บทที่ 44: เสื้อตัวใหม่กับคำสัญญาของพี่สาม
หลี่ซิ่วลี่สะบัดหน้าขวับพร้อมกับกลอกตามองบนใส่อีกฝ่ายอย่างเหลืออด นางจ้องหน้าโจวเหมยเขม็งด้วยสายตาเอาเรื่อง
“ฉันให้แกมากินเลือดกินเนื้อฉันเลยเอามั้ย อยากได้หรือเปล่า”
เด็กเล็กๆ ในบ้านตั้งกี่คนยังไม่มีใครมาร้องงอแงจะกินนั่นกินนี่สักคน
คนเป็นผู้ใหญ่ตัวโตเท่าควายแล้ว ยังมีหน้ามาจ้องจะแย่งของกินบำรุงร่างกายคำนี้อีกหรือ
ไม่ใช่ว่ามื้อนี้ก็เพิ่งจะได้กินเนื้อไปหรอกหรือไง ทำไมถึงได้ตะกละตะกลามไม่รู้จักพอขนาดนี้
แล้วก็อย่าได้มาค่อนขอดว่านางลำเอียงรักลูกสาวคนเล็ก
นางเป็นแม่แท้ๆ ที่คลอดหลินถังออกมา ถ้าไม่ให้ลำเอียงรักลูกสาวที่แสนจะว่าง่าย กตัญญู และรู้ความของตัวเอง แล้วจะให้ไปลำเอียงรักคนอื่นที่ไหนกัน
โจวเหมยโดนแม่สามีตอกกลับจนหน้าม้าน สีหน้าดูไม่ได้ด้วยความหวาดกลัว นางรีบถอยหลังกรูดไปหนึ่งก้าวเพราะกลัวจะโดนฝ่ามืออรหันต์ ก่อนจะฝืนยิ้มแห้งๆ แก้เกี้ยว
“ไม่เอาค่ะ ไม่เอาแล้ว ร่างกายฉันแข็งแรงดีจะตาย ไม่ต้องบำรุงอะไรหรอกจ้ะแม่”
จะให้กินเลือดแม่สามีอย่างนั้นหรือ ขวัญกล้าเทียมฟ้ามาจากไหนถึงจะกล้าทำ
พอพูดจบโดยที่ไม่รอให้หลี่ซิ่วลี่ได้ทันตั้งตัวด่าต่อ โจวเหมยก็รีบคว้าจอบคู่ใจ แล้วสาวเท้าเดินจัมอ้าวหนีกลับบ้านไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ
ทว่าเดินไปได้ระยะหนึ่ง
นางก็นึกขึ้นได้ว่าเหมือนตัวเองจะลืมสร้างภาพลักษณ์อะไรบางอย่างไป
โจวเหมยจึงหันขวับกลับมาแล้วตะโกนเสียงดังลั่นทุ่งว่า “แม่จ๊ะ แม่กับน้องเล็กค่อยๆ เดินตามมานะ เดี๋ยวฉันจะรีบกลับไปช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ทำกับข้าวก่อน”
สิ้นเสียงสั่งลา ร่างของสะใภรองจอมกะล่อนก็หายวับไปราวกับติดปีกบิน วิ่งแน่บหายไปในพริบตา
หลี่ซิ่วลี่มองตามหลังโจวเหมยที่หายลับไปแล้ว ได้แต่บ่นอุบอิบเสียงเบาว่า “...ช่วยผีน่ะสิ!”
ป่านนี้ตะวันจะตกดินอยู่แล้ว สะใภ้ใหญ่คงทำกับข้าวเสร็จไปตั้งนานโข
จะหาข้ออ้างหนีงานทั้งที ก็ไม่รู้จักหาข้ออ้างที่มันฉลาดๆ ฟังขึ้นหน่อย
หลินถังได้ยินคำบ่นกระปอดกระแปดของแม่ นางก็เม้มปากกลั้นขำจนแก้มป่อง
เสียงเอะอะมะเทิ่งแบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่ารสชาติของชีวิต
เมื่อสองแม่ลูกเดินกลับมาถึงบ้าน หนิงซินโหรวก็ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วจริงๆ ตามคาด
สมาชิกทุกคนในครอบครัวตระกูลหลินต่างพากันไปล้างไม้ล้างมือ แล้วมานั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
ตรากตรำทำงานหนักมาทั้งช่วงบ่าย ทุกคนต่างก็หิวโซจนไส้กิ่ว
อาหารบนโต๊ะวันนี้มีผักป่าปรุงรส หมั่นโถวแป้งดำ และโจ๊กมันเทศ รสชาติดีเยี่ยมถูกปากทุกคน
ถึงจะเป็นมื้ออาหารหยาบๆ ที่ดูเรียบง่ายตามประสาชาวบ้านยากจน แต่คนบ้านหลินกลับกินมันด้วยความรู้สึกเอร็ดอร่อยและมีความสุข
พอกินข้าวเสร็จ โจวเหมยก็รู้หน้าที่รีบกุลีกุจอเก็บชามไปล้างทันที
ทุกคนต่างมานั่งล้อมวงพักผ่อนหย่อนใจพูดคุยกันที่ลานบ้าน
รอให้อีกสักพักพอฟ้ามืดสนิท ก็จะได้แยกย้ายกันกลับเข้าห้องนอน
ตอนกลางคืนบ้านนี้จะไม่จุดตะเกียงน้ำมัน
เพราะน้ำมันตะเกียงทุกหยดต้องใช้เงินซื้อ
ในยุคสมัยที่ขัดสนเช่นนี้ อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด จะไม่ยอมให้เสียเปล่าแม้แต่สตางค์แดงเดียว
ในขณะที่คนบ้านหลินกำลังนั่งรับลมพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่นั้น
หนิงซินโหรวก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในห้องนอน นางหยิบเสื้อเชิ้ตลายดอกคอปกกลมตัวสวยที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จหมาดๆ ออกมา แล้วเดินกลับมาที่ลานบ้าน
นางยื่นเสื้อตัวนั้นให้กับหลินถัง พร้อมกับยิ้มให้อย่างอ่อนโยนและจริงใจ
“น้องเล็ก นี่เป็นเสื้อที่พี่ตัดให้เรา เราลองเอาไปใส่ดูนะจ๊ะ
ถ้ามีตรงไหนไม่พอดีบอกพี่นะ เดี๋ยวพี่จะแก้ให้”
หลี่ซิ่วลี่พอได้เห็นลายเนื้อผ้าชัดๆ ริมฝีปากนางก็ขยับเล็กน้อย แต่เลือกที่จะเงียบไว้
นางจำผ้าผืนนี้ได้แม่นยำราวจับวาง
มันเป็นผ้าที่หลินชิงซานลูกชายคนโต ยอมไปทำงานซ่อมชลประทานและทำงานแบกหามอย่างหนักจนได้เงินมาจำนวนหนึ่ง แล้วดั้นด้นไปหาแลกคูปองผ้าเพื่อซื้อมาให้เมียรักของเขา
นางเข้าใจมาตลอดว่าหนิงซินโหรวเอาไปตัดชุดใส่เองตั้งนานแล้ว
นึกไม่ถึงเลยว่าลูกสะใภ้จะเก็บรักษาไว้อย่างดี แล้วยอมสละเอามาตัดเสื้อให้หลินถังใส่
หลินถังไม่ได้รับรู้เรื่องราวความลำบากเบื้องหลังผ้าผืนนี้
นางรับเสื้อเชิ้ตที่พี่สะใภ้ทำให้มาถือไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ทำไมถึงนึกตัดเสื้อให้ฉันล่ะคะ สวยมากเลย
ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่มากนะคะ ฝีมือพี่ดีจริงๆ เลยค่ะ”
ดวงตาคู่สวยของเด็กสาวโค้งลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ภายในดวงตานั้นเต็มไปด้วยประกายดาวระยิบระยับ
“พี่ยังมีเสื้อผ้าใส่ แต่ผ้าผืนนี้วางทิ้งไว้เฉยๆ ก็เสียดายของเปล่าๆ พี่ก็เลยเอามาตัดให้น้องใส่ รีบไปลองดูเร็วเข้าเถอะ”
ความจริงแล้วผ้าผืนนี้หนิงซินโหรวตัดใจเอามาใช้กับตัวเองไม่ลงมาตลอด
เพียงแต่
ช่วงนี้บ้านใหญ่เอาเปรียบน้องสามีไปไม่น้อย ในใจนางรู้สึกไม่ค่อยดี เลยยอมเอาผ้าผืนสำคัญออกมาตัดเป็นเสื้อให้น้องสามีเพื่อเป็นการชดเชยความรู้สึกผิด
หลินถังพยักหน้ารับอย่างร่าเริง แล้วรีบวิ่งดุ๊กดิ๊กกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนชุดทันที
หลี่ซิ่วลี่เห็นลูกสาวดีใจแบบนั้น สายตาที่ทอดมองหนิงซินโหรวก็ยิ่งอ่อนโยนและเมตตามากขึ้นกว่าเดิม
นางดีใจยิ่งกว่าตอนที่ลูกชายมากตัญญูกับตัวเองเสียอีก
“ลำบากสะใภ้ใหญ่แล้วนะ”
หนิงซินโหรวส่งยิ้มหวานละมุน ส่ายหน้าเบาๆ แล้วตอบว่า “ฉันก็แค่ทำตอนกลางคืนนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้ลำบากอะไรเลยค่ะ แม่ไม่ต้องพูดจาเกรงใจกันแบบคนอื่นคนไกลหรอกค่ะ”
เมื่อเทียบกับสะใภ้บ้านอื่นในหมู่บ้าน ชีวิตของนางกับคู่สะใภ้ถือว่าดีกว่ามากแล้ว
โดยเฉพาะตัวนางที่หนีภัยมาแต่ตัว ไม่มีสินเดิมติดตัวสักชิ้น ไม่มีญาติพี่น้องหนุนหลัง แต่คนบ้านหลินกลับไม่มีใครดูถูกนางเลยสักคน
แค่นี้นางก็พอใจและซาบซึ้งใจมากแล้ว
การได้ตอบแทนบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
อีกอย่างนางก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว จะใส่เสื้อใหม่หรือไม่ใส่ก็ไม่ได้สำคัญอะไร
แต่น้องสามีนั้นไม่เหมือนกัน เป็นสาวน้อยอายุเกือบสิบเจ็ดปีแล้ว
วัยกำลังสาวสะพรั่ง เป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้กำลังผลิบาน สมควรได้รับการแต่งตัวสวยๆ งามๆ
หลี่ซิ่วลี่ได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้แล้ว ในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา
นางหันไปพูดเสียงเข้มจริงจังกับหลินชิงซานว่า “เจ้าใหญ่ เมียแกเป็นคนดี แกต้องดีกับซินโหรวให้มากๆ นะ
ถ้าแม่รู้ว่าแกรังแกเมียแกเมื่อไหร่ แม่จะให้พ่อแกจัดการตีแกให้หลังลายเลยคอยดู”
ลูกสะใภคนนี้แต่งเข้ามาถือว่าคุ้มค่าและเป็นโชคดีของตระกูลหลิน
มีความรู้ อ่านออกเขียนได้ รู้กาลเทศะ จิตใจกว้างขวาง และทำงานเป็น เห็นแล้วยากที่จะไม่เอ็นดู
“...ผมจะไปรังแกเมียผมได้ยังไงล่ะครับแม่ พวกเรารักกันจะตาย” หลินชิงซานมองไปที่หนิงซินโหรว แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่
เมียของเขาดีขนาดนี้
เขาอยากจะเอาสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้มากองไว้ตรงหน้านางเสียด้วยซ้ำ
หนิงซินโหรวมองตอบหลินชิงซาน สายตาหวานซึ้งดุจสายน้ำฉ่ำเย็น
คู่รักจ้องตากัน ทำให้ลานบ้านที่ดูซอมซ่อพลันอบอวลไปด้วยบรรยากาศสีชมพูจางๆ
คนอื่นยังไม่ได้พูดอะไร แต่หลินชิงสุ่ยกลับรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หน้าอก เหมือนมีลูกธนูปักลงกลางใจ
รู้สึกเหมือนกำลังโดนเปรียบเทียบและเหน็บแนมอยู่กลายๆ
พอย้อนกลับมาคิดถึงเมียตัวเองที่วันๆ ไม่เคยให้อะไรน้องสาวเลย มีแต่จะจ้องเอาเปรียบไปวันๆ เขาก็รู้สึกหน้าแดงร้อนผ่าวด้วยความละอายใจ
เฮ้อ ตอนจะแต่งเมียไม่ควรดูแต่หน้าตาเลยจริงๆ ให้ตายสิ
ตอนที่โจวเหมยเดินล้างจานเสร็จออกมา ก็บังเอิญเห็นสีหน้ากลัดกลุ้มเหมือนกินยาขมของผัวตัวเองพอดี
“พ่อเด็กๆ เป็นอะไรไป ข้าวฝืดคอจนขี้ไม่ออกเหรอ หรือว่าเป็นอะไร ทำหน้าเหมือนปวดท้อง” นางพูดโพล่งออกมาเสียงดังอย่างไม่เกรงใจใคร
คนบ้านหลินถึงกับพูดไม่ออก “...”
หลินชิงสุ่ยทำหน้าเอือมระอา อารมณ์ซับซ้อนเมื่อครู่นี้หายวับไปทันที
“ไม่มีอะไร เธอนั่งเงียบๆ ไปเถอะ ไม่ต้องพูดแล้ว”
โจวเหมยตั้งท่าจะเถียงกลับทันควัน
แต่พอโดนผัวถลึงตาใส่ดุๆ
คำพูดที่จ่ออยู่ที่ปากก็ต้องกลืนกลับลงคอไปอย่างเสียไม่ได้
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันอีก
จะพูดจะจาก็ไม่ให้พูด มันยังมีกฎเกณฑ์ฟ้าดินอยู่ไหมในบ้านหลังนี้
ในจังหวะนั้นเอง
หลินถังที่เปลี่ยนเสื้อตัวใหม่เสร็จแล้วก็เดินออกมาอวดทุกคน
“พ่อจ๋า แม่จ๋า พี่ชาย พี่สะใภ้ ทุกคนดูสิคะว่าฉันใส่เสื้อตัวนี้แล้วสวยไหม”
ทุกคนหันไปมอง แล้วก็ต้องตาเป็นประกายวาววับ
เด็กสาวผู้มีเครื่องหน้าดุจภาพวาด ผมเปียดำขลับสองข้างทิ้งตัวลงมาที่หน้าอกอย่างเป็นธรรมชาติ
ท่อนบนสวมเสื้อเชิ้ตลายดอกคอปกกลมพอดีตัว ท่อนล่างสวมกางเกงขายาวสีดำ ขับผิวให้ดูผ่องใสสวยยิ่งกว่าพวกคนในเมืองเสียอีก
ดวงตาของนางสุกสกาวดุจดวงดาวในคืนเดือนมืด ขนตายาวงอนทาบทับเป็นเงาจางๆ ใต้ดวงตา
ริมฝีปากแดงระเรื่อ ราวกับดอกไม้ผลิบานที่ต้องน้ำค้างยามเช้า ดูงดงามน่ามองจนไม่อาจละสายตา
หลินถังหุ่นดีสัดส่วนลงตัว ต่อให้ใส่เสื้อผ้าที่มีแต่รอยปะชุนก็ยังดูน่ารักจนใจเจ็บ
พอยิ่งได้มาใส่เสื้อใหม่ ก็ดูเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ราวกับนางฟ้าจำแลง
“สวย!” หลินลู่มองลูกสาว นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วเอ่ยชมเสียงดัง
หลี่ซิ่วลี่ลุกขึ้นยืน พยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ “ใช่ สวยจริงๆ สวยจนดูไม่เหมือนเด็กบ้านนอกคอกนาอย่างพวกเราเลย”
หลินชิงมู่ทำหน้าภูมิใจยืดอก “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว น้องสาวผมเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก...”
พูดไป เขาก็มองต่ำลงไปที่รองเท้าผ้าเก่าๆ ที่หลินถังใส่อยู่ แล้วเม้มปากแน่นอย่างมุ่งมั่น
“...เดี๋ยวรอพี่สามหาเงินได้เมื่อไหร่ พี่จะซื้อรองเท้าหนังคู่เล็กๆ ให้น้องใส่บ้าง” จะให้เหมือนกับสหายหญิงในอำเภอพวกนั้นเลย
น้องสาวเขาสวยขนาดนี้ ถ้าได้ใส่รองเท้าหนังด้วยต้องยิ่งสวยสง่าขึ้นไปอีกแน่
หลินถังเม้มปากยิ้มหวานหยดย้อย มองสบตาพี่ชายด้วยความดีใจเล็กๆ ที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว
“ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะรอใส่รองเท้าหนังของพี่สามนะคะ”
นางทำท่าทางเชื่อมั่นในตัวหลินชิงมู่เป็นอย่างมาก
หลินชิงมู่เห็นท่าทางออดอ้อนน่ารักของน้องสาว ก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ
ในใจเริ่มคิดวางแผนถึงของดีๆ บนภูเขาขึ้นมาทันที
ปีนี้เขาจะต้องจับแมงป่องกับคราบจักจั่นไปขายให้ได้เยอะๆ
ถ้าโชคดี ไปเจอกับสมุนไพรหายากเข้าด้วย ก็คงจะดียิ่งกว่านี้ จะได้ซื้อรองเท้าให้น้องได้เร็วขึ้น
[จบบท]