บทที่ 60: ห้องกระจายเสียง
บรรยากาศยามเช้าหน้าโรงงานทอผ้าเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนขวักไขว่เดินสวนกันไปมา หลินชิงมู่ยืนมองอาคารโรงงานด้วยความตื่นเต้นก่อนจะหันมามองน้องสาวด้วยแววตาที่เป็นห่วงและคาดหวัง
“ถังถัง เธอตั้งใจสอบให้ดีนะรู้ไหม ถ้าสอบเข้าโรงงานนี้ได้ วันข้างหน้าชีวิตของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้วนะ!”
หลินถังที่เคยผ่านโลกที่กว้างใหญ่และล้ำสมัยกว่านี้มาแล้วย่อมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับโรงงานแห่งนี้เท่าไรนัก มันก็แค่โรงงานทอผ้าในยุคเก่า
แต่เธอก็รับรู้ได้ถึงความหวังดีของพี่ชาย 3 ที่ไม่อยากให้เธอต้องจมปลักอยู่อย่างไร้ค่า หรือต้องกลายสภาพเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ต้องตรากตรำทำงานหนักในทุ่งนา
เธอส่งยิ้มกว้างให้พี่ชายเพื่อคลายความกังวล “พี่ 3 วางใจเถอะค่ะ พูดถึงเรื่องสอบ หนูยังไม่เคยกลัวเลยสักครั้งนะ สบายมาก”
หลินชิงมู่เห็นความมั่นใจของน้องสาวก็เก็บรอยยิ้มไม่อยู่ เขาเอื้อมมือไปตบหน้าผากน้องสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู “อืม เก่งมากแต่อย่าประมาทล่ะ”
ระหว่างที่พูดคุยให้กำลังใจกัน ทั้งสองคนก็เดินขึ้นบันไดมาถึงชั้น 2 ของอาคารสำนักงาน
ทันทีที่ก้าวพ้นบันไดขึ้นมา สายตาของพวกเขาก็ปะทะเข้ากับผู้หญิงวัยกลางคนอายุราว 40 ปีคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงโถงทางเดิน
ผู้หญิงคนนั้นมีบุคลิกที่โดดเด่นสะดุดตา ผมซอยสั้นดูทะมัดทะแมงและทันสมัย สวมเสื้อเชิ้ตสีเทามีปกที่รีดจนเรียบกริบ ท่อนล่างสวมกางเกงขายาวสีดำทรงสุภาพ และที่สะดุดตาที่สุดคือรองเท้าหนังสีดำขัดมันวาววับคู่เล็กที่สวมใส่อยู่ บ่งบอกถึงสถานะที่ไม่ธรรมดาในโรงงานแห่งนี้
“...มาสอบเหรอคะ” ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยทักทายขึ้นก่อนเมื่อเห็นคนแปลกหน้า
หลินถังไม่รอช้า รีบยื่นจดหมายแนะนำตัวที่เตรียมไว้ส่งให้อีกฝ่ายด้วยกิริยานอบน้อม “ใช่ค่ะ หนูชื่อหลินถัง มาสอบคัดเลือกเข้าทำงานค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อย รับจดหมายไปดูพร้อมกับส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรและอ่อนโยน “สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อตู้เสี่ยวจวน เป็นคนรับผิดชอบดูแลการสอบครั้งนี้”
ตู้เสี่ยวจวนกวาดสายตามองเนื้อหาในจดหมายแนะนำตัว แววตาของเธอไหววูบไปชั่วขณะเมื่อเห็นชื่อผู้ลงนาม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหลินถังด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม
เด็กคนนี้เป็นญาติของผู้อำนวยการฉินอย่างนั้นหรือ
หลินถังสังเกตเห็นปฏิกิริยานั้นแต่ก็ยังคงรักษารอยยิ้มและสีหน้าปกติเอาไว้ “สวัสดีค่ะพี่ตู้ ต่อไปคงต้องรบกวนพี่ด้วยนะคะ”
เธอเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นสายตาที่กำลังประเมินสถานะของเธอ และเลือกใช้สรรพนามเรียกขานอย่างสนิทสนมเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี
ตู้เสี่ยวจวนได้ยินเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มสะสวยเรียกว่า พี่ แทนที่จะเรียกว่าป้า รอยยิ้มบนใบหน้าก็ฉีกกว้างขึ้นจนเห็นรอยตีนกาจางๆ
เธอเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองและหน้าตาเป็นอย่างมาก มักจะภูมิใจเสมอว่าตนเองดูอ่อนกว่าคนวัยเดียวกัน
คำว่า พี่ ของหลินถังจึงเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจและถูกจริตเธอเข้าอย่างจัง
“โอ้โฮ แม่หนูคนนี้ปากหวานจริงๆ นี่พี่ชายเธอใช่ไหม มาๆ เข้ามานั่งข้างในก่อนสิ เดี๋ยวฉันไปรินน้ำมาให้ดื่มแก้กระหาย”
หลินถังไม่ปฏิเสธความหวังดี เพราะการเดินทางมาที่นี่ก็ทำให้เธอรู้สึกคอแห้งอยู่พอสมควร
เธอยิ้มหวานแล้วตอบรับน้ำใจ “งั้นต้องรบกวนพี่ตู้แล้วค่ะ”
หลินชิงมู่มองน้องสาวที่ทำตัวกลมกลืนและเข้ากับคนง่ายด้วยความแปลกใจ
แต่เขาก็รีบปรับท่าทีตามน้องสาว ยอมทำหน้าหนาพูดขอบคุณตามน้ำไป
ตู้เสี่ยวจวนเป็นคนที่มีนิสัยตรงไปตรงมา ชอบคนพูดจาฉะฉานชัดเจน ไม่ชอบคนอ้อมค้อมเสแสร้ง
พอเห็นสองพี่น้องตระกูลหลินพูดจาไพเราะและมีรอยยิ้มจริงใจ ความประทับใจแรกพบที่มีต่อพวกเขาก็พุ่งสูงขึ้น
“...เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิ”
พูดจบเธอก็เดินนำพาพี่น้องตระกูลหลินเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัว แล้วกุลีกุจอไปรินน้ำใส่แก้วมาให้ 2 ใบ
ภายในห้องทำงานมีการตกแต่งที่ดูเรียบง่ายแต่เป็นระเบียบ มีโต๊ะทำงาน 2 ตัว เก้าอี้ไม้ไม่กี่ตัววางอยู่มุมห้อง
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือบนโต๊ะตัวใหญ่ริมหน้าต่าง มีเครื่องขยายเสียงขนาดมหึมาวางอยู่ ข้างๆ กันนั้นคือเครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นเก่าสุดคลาสสิก และไมโครโฟนตั้งโต๊ะอีก 1 ตัว
ดูจากอุปกรณ์เหล่านี้แล้ว ที่นี่น่าจะเป็นห้องกระจายเสียงของโรงงาน
หลินถังกวาดสายตามองสำรวจห้องทำงานขนาดกะทัดรัดนี้ แววตาเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง
ดูท่าโรงงานทอผ้าจินโจวแห่งนี้จะเป็นโรงงานใหญ่ระดับแนวหน้าของจังหวัดที่ทำกำไรได้มหาศาลจริงๆ ถึงขนาดมีงบประมาณจัดตั้งห้องกระจายเสียงที่มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ได้
“สหายหลินคงมาสมัครสอบเพื่อชิงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการสินะ” ตู้เสี่ยวจวนเอ่ยถามขณะวางแก้วน้ำลงตรงหน้าหลินถัง
เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการ?
หลินถังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
การสอบครั้งนี้มีเพื่อคัดเลือกเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการหรอกหรือ
ก่อนหน้านี้ไม่เห็นได้ยินข่าวระบุตำแหน่งชัดเจนเลย
“ค่ะ” เธอตอบรับสั้นๆ ด้วยรอยยิ้มที่ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ราวกับรู้อยู่แล้ว
แต่ปฏิกิริยาของคนข้างตัวกลับตรงกันข้าม มือของหลินชิงมู่ที่กำลังจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มสั่นเทาอย่างแรงจนน้ำในแก้วเกือบจะกระฉอกหกออกมาเลอะเทอะ
เจ้า...เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการเนี่ยนะ!
หัวใจของเขาเต้นรัวแรงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ตำแหน่งนี้มันเป็นงานนั่งโต๊ะ เป็นงานระดับมันสมองที่ชาวบ้านอย่างพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
แต่พอหันไปเห็นน้องสาวที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่งเป็นปกติ
เขาก็ต้องรีบจิกเล็บลงบนฝ่ามือตัวเองแน่น ข่มความอยากรู้อยากเห็นและความตื่นเต้นเอาไว้สุดชีวิต
คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกช้างด้วย ผมไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม เขาพูดว่า...เจ้า เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการจริงๆ ด้วย
ตู้เสี่ยวจวนไม่ทันสังเกตเห็นอาการตื่นเต้นของหลินชิงมู่ จึงหันมาถามหยั่งเชิงหลินถังต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความสงสัย
“สหายหลินเป็นอะไรกับผู้อำนวยการฉินเหรอคะ”
ในใจของเธอกำลังคาดเดาไปต่างๆ นานา หรือว่าเด็กคนนี้จะเป็นหลานสาวห่างๆ ของท่านผู้อำนวยการ
“พี่ตู้คงอยากรู้ว่าหนูกับผู้อำนวยการฉินมีความสัมพันธ์กันยังไงใช่ไหมคะ เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไรที่พูดไม่ได้หรอกค่ะ หนูกับลูกสาวของคุณลุงฉินเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนมัธยมปลาย จดหมายแนะนำตัวฉบับนี้คุณลุงฉินท่านเมตตาออกให้เพราะเห็นแก่ที่หนูเป็นเพื่อนสนิทกับลูกสาวของแกค่ะ”
เมื่อมีคนหนุนหลังระดับบิ๊ก หลินถังย่อมไม่คิดจะปิดบังให้เสียโอกาส
ในเมื่อมีเส้นสายที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ทำไมถึงจะไม่ใช้ประโยชน์จากมันเพื่อลดขั้นตอนและความยุ่งยากต่างๆ ล่ะ เรื่องดีๆ แบบนี้มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะปฏิเสธ
และนี่ก็เป็นความต้องการของฉินหมินเซิงด้วยที่ต้องการให้เธอใช้บารมีของเขาให้เต็มที่
“เธอเป็นเด็กจบมัธยมปลายเหรอเนี่ย” สีหน้าของตู้เสี่ยวจวนเปลี่ยนไปทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงดูจริงจังและให้เกียรติมากขึ้น
เด็กจบมัธยมปลายเชียวนะ ในยุคนี้ถือว่ามีความรู้สูงมาก
ดูท่าตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการที่ว่างอยู่ คงหนีไม่พ้นแม่หนูคนนี้เป็นแน่แท้
แต่ไม่ว่าใครจะได้เข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับหน้าที่การงานของเธออยู่แล้ว
แถมเด็กสาวคนนี้ดูท่าทางว่านอนสอนง่าย กิริยามารยาทเรียบร้อย ไม่น่าจะเป็นคนหัวแข็งชอบก่อเรื่องวุ่นวาย ถ้าได้เข้ามาทำงานด้วยกันในห้องกระจายเสียงก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
หน้าตาสะสวยผิวพรรณดีแบบนี้ ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะไปทำงานใช้แรงงานแบกหามในโรงงานให้เสียของ
“ถ้าทุกอย่างราบรื่น วันหน้าเราอาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ฉันขออวยพรให้เธอโชคดีล่วงหน้านะจ๊ะ” ตู้เสี่ยวจวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองมากขึ้น
ดวงตาของหลินถังสว่างวาบขึ้นมาทันที เหมือนมีประกายดาวระยิบระยับเต้นระบำอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“ขอบคุณค่ะพี่ตู้”
ดูท่าการคาดเดาของเธอจะไม่ผิด ตู้เสี่ยวจวนคนนี้คงเป็นหัวหน้าคุมห้องกระจายเสียงที่มีอิทธิพลไม่น้อยเลยทีเดียว
“ขอบคุณอะไรกัน ไม่ต้องเกรงใจหรอก นั่งพักรอกันไปก่อนนะ ฉันขอตัวไปจัดการงานก่อน”
หลินถังและหลินชิงมู่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
ตู้เสี่ยวจวนเดินตรงไปที่เครื่องเล่นแผ่นเสียงรุ่นเก่าตัวเก่งของเธอ
เธอเปิดฝาครอบออกอย่างชำนาญ เสียบปลั๊กไฟ แล้วบรรจงวางแผ่นเสียงลงไปบนแป้นหมุน
ทันทีที่ปลายนิ้วบิดปุ่มหมุนเครื่องเล่น เสียงเพลงอันไพเราะเสนาะหูก็ดังกระหึ่มขึ้นมา
เสียงเพลงนั้นถูกส่งผ่านระบบขยายเสียงไปยังลำโพงฮอร์นที่ติดอยู่ทั่วโรงงาน เพลงที่เปิดคือเพลง ใครว่าบ้านเกิดฉันไม่ดี
นี่เป็นเพลงยอดฮิตที่เริ่มโด่งดังไปทั่วประเทศตั้งแต่ปีที่แล้ว ท่วงทำนองที่สนุกสนานและเนื้อหาที่กินใจทำให้ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างล้นหลาม
หลินถังที่เคยเห็นเทคโนโลยีล้ำสมัยในโลกอนาคตมาจนชินตา จึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับเครื่องเล่นเพลงโบราณนี้
แต่สำหรับหลินชิงมู่ที่เป็นคนบ้านนอกคอกนาโดยกำเนิด ไม่เคยได้เปิดหูเปิดตาเห็นโลกกว้างมาก่อน
พอได้ยินเสียงเพลงดังออกมาจากกล่องสี่เหลี่ยม เขาก็เบิกตากว้างจนแทบถลน
“ถังถัง...นั่น...นั่นมันคือตัวอะไรน่ะ” เขากระซิบถามน้องสาวเสียงสั่นด้วยความสงสัยใคร่รู้
หลินถังกลั้นขำก่อนจะอธิบายให้พี่ชายเข้าใจ “นั่นเขาเรียกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงค่ะพี่ 3 มันต่อสายไฟเชื่อมกับลำโพงของโรงงาน เสียงเพลงเลยดังออกไปข้างนอกได้ยังไงล่ะคะ”
ตู้เสี่ยวจวนที่หูดีได้ยินบทสนทนานั้น เธอคิดไม่ถึงว่าหลินถังจะรู้จักเครื่องเล่นแผ่นเสียง แววตาจึงฉายความประหลาดใจออกมาอย่างชัดเจน
ทั้งอำเภอนี้ มีคอมมูนตั้งหลายแห่ง แต่มีแค่โรงงานทอผ้าของพวกเธอที่เดียวเท่านั้นที่มีเครื่องเล่นแผ่นเสียงเครื่องนี้
เธอกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่าของสิ่งนี้เป็นของหายากและทันสมัยมากๆ ในยุคนี้
คิดไม่ถึงว่าเด็กสาวบ้านนาอายุสิบกว่าปีจะรู้จักของวิเศษชิ้นนี้ได้
ช่างน่าแปลกใจจริงๆ!
สองพี่น้องตระกูลหลินไม่ได้สนใจความคิดของตู้เสี่ยวจวนที่กำลังมองมา
หลินชิงมู่ยังคงมีสีหน้าสงสัยเต็มประดา แต่ก็พยักหน้าทำทีว่าเข้าใจไปอย่างนั้น กะว่ารอให้ออกจากโรงงานแล้วค่อยซักถามน้องสาวให้ละเอียดอีกที
แม่ของเขาย้ำนักย้ำหนาก่อนออกจากบ้านว่าห้ามทำตัวเซ่อซ่าให้น้องสาวขายหน้าเด็ดขาด
หลินถังไม่รู้ความคิดวุ่นวายในหัวของพี่ชาย 3 นึกว่าเขาเข้าใจกลไกของมันแล้วจึงขยับปากจะพูดเสริมแต่ก็เลือกที่จะเงียบไป
เมื่อเสียงลำโพงโรงงานดังขึ้น เป็นสัญญาณเริ่มงาน หญิงสาวหน้าตาดีกลุ่มหนึ่งก็เริ่มทยอยเดินทางมาทำงาน
ภาพบรรยากาศยามเช้าดูสดใส บางคนเดินจับกลุ่มคุยกัน บางคนขี่จักรยานคันโก้ บางคนถึงกับอุ้มลูกน้อยมาด้วย...สีหน้าท่าทางของทุกคนดูมีความสุขและภาคภูมิใจ
ทุกคนดูมีพลังวังชาและกระตือรือร้นในการทำงานเพื่อชาติ
หลังจากนั่งรอต่ออีกสักพัก ก็ถึงเวลาเริ่มการสอบ
หลินถังถูกตู้เสี่ยวจวนพาเดินไปยังห้องสอบอีกห้องหนึ่ง
ภายในห้องมีผู้เข้าสอบนั่งรออยู่ก่อนแล้วประมาณ 20 คน
มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงคละกันไป อายุอานามดูไล่เลี่ยกันน่าจะประมาณ 20 ปี
พอทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่คุมสอบของโรงงานก็เริ่มแจกข้อสอบ
“เวลาในการทดสอบคือ 1 ชั่วโมง ขอให้สหายทุกท่านรักษาเวลาด้วย เกินเวลาไม่รับกระดาษคำตอบเด็ดขาด”
สิ้นเสียงประกาศอันเด็ดขาดของเจ้าหน้าที่ ทุกคนก็รีบก้มหน้าก้มตาลงมือเขียนคำตอบทันที
ห้องสอบที่เคยเงียบสงบมีเพียงเสียงปลายปากกาขีดเขียนลงบนกระดาษดัง ฟึ่บฟั่บ ประสานกัน
หลินถังก้มมองดูโจทย์ข้อสอบในมือ
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเพราะโจทย์พวกนี้ดูแปลกพิกล
เนื้อหาข้อสอบมีความหลากหลายจนน่าปวดหัว มีทั้งความรู้เรื่องการเดินเครื่องจักรและการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์เบื้องต้น ความรู้เรื่องการเขียนคำขวัญและการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ แม้กระทั่งปัญหาเชาวน์เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของพนักงาน...
สีหน้าของผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ในห้องต่างเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ความมั่นใจที่พกมาเต็มกระเป๋าหดหายไปจนหมดสิ้น
พอลอบกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง
เห็นว่าคนอื่นก็นั่งกุมขมับทำไม่ได้เหมือนกัน ทุกคนเลยถอนหายใจโล่งอกแล้วก้มหน้าก้มตามั่วคำตอบต่อไปอย่างน้อยก็มีเพื่อนตาย
แต่สำหรับหลินถัง
โจทย์ที่ดูเหมือนจงใจแกล้งให้ยากและครอบจักรวาลเหล่านี้ สำหรับเธอแล้ว มันง่ายดายราวกับเอาโจทย์การบ้านโยงเส้นจับคู่ของเด็กอนุบาลมาให้เด็กมหาวิทยาลัยทำ
มันช่างง่ายดายสุดๆ ไปเลย!
[จบบท]