บทที่ 50: แขกคนสำคัญกับความกังวลของพ่อแม่
เสียงตะโกนเรียกชื่อทำให้หลินถังชะงักเท้าที่กำลังก้าวเดิน เธอหยุดนิ่งไปชั่วครู่ด้วยความแปลกใจ ก่อนจะรีบหมุนตัวกลับหลังหันและสาวเท้าเดินย้อนกลับไปทางเดิมอย่างกระฉับกระเฉง
ถึงแม้จะเร่งรีบ แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะตะโกนบอกแม่และพี่สะใภ้ทั้งสองคนเพื่อให้พวกท่านรับรู้และไม่เป็นห่วง
“แม่คะ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พอดีมีคนมาหาหนู เดี๋ยวหนูขอตัวกลับไปก่อนนะคะ”
พูดจบหญิงสาวก็รีบซอยเท้าหลบต้นกล้าและพืชผลในแปลงนาอย่างคล่องแคล่ว ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เหยียบย่ำผลผลิตที่ทุกคนลงแรงปลูก
เพียงไม่นาน ร่างบอบบางของหลินถังก็เดินมาหยุดอยู่ข้างกายผู้เป็นพ่อ
“ถังถัง อาเจี้ยนไฉบอกว่าผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าต้องการพบลูก ลูกรู้ไหมว่าเขามีธุระอะไร” หลินลู่ถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความกังวลและสงสัย
คนระดับผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าเชียวนะ! จู่ๆ จะมาหาลูกสาวชาวนาอย่างหลินถังทำไม เรื่องนี้มันช่างน่าเหลือเชื่อและชวนให้ใจคอไม่ดีชอบกล
หลินถังใช้เวลาขบคิดเพียงเสี้ยววินาทีก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เธอยกมือขึ้นปลดผ้าขนหนูชื้นเหงื่อที่คล้องคออยู่ออกมาเช็ดตามกรอบหน้าและลำคอเพื่อคลายความร้อน
เมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของพ่อ เธอก็รีบอธิบายเพื่อให้ท่านสบายใจ “พ่อคะ พ่อจำที่หนูเล่าให้ฟังได้ไหมคะ เรื่องที่หนูเข้าไปในอำเภอแล้วช่วยเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งไว้น่ะค่ะ พ่อของเพื่อนคนนั้นก็คือผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าคนนี้นี่แหละค่ะ ที่เขามาวันนี้ก็น่าจะตั้งใจมาขอบคุณหนูมากกว่า ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไรหรอกค่ะ พ่อไม่ต้องห่วงนะคะ”
คำตอบของลูกสาวทำเอาหลินลู่ยิ่งมึนงงเข้าไปใหญ่
หา!?
คนที่ลูกสาวของเขาช่วยชีวิตเอาไว้ คือลูกสาวของผู้อำนวยการโรงงานทอผ้าอย่างนั้นเหรอ!
พอมองเห็นภาพความยิ่งใหญ่ชัดเจน หัวใจของคนเป็นพ่อก็เต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความตื่นเต้นระคนตื่นตระหนกแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย
นั่นมันผู้อำนวยการโรงงานใหญ่ที่มีลูกน้องในสังกัดตั้งหลายพันคนเชียวนะ เป็นบุคคลระดับที่ชาวบ้านอย่างพวกเขาได้แต่มองตาปริบๆ
พอคิดได้แบบนั้น หลินลู่ก็เริ่มอยู่ไม่สุข ความกระวนกระวายใจทำให้เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
“ถังถัง เดี๋ยวพ่อจะไปเป็นเพื่อนลูกเอง”
ทางด้านหลี่ซิ่วลี่ที่ยังคงเป็นห่วงลูกสาวไม่หาย ก็รีบเดินตามมาสมทบ ทันทีที่มาถึง เธอก็ได้ยินประโยคที่สามีอาสาจะไปเป็นเพื่อนลูกพอดี
“ไป? จะไปทำอะไรกันน่ะพ่อ” เธอถามแทรกขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
หลินลู่หันไปเห็นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากเดินเข้ามา ก็รีบถ่ายทอดเรื่องราวสุดตื่นเต้นนี้ให้ฟังอย่างไม่ตกหล่น
ดวงตาของหลี่ซิ่วลี่เบิกกว้างเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที หญิงแกร่งประจำบ้านรีบยกมือขึ้นปัดฝุ่นโคลนตามเสื้อผ้าและจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ถังถัง แม่ก็จะไปกับลูกด้วย”
ทว่าสิ้นเสียงประกาศความตั้งใจ ความมั่นใจของเธอก็พลันหดหายเมื่อก้มลงมองสภาพตัวเอง เสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่า รอยปะชุนที่ฟ้องถึงความยากจนขัดสน ความรู้สึกต่ำต้อยแล่นเข้ามาจุกที่อกจนเธอเริ่มลังเล
“ช่างเถอะ... แม่ว่าแม่กับพ่อไม่ไปดีกว่า ลูกไปคนเดียวเถอะนะ แล้วก็... ต้อนรับแขกให้ดีล่ะ น้ำตาลทรายแดงที่แม่เก็บไว้ ลูกรู้ที่ซ่อนใช่ไหม...” น้ำเสียงของหลี่ซิ่วลี่แผ่วลงในช่วงท้าย
ลึกๆ แล้วในใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่ พวกเขาก็แอบหวังเล็กๆ ว่าการได้พบกับคนใหญ่คนโตระดับนี้ อาจจะเป็นโอกาสให้ลองเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเรื่องงานของลูกสาวดูบ้าง
พวกเขาไม่ได้หวังจะขอกินเปล่า แค่ต้องการช่องทาง หรือต่อให้ต้องกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายค่าแรกเข้างานให้ลูก พวกเขาก็ยอมทำทุกอย่างโดยไม่ลังเล
ที่ยอมอดมื้อกินมื้อ รัดเข็มขัดจนท้องกิ่วส่งเสียให้ลูกเรียนจบชั้นมัธยม ก็เพราะไม่อยากให้ลูกต้องมาทนตากแดดตากลม ขุดดินทำไร่ไถนาจนหลังขดหลังแข็งเหมือนพ่อกับแม่
ยิ่งถังถังเป็นเด็กดี กตัญญูรู้ความขนาดนี้ จะให้พวกเขาทนดูดายเห็นลูกลำบากตลอดไปได้อย่างไรกัน
มันไม่ต่างอะไรกับการเอามีดมากรีดหัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่ชัดๆ
แต่พอมองดูสภาพตัวเองที่ดูซอมซ่อเหลือเกิน ความกล้าที่มีเมื่อครู่ก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
เด็กสาววัยนี้ใครๆ ก็รักสวยรักงาม ห่วงหน้าตาทางสังคมกันทั้งนั้น
พวกเขาไม่อยากเป็นตัวตลกให้ลูกต้องอับอายขายขี้หน้าใคร... ตัดใจไม่ไปคงจะดีที่สุด
หลินถังมองทะลุความคิดของแม่อย่างปรุโปร่ง ความรู้สึกจุกแน่นแล่นขึ้นมาที่คอหอยด้วยความซาบซึ้ง เธอรีบเข้าไปสวมกอดแขนแม่เอาไว้แน่น
แสร้งทำน้ำเสียงออดอ้อนเหมือนเด็กเอาแต่ใจ “ไม่ได้นะแม่ หนูไม่ยอมไปคนเดียวหรอก หนูอยากให้พ่อกับแม่ไปพร้อมกับหนูด้วย”
เกิดมาเป็นคนทั้งที ถ้าถึงขนาดรังเกียจพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดตัวเองเพียงเพราะความจน ก็คงไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน
คนเราจะดีจะชั่ว ความกตัญญูต้องมาก่อนเสมอ!
หัวใจของหลี่ซิ่วลี่อ่อนยวบยาบเหมือนขี้ผึ้งลนไฟ ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวด้วยความตื้นตันใจ “ได้ลูก ถ้าอย่างนั้นแม่กับพ่อจะไปเป็นเพื่อนลูกเอง”
ในเมื่อลูกสาวยืนยันว่าไม่รังเกียจพ่อแม่จนๆ อย่างพวกเขา พวกเขาก็จะหน้าด้านลองไปคุยดูสักตั้ง
ได้ไม่ได้ก็ให้มันรู้กันไป!
หลี่เจี้ยนไฉที่ยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ถึงกับลอบถอนหายใจด้วยความชื่นชม
สมแล้วที่คนบ้านหลินจะรักและหวงแหนแม่หนูถังถังคนนี้
ช่างเป็นเด็กที่รู้ความและกตัญญูเสียจริง
หลินลู่เดินนำภรรยาและลูกสาวตามหลังหลี่เจี้ยนไฉมุ่งหน้าไปยังสำนักงานกองผลิต
ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าว แต่ข่าวลือเรื่องมีคนใหญ่คนโตมาหาลูกสาวบ้านหลินก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านราวกกับไฟลามทุ่ง
“นี่พวกเธอว่า แขกผู้มีเกียรติที่มาหาหลินถังเป็นใครกันแน่ เห็นรองหัวหน้ากองผลิตต้องรีบแจ้นไปตามตัวด้วยตัวเองขนาดนี้ คงจะไม่ใช่คนธรรมดาไก่กาแน่ๆ”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีธุระอะไร ถ้าไม่ติดว่าเสียดายแต้มทำงานนะ ฉันคงวิ่งตามไปดูให้เห็นกับตาแล้วเนี่ย!”
“พวกเธอว่างานนี้จะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายล่ะ ดูจากหน้าตาตื่นๆ ของหลินลู่กับเมียแล้ว ดูไม่ออกเลยว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่...”
“โอ๊ย ใครจะไปตรัสรู้ได้ล่ะยะ แต่จะรีบร้อนอยากรู้ไปทำไม อีกเดี๋ยวเดียวก็จะเลิกงานกันแล้ว ถึงตอนนั้นความจริงก็ปรากฏเองนั่นแหละ”
...
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ดังเซ็งแซ่ของชาวบ้าน หลินถังและพ่อแม่ก็เดินมาถึงหน้าสำนักงานกองผลิต
“ถังถัง เธอมาแล้ว!” ฉินซู่ชิงร้องทักเสียงใสทันทีที่เห็นเพื่อน ใบหน้าของเธอเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ
แต่เมื่อสายตาปะทะเข้ากับสภาพของเพื่อนรัก เสื้อผ้าเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน หมวกฟางสานหยาบๆ บนหัว ผ้าขนหนูซับเหงื่อที่คอ และกระติกน้ำในมือ นี่มันภาพลักษณ์ของเกษตรกรผู้ใช้แรงงานแบบจัดเต็ม
ฉินซู่ชิงกะพริบตาปริบๆ ด้วยความสงสัยใคร่รู้แบบเด็กเมืองกรุงที่ไม่เคยสัมผัสความลำบาก
“ทำไมเธอแต่งตัวแบบนี้ล่ะ ลงไปทำนามาเหรอ ในนานั่นสนุกไหม แล้วเธอทำอะไรบ้างล่ะ”
เธอเกิดมาบนกองเงินกองทองในเมืองใหญ่ ไม่เคยต้องแตะต้องงานหนัก งานในไร่นาคือสิ่งแปลกใหม่ที่เธอไม่เคยสัมผัส
อีกอย่างในสายตาของเธอ หลินถังคือหนอนหนังสือผู้คงแก่เรียน ดูไม่น่าจะสู้งานหนักแบบนี้ไหว
“...ชิงชิง!” ฉินหมินเซิงรีบส่งเสียงปรามลูกสาว คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจ
ลูกสาวคนนี้นี่มันจริงๆ เลย!
ถึงแม้อาชีพสุจริตจะไม่มีการแบ่งชนชั้น
แต่สำหรับคนชนบท การได้เป็นคนงานในโรงงานที่มีเงินเดือนประจำคือความฝันสูงสุด
คำถามซื่อๆ ของชิงชิงที่ถามว่า 'สนุกไหม' กับงานที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานเพื่อความอยู่รอด มันเหมือนการเอามีดไปกรีดใจคนฟังชัดๆ
“ต้องขอโทษด้วยครับคุณพี่ ลูกสาวของผมถูกคนที่บ้านตามใจจนเสียคน เธอไม่เคยลำบากตรากตรำทำงานในไร่นามาก่อน เลยไม่รู้ความยากลำบากของชาวนา ต้องขออภัยที่ทำให้พวกคุณต้องขุ่นเคืองใจด้วยนะครับ”
ฉินหมินเซิงวางตัวได้อย่างนอบน้อมและให้เกียรติ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและจริงใจ
เขาสวมชุดสูทจงซานที่ตัดเย็บอย่างประณีตดูใหม่เอี่ยม รองเท้าหนังขัดมันวับ ผมหวีเรียบแปล้ สวมแว่นตากรอบทองดูภูมิฐาน
บุคลิกของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นระดับผู้บริหารที่มีอำนาจบารมี
หลินลู่ยืดตัวตรง สีหน้าเคร่งขรึมพยายามเก็บอาการตื่นเต้นที่เต้นระรัวอยู่ในอก
“คนไม่รู้ย่อมไม่ผิดครับ งานในไร่นามันหนักเกินกว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ จะทำไหว งานเบาๆ ที่พอทำได้มันก็เหมือนเล่นขายของนั่นแหละครับ แม่หนูเขาพูดมาก็ถูกแล้ว ไม่ได้ผิดอะไรหรอกครับ”
คำพูดของหลินลู่ช่วยกู้สถานการณ์และหาทางลงให้กับสองพ่อลูกตระกูลฉินได้อย่างแนบเนียน
คนแถวนี้รู้ดีกันทุกคนว่า งานในนาต่อให้เป็นงานเบาแค่ไหน มันก็สูบพลังงานจนแทบหมดแรงกันทั้งนั้น
ฉินซู่ชิงเริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองเผลอพูดจาไม่เข้าท่าออกไป ใบหน้าสวยหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอาย
เธอรีบหันไปมองหลินถังแล้วกล่าวขอโทษเสียงอ่อย “ขอโทษนะถังถัง ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นนะ”
จากนั้นเธอก็หันไปโค้งศีรษะให้หลินลู่และหลี่ซิ่วลี่อย่างนอบน้อม สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดจากใจจริง
“หนูชื่อฉินซู่ชิงค่ะ เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของถังถัง เมื่อกี้หนูพูดจาไม่ทันคิด คุณอาทั้งสองคนอย่าถือโทษโกรธหนูเลยนะคะ...”
กิริยามารยาทและการยอมรับผิดอย่างจริงใจของเธอทำให้ผู้ใหญ่อดเอ็นดูไม่ได้
หลี่ซิ่วลี่เห็นเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แถมยังอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวตัวเอง จะให้โกรธลงได้อย่างไร
เธอยิ้มกว้างอย่างใจดี พลางโบกมือปฏิเสธ “โธ่แม่หนู จะเกรงอกเกรงใจอะไรกันนักกันหนา ก็แค่คำพูดคำเดียว ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ไม่ต้องเก็บไปคิดมาก
หนูไม่เคยลงนา ก็ย่อมต้องตื่นเต้นสงสัยเป็นธรรมดา
คนกันเองทั้งนั้น อย่าถือสาหาความกันเลยนะจ๊ะ”
เด็กสาวแซ่ฉินคนนี้ไม่มีจริตจะก้านที่น่าหมั่นไส้ หรือท่าทางหยิ่งยโสแบบลูกคนรวยเลยสักนิด มองไปมองมาก็น่ารักน่าเอ็นดูดี
สองพ่อลูกตระกูลฉินเองก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจของครอบครัวหลิน ความประทับใจที่มีต่อครอบครัวนี้จึงเพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง
ช่างเป็นครอบครัวที่ซื่อสัตย์และจิตใจดีงามจริงๆ
ฉินซู่ชิงเห็นว่าพ่อแม่ของเพื่อนไม่ได้โกรธเคืองตน ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
รอยยิ้มสดใสกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง ราวกับดอกกุหลาบแรกแย้มที่บานสะพรั่งรับแสงตะวัน ดูเจิดจ้าและเต็มไปด้วยพลัง
“ขอบคุณค่ะคุณอา!”
ในจังหวะนั้นเอง
หลิวกั๋วอันที่ยืนเงียบอยู่นานก็หันมาสบตากับหลินถัง แล้วเอ่ยทักทายขึ้น “นักเรียนหลิน สวัสดีครับ ยังจำผมได้ไหม”
เขาจำแม่หนูใจเด็ดคนนี้ได้แม่นยำไม่มีวันลืม
หลินถังพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “จำได้แน่นอนสิคะ คุณตำรวจหลิว”
หลิวกั๋วอันหัวเราะชอบใจในความฉะฉานของเด็กสาว “ไม่ต้องเรียกห่างเหินขนาดนั้นหรอกครับ เรียกผมว่าอาหลิวเหมือนที่ชิงชิงเรียกเถอะ”
ในสายตาของหลิวกั๋วอัน หลินถังเป็นเด็กสาวที่มีความกล้าหาญและไหวพริบเป็นเลิศ เขาจึงรู้สึกชื่นชมและถูกชะตากับเธอไม่น้อยเลยทีเดียว
[จบบท]