรือ
หรือว่าการพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมากลายเป็นความผิดมหันต์ไปเสียแล้ว
หลี่ซิ่วลี่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ก่อนจะปรายตามองหลินชิงมู่ด้วยความเย็นชา
“ถ้าปากดีนัก ก็พูดให้มันเยอะๆ เข้าไว้สิ”
ถึงพ่อแกจะตีแก แต่คนเป็นแม่อย่างฉันไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดหรือสงสารเลยสักนิด
ทิ้งท้ายด้วยสายตาเชือดเฉือน นางก็เดินสะบัดก้นจากไปอย่างไม่ไยดี
หลินชิงซานพี่ชายคนโต เดินเข้ามาตบไหล่น้องชายเบาๆ ก่อนจะเดินตามแม่ไป “เจ้าสามเอ๊ย เชื่อแม่เถอะ ถ้าปากดีนักก็พูดให้มันเยอะๆ เข้าไว้”
“...แค่ก...” หลินชิงสุ่ยแกล้งกระแอมไอแก้เก้อ “เจ้าสาม นายก็หัดสังเกตทิศทางลมบ้างเถอะ อย่าเอาแต่พูดความจริงซี้ซั้ว”
บางครั้ง ความจริงก็เป็นสิ่งที่พูดไม่ได้
ขืนพูดออกไป ก็มีแต่จะเจ็บตัวฟรี
นี่คือบทเรียนราคาแพงที่เขาได้รับหลังจากแต่งงานมีครอบครัว มันคือประสบการณ์ที่แลกมาด้วยเลือดและน้ำตา
หลินชิงมู่ยืนนิ่งไร้ความรู้สึก “...”
เขาคิดถึงหลินถังเหลือเกิน
พี่น้องพรรค์นี้ เขาไม่ต้องการแล้ว อยากจะตัดหางปล่อยวัดให้หมด
หลินถังเดินมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน อาศัยจังหวะปลอดคนนำข้าวของสารพัดอย่างออกมาจากมิติเก็บของในระบบ
นอกจากหนังสือที่ได้มาจากบ้านตระกูลฉินแล้ว ยังมีกระติกน้ำร้อนลายดอกไม้สีสดใสใบนั้นด้วย
เธอนำเนื้อหมูสามชั้นติดมันสวยงามน้ำหนักสองจิน นมผงมอลต์สกัดหนึ่งกล่อง และไข่ไก่สดใหม่อีกหนึ่งจินออกมาถือไว้
นมผง หนังสือ และไข่ไก่ถูกจับยัดใส่รวมกันไว้ในถุงผ้าใบใหญ่ ทำให้คนภายนอกมองไม่เห็นว่าข้างในมีอะไรบ้าง
เมื่อก้มมองเนื้อหมูชิ้นโตที่มีมันแทรกขาวจั๊วะน่ารับประทาน หลินถังก็คลี่ยิ้มกว้างแล้วออกเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวหมู่บ้าน
เนื้อชิ้นสวยขนาดนี้ แม่เห็นแล้วต้องถูกใจแน่นอน
ชาวบ้านที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่แถวนั้น พอเห็นลูกสาวคนเล็กของบ้านหลินหิ้วเนื้อหมูชิ้นโตเดินมา ต่างก็พากันมองด้วยความอิจฉาตาร้อน
ดวงตาของแต่ละคนแทบจะถลนออกมานอกเบ้าด้วยความริษยา
“ถังถัง แม่ของหนูให้ซื้อเนื้อหมูมางั้นเหรอ ดีจังเลยนะ”
“แม่หนูน้อยคนนี้ดวงเฮงจริงๆ ดูเนื้อชิ้นนั้นสิ มันเยอะน่ากินเชียว”
“ชีวิตความเป็นอยู่ของบ้านหลินนี่มันน่าอิจฉาจริงๆ มีกินมีใช้ถึงขนาดซื้อเนื้อมากินได้เรื่อยๆ ไม่เหมือนพวกเรา ทำงานหลังขดหลังแข็งมาทั้งปีจะได้ลิ้มรสชาติเนื้อสักกี่มื้อกันเชียว คนเรานี่แข่งบุญแข่งวาสนากันไม่ได้จริงๆ”
นี่คือเสียงบ่นกระปอดกระแปดของพวกที่อยากกินเนื้อจนน้ำลายสอ
ส่วนบรรดาแม่บ้านแม่เรือนที่ตาไว พอเหลือบไปเห็นกระติกน้ำร้อนในมือของหลินถัง ดวงตาของพวกหล่อนก็ลุกวาวเป็นประกายขึ้นมาทันที
“หลินถัง ที่หนูถืออยู่ในมือนั่นมันกระติกน้ำร้อนใช่ไหม ป้าเคยเห็นเขาขายกัน ใบหนึ่งราคาตั้งหลายหยวนเชียวนะ”
“ป้าได้ยินเขาเล่าลือกันว่ากระติกน้ำร้อนแบบนี้ ขนาดคนในอำเภอยังหาซื้อไม่ได้เพราะของขาดตลาด แล้วหนูไปหามาจากไหนกันล่ะแม่หนู”
หลินถังเลือกตอบคำถามอย่างฉลาดและระมัดระวัง
“ของขาดตลาดจริงๆ นั่นแหละค่ะ แต่นี่เป็นสินค้ามีตำหนิ พอดีเพื่อนของฉันทำงานอยู่ที่สหกรณ์ เขาก็เลยเก็บไว้ให้ใบหนึ่ง”
“อุ๊ยตายจริง ก่อนหน้านี้ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อนเลยนะ ถังถังนี่ช่างมีความสามารถกว้างขวางเสียจริง ในเมื่อหนูมีลู่ทางดีๆ แบบนี้ ถ้าพวกป้าอยากจะได้สินค้ามีตำหนิมาใช้บ้าง หนูพอจะช่วยเป็นธุระหาทางให้หน่อยได้ไหม” หญิงชาวบ้านเอ่ยปากถามด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม
ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างล้วนขาดแคลน
แต่ทว่า—
หมู่บ้านกับตัวอำเภอนั้นอยู่ห่างไกลกันมาก เดินทางไปกลับทีหนึ่งก็เสียเวลาทำมาหากินไปเกือบครึ่งวันแล้ว
ชาวบ้านส่วนใหญ่เสียดายแต้มค่าแรงงาน ปีหนึ่งๆ จึงเข้าเมืองไม่กี่ครั้ง แทบจะไม่มีโอกาสไปแย่งซื้อสินค้ามีตำหนิราคาถูกทันคนอื่นเขาหรอก
หลินถังไม่ได้ปฏิเสธทันที เพราะยังไงเสียก็คนกันเองในหมู่บ้าน
“เอาไว้ครั้งหน้าฉันเข้าเมืองจะลองถามเพื่อนดูให้นะคะ ถามรายละเอียดแล้วค่อยมาว่ากันอีกที”
หญิงชาวบ้านก็ไม่ได้คาดคั้นจะเอาคำตอบเดี๋ยวนั้น เพียงแค่หวังอยากจะมีช่องทางเผื่อไว้บ้างก็เท่านั้น
พอได้ยินหญิงสาวรับปาก ใบหน้าที่ซูบตอบและกร้านดำจากการทำงานหนักก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
“งั้นก็ต้องรบกวนถังถังแล้วนะจ๊ะ พวกป้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้เพื่อนหนูลำบากใจแน่นอน พวกเราไม่ใช่คนประเภทชอบเอาเปรียบใครอยู่แล้ว”
หลินถังเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ของคนยุคนี้ จึงส่งยิ้มหวานตอบกลับไป “ฉันเชื่อใจพวกคุณป้าคุณน้าในหมู่บ้านค่ะ”
คำพูดที่อ่อนหวานและให้เกียรติของหลินถัง ทำให้หัวใจของเหล่าแม่บ้านรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที
สมแล้วที่หลินถังเป็นคนมีการศึกษาสูง ช่างรู้จักพูดจากให้คนฟังรู้สึกดีจริงๆ
ทางด้านหลี่ซิ่วลี่ที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงาน พอได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากเพื่อนบ้านว่าลูกสาวสุดที่รักกลับมาแล้ว นางก็รีบโยนจอบโยนเสียมให้ลูกสะใภ้อย่างโจวเหมยรับช่วงต่อ แล้วใส่เกียร์หมาวิ่งแจ้นไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้านทันที
เมื่อเห็นว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนกำลังถูกชาวบ้านรุมล้อมอยู่ นางก็รีบใช้ไหล่เบียดเสียดแทรกตัวเข้าไปกลางวง
“ถังถัง ลูกแม่ กลับมาแล้วเหรอ”
พอเบียดมาจนถึงตัวหลินถัง และเห็นข้าวของเต็มไม้เต็มมือลูกสาว นางถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ
“แม่ของถังถัง ลูกสาวบ้านเธอนี่เก่งกาจจริงๆ เข้าไปเดินเล่นในอำเภอแป๊บเดียว ก็หิ้วทั้งเนื้อทั้งกระติกน้ำร้อนกลับมาให้เธอได้แล้ว ทำเอาพวกเราอิจฉาตาร้อนผ่าวไปหมดแล้วเนี่ย” หญิงปากมากคนหนึ่งพูดแซะด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้
ลูกสาวดีๆ กตัญญูแบบนี้ ทำไมถึงไปเกิดบ้านคนอื่นหมดนะ
อิจฉาไปก็มีแต่จะช้ำใจเปล่าๆ
หลี่ซิ่วลี่ได้สติกลับมา รีบคว้ากระติกน้ำร้อนจากมือหลินถังมาถือไว้ ดวงตาเป็นประกายวาววับราวกับเห็นทองคำ
“อุ๊ยตาย คุณพระช่วย ถังถัง นี่มันกระติกน้ำร้อนไม่ใช่เหรอ ลูกไปเอาปัญญาที่ไหนหามาได้”
พอหลุดปากถามออกไปแล้ว ก็ฉุกคิดได้ว่าไม่ควรมาซักไซ้เรื่องนี้ต่อหน้าไทยมุงพวกนี้ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องแก้เก้อ
“ถังถัง เหนื่อยไหมลูก ปะ กลับบ้านกับแม่ดีกว่า” หลี่ซิ่วลี่กวาดของจากมือหลินถังมาถือไว้เองทั้งหมด แล้วเดินเชิดหน้าพาลูกสาวกลับบ้าน
ชาวบ้านต่างพากันแหวกทางให้ มองดูสองแม่ลูกเดินตัวปลิวกลับบ้านไป
ตลอดระยะทางกลับบ้าน หลี่ซิ่วลี่เอาแต่ก้มมองกระติกน้ำร้อนลายดอกไม้สลับกับยิ้มแก้มแทบปริ ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า บัดนี้กลับดูสดใสและเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
ลูกสาวของนางเก่งที่สุดในโลก!
ไปอำเภอแค่เที่ยวเดียว ถึงกับหาของดีๆ หายากพวกนี้มาได้
เมื่อหลี่ซิ่วลี่พาหลินถังเดินเข้าประตูรั้วบ้านมา สมาชิกคนอื่นๆ ในตระกูลหลินต่างก็นั่งพักผ่อนกันอยู่พร้อมหน้าในลานบ้าน
“เนื้อ!!!” โก่วตั้นตาดี มองเห็นก้อนเนื้อในมือย่าเป็นคนแรก จึงตะโกนลั่นด้วยความตื่นเต้น
พูดไม่ทันขาดคำ ร่างเล็กๆ ก็พุ่งตัวเข้าไปเกาะขาผู้เป็นย่าแน่น
มือน้อยๆ ลูบคลำเนื้อหมูที่มีมันเยิ้ม ก้อนเนื้อสีแดงสดสะท้อนแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับของเด็กน้อย
สามพี่น้องหลินชิงซานพอเงยหน้าขึ้นมาเห็น ก็ถึงกับตาค้างไปตามๆ กัน
“เนื้อจริงๆ ด้วย! ถังถัง น้องซื้อมาเหรอเนี่ย”
“ถังถัง น้องไปเอาตั๋วเนื้อมาจากไหนกัน เนื้อชิ้นนี้สวยมาก มันเยอะน่ากินสุดๆ”
หนิงซินโหรวเห็นกระติกน้ำร้อนในมือแม่สามี ก็ร้องทักขึ้นด้วยความทึ่ง “แม่คะ กระติกน้ำร้อนใบนี้ น้องเล็กก็เป็นคนหามาเหรอคะ ของแบบนี้หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกนะ”
นางมองไปที่น้องสามีด้วยสายตาชื่นชมระคนประหลาดใจ
โจวเหมยกลืนน้ำลายลงคอเสียงดัง ‘เอื๊อก’ ดวงตาแดงก่ำจดจ้องไปที่ก้อนเนื้อราวกับสัตว์ป่าหิวโหย
“แม่คะ เย็นนี้พวกเราจะได้กินเนื้อไหม”
สิ้นเสียงคำถามนั้น สายตาของทุกคนในบ้านตระกูลหลินก็พุ่งเป้าไปที่หลี่ซิ่วลี่เป็นจุดเดียว
แม้แต่หลินลู่เองก็ยังแอบลุ้น
ถึงแม้เมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งจะได้กินไก่ไป แต่ในยุคที่อาหารการกินฝืดเคืองแบบนี้ ใครจะไปนึกเบื่อเนื้อสัตว์กันล่ะ
ทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันอยากกินเนื้อให้พุงกางกันทุกมื้อทั้งนั้น
หลี่ซิ่วลี่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากปฏิเสธ หลินถังก็กระตุกแขนเสื้อผู้เป็นแม่เบาๆ อย่างออดอ้อน
“แม่จ๋า เย็นนี้ทำเนื้อกินกันเถอะ วันนี้ฉันไปกิน ‘หมูสามชั้นน้ำแดง’ ที่บ้านเพื่อนมา รสชาติมันอร่อยเหาะไปเลย
ฉันอยากให้แม่กับพ่อ แล้วก็พวกพี่ชาย พี่สะใภ้ กับหลานๆ ได้ลิ้มลองรสชาตินั้นด้วย”
หลินถังรู้นิสัยแม่ดีกว่าใคร ว่านางเป็นคนมัธยัสถ์และขี้เหนียวแค่ไหน
ถ้าเธอไม่รีบพูดดักคอไว้ เนื้อก้อนนี้คงหนีไม่พ้นถูกเอาไปเจียวเป็นน้ำมันหมู แล้วเก็บกากหมูไว้กินทีละนิดได้อีกเป็นเดือนๆ แน่
“หมูสามชั้นน้ำแดงเหรอครับ” โก่วตั้นตาลุกวาว รีบคว้ามือหลินถังมาเขย่าแล้วถามเสียงใส “อาเล็กครับ หมูสามชั้นน้ำแดงมันอร่อยไหมครับ”
พูดไปก็สูดน้ำลายที่กำลังจะไหลย้อยมุมปากเสียงดัง ‘ซู๊ด’
โจวเหมยมองเนื้อติดมันในมือแม่สามีตาละห้อย น้ำลายสอเต็มปาก
“อร่อยแน่นอนสิหลานรัก หมูสามชั้นน้ำแดงน่ะอร่อยสุดยอด กัดเข้าไปคำหนึ่งน้ำมันชุ่มฉ่ำละลายในปาก อร่อยกว่าไก่ตุ๋นมันฝรั่งที่กินไปเมื่อวันก่อนร้อยเท่าพันเท่าเลยนะ!”
โก่วตั้นเป็นเด็กฉลาดหัวไว เขารู้ดีว่าชะตากรรมของหมูชิ้นนี้จะจบลงที่หม้อแกงหรือขวดน้ำมันหมูนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอาเล็กและย่า
เจ้าตัวเล็กจึงขยับขาสั้นป้อมเดินเตาะแตะไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหลี่ซิ่วลี่และหลินถัง แล้วเงยหน้าที่ผอมตอบจนเห็นโหนกแก้มขึ้นมองพวกเธอด้วยสายตาเว้าวอน
[จบบท]