บทที่ 36: น้ำใจตอบแทนและลูกอมตรากระต่ายขาว
“ผมไม่ยอม!” ฉินเกียวมู่ตะโกนก้องในใจด้วยความรู้สึกขัดเคือง เขาอยากจะระเบิดอารมณ์ออกมาแต่ก็ทำได้แค่เก็บกดความโกรธเอาไว้ เพราะไม่กล้าหือกับผู้เป็นพ่อ
เด็กหนุ่มตักข้าวคำโตยัดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความโมโห แก้มทั้งสองข้างป่องออกมาราวกับปลาปักเป้าที่กำลังพองลมด้วยความไม่พอใจ
เฝิงฮุ่ยเห็นท่าทางของลูกชายก็อดขำไม่ได้ เธอส่งค้อนวงงามให้ฉินหมินเซิงไปหนึ่งทีก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เอาเถอะน่าคุณ เกียวเกียวเขาก็แค่เป็นห่วงพี่สาว คุณจะไปพูดตัดบทลูกทำไมคะ”
ฉินเกียวมู่เห็นแม่เปิดทางให้ก็รีบคว้าโอกาสนั้นทันที “ใช่ครับ! ผมก็แค่เป็นห่วงพี่สาวของผม”
“ถ้าตอนนั้นผมตามพี่สาวไปด้วย ใครหน้าไหนมันจะกล้ามาแตะต้องพี่สาวผม? สาบานเลยว่าผมจะสับมือสับตีนพวกมันให้เละ!”
เด็กหนุ่มหันไปหาพ่อด้วยแววตาคาดคั้น “พ่อครับ แล้วพ่อได้จัดการสั่งสอนไอ้เลวนั่นหนักๆ หรือเปล่า?”
ยิ่งพูดน้ำเสียงที่เพิ่งแตกหนุ่มของเขาก็ยิ่งฟังดูดุดันขึ้นเรื่อยๆ ตามประสาเด็กผู้ชายเลือดร้อนที่หวงพี่สาว
ฉินหมินเซิงปรายตามองลูกชาย แววตาคมกริบฉายแววเย็นชาออกมาวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาสงบนิ่งและดูภูมิฐานตามปกติ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า
“ตีจนขาหักไปแล้วยังไม่พอใจอีกหรือไง? วางใจเถอะ คนพวกนั้นไม่มีทางได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกแล้ว”
ช่วงนี้ทางการกำลังกวาดล้างผู้มีอิทธิพลและอาชญากรรมอย่างเข้มงวด บวกกับอำนาจหน้าที่ของเขาที่กดดันลงไป หากพวกมันยังรอดออกมาได้ก็คงต้องเกิดปาฏิหาริย์แล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินเกียวมู่ก็รู้สึกว่าบทลงโทษนี้สาสมแก่ใจ เขาพยักหน้าหงึกหงักอย่างพึงพอใจ วางมาดราวกับนักเลงโต
“อืม ก็ถือว่าใช้ได้”
ฉินซู่ชิงที่นั่งเงียบฟังอยู่หันไปมองหน้าพ่อ จู่ๆ เธอก็มีความคิดดีๆ ผุดขึ้นมา “พ่อคะ โรงงานทอผ้าฝ้ายของพ่อกำลังจะเปิดรับสมัครพนักงานไม่ใช่เหรอคะ? ถ้าอย่างนั้นเรากันโควตาพิเศษให้หลินถังสักที่หนึ่งดีไหมคะ?”
ยิ่งพูดยิ่งรู้สึกว่าความคิดนี้เข้าท่าสุดๆ ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกาย
“หลินถังจบตั้งมัธยมปลาย หัวไวแถมยังใฝ่รู้ ที่เธอขาดก็แค่โอกาสดีๆ เท่านั้นเอง อีกอย่างหลินถังเป็นคนช่วยชีวิตหนูเอาไว้นะคะ ถ้าวันนั้นไม่มีเธอ ป่านนี้หนูคงไม่ได้มานั่งกินข้าวอยู่ตรงนี้แล้ว บ้านเราสมควรต้องตอบแทนบุญคุณเธอนะคะ ก็แค่ตำแหน่งงานตำแหน่งเดียว พ่อกับแม่คงไม่ใจแคบหวงไว้หรอกใช่ไหมคะ?”
ฉินเกียวมู่แม้จะไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหลินถังมาก่อน แต่พอได้ยินว่าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพี่สาวสุดที่รัก เขาก็ยกมือสนับสนุนเต็มที่
“ผมเห็นด้วยกับพี่ครับ! ก็แค่งานตำแหน่งเดียว จะไปสำคัญกว่าชีวิตพี่สาวผมได้ยังไง? จะตอบแทนบุญคุณคนทั้งทีก็ต้องให้มันสมน้ำสมเนื้อหน่อยสิครับ ไม่อย่างนั้นใครรู้เข้าจะหาว่าบ้านตระกูลฉินขี้งก!”
ฉินซู่ชิงพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับน้องชาย เธอมองพ่อกับแม่ด้วยสายตาอ้อนวอนระคนคาดหวัง
คนที่เคยผ่านวินาทีความเป็นความตายมาเท่านั้นถึงจะเข้าใจความรู้สึกซาบซึ้งใจของการมีชีวิตรอด สำหรับหลินถังมันอาจจะเป็นแค่การยื่นมือเข้าช่วย แต่สำหรับเธอมันคือการมอบชีวิตใหม่ให้เลยทีเดียว
เฝิงฮุ่ยเองก็ชื่นชมหลินถังอยู่แล้ว เธอจำได้ว่าเด็กสาวคนนี้สอบได้ที่หนึ่งตลอด พอได้เจอตัวจริงก็ยิ่งประทับใจในความนิ่งสงบและรู้ความ ซึ่งแตกต่างจากเด็กสาวชนบททั่วไปอย่างสิ้นเชิง
“แม่ว่าที่ลูกสองคนพูดมาก็มีเหตุผลนะคุณ ในเมื่อคุณอุตส่าห์ให้หนังสือพวกนั้นกับหนูหลินถังไปแล้ว ก็ถือว่าช่วยคนให้ถึงฝั่ง จัดการเรื่องงานให้เธอไปเลยไม่ดีกว่าเหรอคะ?”
ฉินหมินเซิงวางตะเกียบลง กวาดสายตามองภรรยาและลูกๆ ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยขึ้นเนิบๆ
“...แล้วพวกคุณคิดว่า ที่ผมให้หนังสือคู่มือเตรียมสอบกับหลินถังไปเพื่ออะไรล่ะ? ให้เธอเอาไปหนุนหัวนอนหรือไง?”
ถ้าแค่จะให้หนังสืออ่านเล่น เขาคงเลือกหนังสือนิยายหรือหนังสือพิมพ์ไปแล้ว ไม่ใช่ตำราเทคนิคพวกนั้น!
ทั้งเฝิงฮุ่ย ฉินซู่ชิง และฉินเกียวมู่ชะงักไปพร้อมกัน “......”
ที่แท้พ่อก็วางแผนไว้หมดแล้วนี่นา!!
ฉินหมินเซิงเห็นสมาชิกในครอบครัวพากันอึ้งจนพูดไม่ออก เขาก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะลุกเดินกลับเข้าห้องทำงานไปอย่างสบายอารมณ์
เฝิงฮุ่ยมองแผ่นหลังของสามีแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้ “ดูทำท่าเข้าสิ ได้ทีแล้วยืดเชียวนะพ่อคุณ!”
หลังจากมื้อเย็นจบลง
เฝิงฮุ่ยจัดการงานในครัวเสร็จก็ออกมานั่งคุยเล่นกับลูกๆ ที่โซฟาห้องนั่งเล่น
“ชิงชิง ลูกพอจะรู้ไหมว่าหลินถังชอบอะไรเป็นพิเศษ? ของตอบแทนที่พ่อกับแม่เตรียมไว้ให้ นอกจากหนังสือพวกนั้นแล้วเธอไม่ยอมรับอะไรเลยสักอย่าง หลินถังอุตส่าห์ช่วยลูกไว้ เราจะละเลยไม่ได้เด็ดขาด ลูกว่าแม่ควรจะซื้ออะไรให้เธอดี?”
ฉินซู่ชิงทำหน้ายุ่งใจ “...โธ่แม่ ก็หลินถังเธอไม่ยอมรับอะไรเลยนี่คะ!”
“เธอจะไม่รับมันก็เรื่องของเธอ แต่เราในฐานะคนได้รับความช่วยเหลือต้องมีมารยาทและรู้จักทดแทนบุญคุณ เอาเถอะ เรื่องนี้เดี๋ยวแม่จัดการเอง ช่วงนี้ที่โรงพยาบาลงานยุ่งมาก แม่ไม่แน่ใจว่าจะปลีกตัวไปหาเธอได้ไหม ถ้าแม่ไปไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องฝากลูกกับพ่อไปแทน”
ฉินเกียวมู่ที่นั่งฟังอยู่รีบเสนอตัวทันที “แม่ครับ! ถ้าแม่ไม่ว่าง ให้ผมไปแทนไหมครับ?”
เฝิงฮุ่ยหันมามองลูกชายตัวดี “ลูกมีหน้าที่เรียนหนังสือก็ตั้งใจเรียนไปเถอะย่ะ”
เด็กหนุ่มหน้าจ๋อยลงทันที เขาขยับตัวนั่งไขว่ห้างด้วยความเซ็ง ทันใดนั้นขาของเขาก็ไปเกี่ยวกับชายผ้าปูโต๊ะจนเลิกขึ้น ทำให้เห็นกองธนบัตรและคูปองอาหารที่ซ่อนอยู่ข้างใต้
“อ้าว? ใครเอาเงินมาซ่อนไว้ตรงนี้เนี่ย?” ฉินเกียวมู่หยิบเงินปึกนั้นออกมาโชว์
เฝิงฮุ่ยกับฉินซู่ชิงหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกัน
“...หรือว่า จะเป็นหลินถังแอบเอามาคืน?” ฉินซู่ชิงสันนิษฐานเสียงเบา
เฝิงฮุ่ยพยักหน้าช้าๆ “ต้องใช่แน่ๆ”
เมื่อสองวันก่อนตอนเธอทำความสะอาดโต๊ะ เธอยังไม่เห็นเงินพวกนี้เลย แสดงว่าเด็กสาวคนนั้นแอบเอามายัดคืนไว้ตอนที่ไม่มีใครเห็น
ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ...
ตัดภาพมาที่บ้านตระกูลหลิน
หลี่ซิ่วลี่กำลังเตรียมทำเมนูเด็ดอย่าง ‘หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง’ เธอพยายามนึกทบทวนสูตรที่น้องสาวสามีเคยเล่าให้ฟังอย่างตั้งใจ
เมื่อมั่นใจในขั้นตอนแล้ว ยอดแม่ครัวประจำบ้านอย่างเธอก็ลงมือทันที มีดปังตอในมือหั่นเนื้อหมูอย่างคล่องแคล่วว่องไว สมกับที่ทำอาหารเลี้ยงปากท้องคนในบ้านมาหลายสิบปี
โดยมีโจวเหมยคอยช่วยดูฟืนในเตา และหนิงซินโหรวช่วยเป็นลูกมือเตรียมเครื่องปรุง
บรรยากาศในห้องครัวอบอวลไปด้วยความมีชีวิตชีวา
ชาวบ้านรู้กันทั่วแล้วว่าวันนี้บ้านหลินซื้อเนื้อหมูมา หลี่ซิ่วลี่เลยเปิดประตูครัวโล่งแจ้ง ไม่คิดจะปิดบังเหมือนครั้งก่อนๆ
เสียงฉ่าของเนื้อหมูที่ลงไปผัดในกระทะร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งลอยตลบอบอวลไปทั่วหมู่บ้าน กลิ่นหอมยั่วน้ำลายทำเอาเด็กๆ บ้านอื่นถึงกับร้องไห้งอแงจะกินเนื้อกันระงม
คนบ้านหลินเองก็ใช่ว่าจะทนไหว กลิ่นหอมๆ นั่นทำเอาน้ำลายสอจนท้องร้องโครกคราก โดยเฉพาะพวกหลานๆ ตัวเปี๊ยกที่วิ่งเล่นกันอยู่
‘โก่วตั้น’ หรือหลินจื้อเฉิง หลานชายคนโตเห็นว่ากับข้าวยังไม่เสร็จสักที จึงกวักมือเรียกน้องๆ ให้เดินตามไปที่ห้องของหลินถัง
แต่พอมาถึงหน้าห้อง เห็นอาเล็กกำลังง่วนอยู่กับการเขียนหนังสือ เด็กๆ ก็ไม่กล้าเข้าไปกวน ได้แต่ชะโงกหน้าเล็กๆ แอบมองอยู่ตรงขอบประตู
“พี่โก่วตั้น...”
‘โช่วตั้น’ หรือหลินจื้อเซวียนกำลังจะอ้าปากถาม พี่ชายคนโตก็รีบจุ๊ปากห้ามทันที
“ชูว์! อย่าเสียงดัง อาเล็กกำลังใช้สมาธิเขียนหนังสือ ย่าสั่งไว้ว่าเวลาอาเล็กเรียน ห้ามพวกเรากวนเด็ดขาด!”
เหล่าสมุนตัวน้อยทำหน้างงๆ แต่ก็ยอมพยักหน้าเชื่อฟังแต่โดยดี ต่างคนต่างเอามือป้อมๆ ปิดปากตัวเองเงียบกริบ
หลินถังที่หูไวได้ยินเสียงกุกกักหน้าห้อง เธอยกยิ้มมุมปากด้วยความเอ็นดู
อันที่จริงเธอเขียนบทความเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังตรวจทานความถูกต้องอยู่พอดี
หญิงสาววางปากกาลงแล้วหันไปกวักมือเรียกหลานๆ ที่โผล่หน้าสลอนกันอยู่ตรงประตู
“...โก่วตั้น พาพวกน้องๆ เข้ามาสิลูก!”
พอได้รับอนุญาต โก่วตั้นก็ยืดอกอย่างผ่าเผย จูงมือน้องๆ เดินเรียงแถวเข้ามาในห้อง
“อาเล็ก!”
“คุณอาขา!”
เด็กๆ ร้องเรียกอาหญิงของพวกเขาเสียงใส ใบหน้าตอบๆ ที่ดูขาดสารอาหารมีรอยยิ้มกว้างจนตาหยี
“ว่าไงจ๊ะลิงทะโมนทั้งหลาย” หลินถังขานรับอย่างอารมณ์ดี เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบ ‘ลูกอมกระต่ายขาว’ ออกมาหลายเม็ด
“หิวกันแล้วล่ะสิ เอานี่ไปกินรองท้องกันก่อนนะ”
พูดจบเธอก็แจกจ่ายลูกอมรสนมยอดฮิตให้หลานๆ คนละเม็ด ซึ่งลูกอมพวกนี้เป็นของฝากที่ฉินซู่ชิงยัดใส่มือเธอมาตอนขากลับ
เจ้าตัวเล็กอย่างโช่วตั้นกับหนิวหนิวพอได้ของกินก็ไม่รอช้า รีบแกะเปลือกกระดาษรูปกระต่ายแล้วยัดลูกอมเข้าปากทันที
รสสัมผัสหวานหอมของนมที่อบอวลไปทั่วปาก ทำให้ตาของเด็กน้อยเบิกโพลงด้วยความตื่นเต้น
หวานจัง!
อร่อยสุดยอดไปเลย!
“...อะ...อาเล็ก อร่อยจังเลยคับ!!” โช่วตั้นกระโดดกอดขาอาสาวแน่น ดวงตาเป็นประกายวิบวับเหมือนได้ขึ้นสวรรค์
หนิวหนิวเองก็ไม่ยอมแพ้ รีบเข้ามากอดขาอีกข้าง “อะ อร่อยที่สุดเลยค่า!”
ลูกอมกระต่ายขาวเม็ดใหญ่คับปากเล็กๆ ของเด็กน้อย ทำให้เวลาพูดเสียงเลยอู้อี้ฟังไม่ค่อยชัด แต่ดูน่ารักน่าเอ็นดูพิลึก
หูโถวเห็นน้องๆ เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข ก็ทนไม่ไหวรีบแกะกินบ้าง
มีเพียงโก่วตั้นพี่ชายคนโตที่กำลูกอมไว้แน่น เขาเป็นเด็กที่มักจะเก็บของดีๆ ไว้กินทีหลัง หรือไม่ก็เก็บไว้ให้น้องๆ เสมอ
หลินถังสังเกตเห็นเข้าก็เอื้อมมือไปลูบหัวหลานชายเบาๆ
“ทำไมไม่กินล่ะเรา? จะเก็บไว้อีกแล้วสิ? เก็บไปเก็บมาเดี๋ยวก็ละลายหมดอดกินหรอก”
“กินเถอะน่า! อาให้ทุกคนครบแล้ว เห็นไหมว่าน้องๆ เขากินกันหมดแล้ว?”
“เราเพิ่งจะกี่ขวบเอง หัดมีความสุขแบบเด็กๆ บ้าง ไม่ต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่เสียสละให้น้องไปซะทุกเรื่องหรอกนะ กินซะ!”
[จบบท]