บทที่ 67: ลูกสาวฉันได้เป็นพนักงานแล้ว
พี่น้องตระกูลหลินไม่ได้มีเจตนาจะหาเรื่องใคร แต่น่าเสียดายที่คนบางคนกลับไม่ชอบอยู่อย่างสงบสุข เห็นทีไรเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัวอยู่เรื่อย
“หลินถัง? เธอมาทำอะไรที่นี่” หลิวกั๋วฮุยพอเห็นหน้าสองพี่น้องก็แสดงอาการลุกลี้ลุกลน รีบยกมือขึ้นป้องใบหน้าที่มีรอยฟกช้ำ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว
หลินชิงมู่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะพูดสวนกลับไปอย่างเจ็บแสบ
“หลิวกั๋วฮุย ฉันว่านายนี่มันตลกดีนะ คนบ้านตระกูลหลิวของพวกนายเป็นพวกชอบวางก้ามหรือไง ถนนเส้นนี้บ้านนายเป็นคนลงแรงสร้างเหรอ? หรือว่าที่ตรงนี้เป็นสวนหลังบ้านของนายกันล่ะ ทำไมพวกเราจะเดินผ่านไม่ได้ บ้านนายขายท่อน้ำประปาหรือไงถึงได้มาทำตัวจัดการไปทั่วแบบนี้”
คำพูดของเขาไม่มีความเกรงใจเลยสักนิด ยึดหลักการที่ว่า ‘ยั่วให้โมโหคือเป้าหมายหลัก’ จึงพ่นวาจาใส่ฉอดๆ ไม่หยุดหย่อน
หลิวกั๋วฮุยโดนตอกหน้าหงายจนพูดไม่ออก ใบหน้าสลับสีเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีดด้วยความโกรธจัด เขาเกรงว่าขืนคุยต่อมีหวังได้ถูกปากคอเราะร้ายของหลินชิงมู่พ่นพิษใส่จนกระอักเลือดตายแน่ๆ จึงตัดใจไม่ต่อล้อต่อเถียง แล้วเดินขากะเผลกกระย่องกระแย่งหนีไปข้างหน้า ทว่ารังสีความอำมหิตและความโกรธแค้นยังคงแผ่ออกมาจากแผ่นหลังที่ดูทุลักทุเลนั่นอย่างชัดเจน
หลินชิงมู่เห็นว่าคราวนี้หลิวกั๋วฮุยกลับไม่โต้ตอบเลยสักคำ ก็รู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล จึงรีบสาวเท้าเดินเข้าไปใกล้ พลางกวาดตามองสำรวจสภาพของอีกฝ่ายอย่างละเอียด
“อ้าว นี่นายเป็นพนักงานชั่วคราวของโรงงานเหล็กไม่ใช่เหรอ เวลานี้มันต้องเป็นเวลาทำงานนี่นา ทำไมถึงมีสภาพดูไม่ได้แบบนี้ล่ะ โดนใครดักซ้อมมาหรือเปล่าเพื่อน” หลินชิงมู่หัวเราะร่า เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกวนประสาทที่ฟังแล้วน่าประเคนหมัดใส่สักทีสองที
หลิวกั๋วฮุยเบิกตากว้าง ถลึงตาใส่ด้วยความอาฆาต “หลินชิงมู่ นายอย่าให้มันมากเกินไปนักนะ!”
“ก็ฉันจะลางานกลับบ้าน มันหนักหัวใครไม่ทราบ!”
ทำไมเขาต้องมาซวยเจอกับสองพี่น้องตระกูลหลินในเวลาแบบนี้ด้วยนะ วันนี้มันวันวิปโยคอะไรกันนักหนา
หลินถังคร้านจะใส่ใจคนพาลอย่างหลิวกั๋วฮุย เธอจึงเอื้อมมือไปดึงแขนพี่ชายสามที่ตั้งท่าจะอ้าปากแซะต่อ
“พี่สาม อย่าไปเสียเวลาเลยค่ะ พวกเรารีบกลับบ้านกันดีกว่า”
แต่จะว่าไป สภาพอันน่าสมเพชของหลิวกั๋วฮุยก็ดูมีพิรุธจริงๆ นั่นแหละ นับตั้งแต่มีคดีลักพาตัวเด็กสาวเกิดขึ้นในตัวอำเภอ ทางสถานีตำรวจก็จัดตั้งหน่วยลาดตระเวนขึ้นมาดูแลความสงบเรียบร้อย หากมีเหตุร้ายอะไรเกิดขึ้น แค่ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ประเดี๋ยวเดียวก็จะมีเจ้าหน้าที่วิ่งเข้ามาดูแล้ว
การที่จะถูกคนดักทำร้ายร่างกายกลางวันแสกๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ยย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด นอกเสียจากว่าคนคนนี้ไปก่อเรื่องเลวทรามอะไรมาอีกแน่ๆ แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่กงการอะไรของเธอ หลินถังไม่มีความสนใจอยากจะรู้ และยิ่งไม่คิดจะเก็บมาใส่สมองให้รกเปล่าๆ
ทางด้านหลินชิงมู่ พอเห็นว่าน้องสาวสุดที่รักไม่ได้มีท่าทีหวั่นไหวหรือสนใจหลิวกั๋วฮุยเลยแม้แต่น้อย เขาก็รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก จึงหิ้วสัมภาระเดินนำหน้ามุ่งกลับเข้าหมู่บ้าน ขอแค่น้องสาวเขาไม่แคร์ หมอนั่นจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่างมันปะไร
หลิวกั๋วฮุยยืนมองแผ่นหลังของสองพี่น้องที่เดินจากไปอย่าง ‘ผู้ชนะ’ ด้วยความเจ็บแค้น เขาเตะระบายอารมณ์ใส่ต้นไม้ข้างทางเต็มแรง แต่กรรมตามทันตาเห็น แรงเตะไปสะเทือนถึงแผลที่เจ็บอยู่แล้ว เล่นเอาเขาต้องรีบนั่งยองๆ กุมนิ้วเท้าแล้วแหกปากร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
ณ กองผลิตซวงซาน
สมาชิกตระกูลหลินทุกคนต่างนั่งไม่ติดที่ หัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ราวกับมีกระต่ายป่าวิ่งพล่านอยู่ข้างใน ต่างพากันชะเง้อคมองไปทางปากทางเข้าหมู่บ้านเป็นระยะๆ อารมณ์เหมือนกำลังเฝ้ารอคอยดวงดาวและพระจันทร์ก็ไม่ปาน
“ซิ่วลี่ ทำไมเธอเอาแต่จ้องไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้านตลอดเลยล่ะ ยังห่วงลูกสาวอยู่อีกเหรอ” หวังเสวี่ยเหมย หญิงม่ายเพื่อนบ้านเอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้ม
“เลี้ยงลูกร้อยปี ห่วงไปเก้าสิบเก้าปี จะให้วางใจได้ยังไงล่ะ” หลี่ซิ่วลี่ตอบกลับ แต่สายตาก็ยังไม่ละไปจากถนนทางเข้าหมู่บ้าน มองออกไปอย่างมีความหวัง
“เจ้าชิงมู่ก็ไปด้วยไม่ใช่เหรอ มีพี่ชายไปด้วยทั้งคน ถังถังไม่เป็นอะไรหรอกน่า”
“...ที่เธอพูดมามันก็ถูก” หลี่ซิ่วลี่ตอบรับแกนๆ
ก็ลูกสาวเธอบอกว่าน่าจะกลับมาถึงตอนเที่ยง แต่นี่มันบ่ายคล้อยแล้วก็ยังไม่เห็นวี่แวว คนเป็นแม่จะให้นั่งตบยุงเฉยๆ ได้ยังไง แถมผลสอบจะเป็นยังไงบ้างก็ยังไม่รู้ พอคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา คิ้วของหลี่ซิ่วลี่ก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น เธอยิ่งชะเง้อคอมองไปที่ถนนบ่อยกว่าเดิม
นับว่ายังดีที่หลินฟูเข้าใจหัวอกคนบ้านรอง ตอนแจกจ่ายงานเมื่อเช้า เขาเลยจงใจจัดสรรพื้นที่ทำกินบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านให้พวกเขา ไม่อย่างนั้นป่านนี้หลี่ซิ่วลี่คงไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานทำการแน่
หวังเสวี่ยเหมยสังเกตเห็นอาการใจลอยของเพื่อนบ้าน แล้วก็พาลมองไปถึงคนอื่นๆ ในตระกูลหลินที่มีอาการคล้ายๆ กัน ในใจก็นึกฉงนสนเท่ห์ว่าบ้านนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด ดูแปลกพิลึก... หล่อนส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะงัดจอบขึ้นมาขุดดินทำงานของตัวเองต่อไป
“ถังถัง...”
ทันทีที่หลี่ซิ่วลี่เหลือบไปเห็นเงาร่างของลูกๆ เดินกลับมา เธอก็ทิ้งจอบในมือลงทันควัน แล้วออกวิ่งตรงดิ่งไปหาลูกสาวอย่างไม่คิดชีวิต แม้เธอจะเป็นคนผอมแห้งตัวเล็ก แต่ความเร็วในตอนนี้นั้นไวปานวายุพัด เพียงไม่กี่อึดใจก็พุ่งมายืนหอบแฮกอยู่ตรงหน้าหลินถังแล้ว
“...ถังถัง เป็นยังไงบ้างลูก?” หลี่ซิ่วลี่จ้องมองใบหน้าลูกสาวตาไม่กะพริบ หัวใจเต้นแรงระรัวจนแทบลืมหายใจ
หลินถังมองดูคราบดินโคลนที่เลอะเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าและร่องรอยความเหนื่อยยากบนใบหน้าของผู้เป็นแม่ ความรู้สึกจุกแน่นตีตื้นขึ้นมาในอกจนจมูกแสบร้อน เธอกอดแขนแม่แน่น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง
“ลูกสาวแม่ไม่ทำให้ผิดหวังอยู่แล้วค่ะ!”
“แม่จ๋า หนูสอบผ่านแล้วนะ!”
“แม่ดูนี่สิ นี่คือใบสำคัญซื้อธัญพืชและน้ำมันของหนู ในนี้ระบุไว้ชัดเจนเลยว่าหนูมีสถานะเป็นพนักงานโรงงานทอผ้าในตัวเมืองแล้ว ต่อไปนี้บ้านตระกูลหลินของเรามีคนงานกินเงินเดือนแล้วนะคะ”
พูดจบ หลินถังก็ล้วงสมุดเล่มเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นไปตรงหน้าแม่ด้วยความภาคภูมิใจ หลี่ซิ่วลี่ทำท่าจะยื่นมือออกไปรับ แต่พอเห็นมือตัวเองเปื้อนดินโคลนดำเมี่ยม ก็กลัวว่าจะไปทำของสำคัญของลูกเลอะเทอะ จึงรีบชักมือกลับมาซุกไว้ข้างตัว
“ดี... ดีจริงๆ ลูกสาวฉันได้เป็นพนักงานแล้ว นี่มันเป็นเรื่องมงคล เป็นเรื่องดีจริงๆ...”
ปากพร่ำบอกว่าดี แต่น้ำตากลับเอ่อล้นออกมาจนขอบตาแดงก่ำ ทว่าบนใบหน้านั้นกลับฉีกยิ้มกว้างด้วยความปิติยินดี
หลินถังหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาบรรจงเช็ดคราบโคลนบนมือให้แม่จนสะอาดเกลี้ยงเกลา จากนั้นจึงวางสมุดประจำตัวเล่มสำคัญลงบนฝ่ามือของผู้เป็นแม่
“แม่ดูเถอะค่ะ จับได้เลย มันไม่พังง่ายๆ หรอก”
นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของหลี่ซิ่วลี่ลูบไล้ผ่านตัวอักษรคำว่า ‘ในเมือง’ บนสมุดปกแดงอย่างแผ่วเบา มุมปากของเธอยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหู แววตาที่มองดูสมุดเล่มนั้นเต็มไปด้วยความสุขสมหวังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน วินาทีนี้ ภูเขาแห่งความทุกข์ระทมที่เคยกดทับบ่าเธอไว้ได้ถูกยกออกไปจนหมดสิ้น ราวกับว่าเธอได้กลับไปเป็นสาวรุ่นอีกครั้ง
หลินชิงมู่ยืนเป็นหัวหลักหัวตออยู่ข้างๆ พอเห็นแม่ดีใจจนน้ำตาไหลแบบนี้ ในใจเขาก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่ลึกๆ เฮ้อ... คงเป็นเพราะพวกเขาลูกผู้ชายมันไม่ได้เรื่องเองสินะ ถึงต้องให้แม่กับน้องสาวเหนื่อยกันขนาดนี้
เพื่อทำลายบรรยากาศซึ้งกินใจที่เริ่มจะชวนให้เศร้า หลินชิงมู่จึงโพล่งขึ้นมาว่า
“แม่ ถังถังซื้อซาลาเปามาฝากแม่ด้วยนะ มีไส้เนื้อด้วยนะจะบอกให้!”
เสียงของเขาดังพอที่จะทำให้แก๊งเด็กน้อยทั้งสี่คนที่เพิ่งวิ่งหน้าตื่นมาถึงได้ยินเข้าเต็มสองหู
“อาเล็กครับ! ซาลาเปาอะไรเหรอ มีส่วนของพวกผมไหม?” โก่วตั้นมองหน้าอาเล็กตาละห้อย น้ำลายแทบหก พอเขาเอ่ยปากถาม โช่วตั้นและน้องๆ อีกสามคนก็ส่งสายตาเว้าวอนแบบเดียวกันมาให้
“เรื่องนี้อาไม่รู้เว้ย พวกเอ็งต้องไปถามอาหญิงเอาเอง” หลินชิงมู่ใช้ฝ่ามือใหญ่ตบแปะๆ ลงบนหัวหลานชายคนโตเบาๆ
โก่วตั้นตวัดสายตามองค้อนแวบหนึ่ง ก่อนจะปัดมืออาสามออกอย่างไม่ไยดี ทำตัวเหมือนคนรื้อสะพานทิ้งหลังข้ามแม่น้ำเสร็จ เขาพาขบวนน้องๆ เบียดเสียดเข้าไปหาหลินถัง แล้วเงยหน้าจ้องเธอตาแป๋ว
“อาหญิงครับ... มีซาลาเปาแบ่งให้พวกผมไหมครับ?”
หลินถังนั้นใจป๋าอยู่แล้ว พอนึกถึงเงินยี่สิบกว่าหยวนที่หามาได้ในกระเป๋า ความมั่นใจก็พุ่งปรี๊ด
“มีสิ! ระดับอาหญิงแล้ว มีให้กินทุกคนจ้ะ”
โก่วตั้นได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนตัวสั่น สายตาเจ้าเล่ห์เหลือบมองไปที่กล่องข้าวไม้ในมือของอาเล็กเป็นระยะ แววตาเต็มไปด้วยความกระหายอยาก
“หิวแล้วล่ะสิ?” หลินถังถามยิ้มๆ
โก่วตั้นพยักหน้าหงึกหงักรัวเร็ว แล้วดึงน้องๆ เข้ามาสมทบ “อื้อ หิวแล้วครับ โช่วตั้น หูโถว แล้วก็หนิวหนิวก็หิวไส้กิ่วแล้วเหมือนกัน”
เจ้าก้อนแป้งซาลาเปาทั้งหลายต่างพากันพยักหน้าสนับสนุน มองดูหลินถังด้วยดวงตาฉ่ำน้ำระยิบระยับ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนใจเจ็บ
“งั้นกลับถึงบ้านแล้วค่อยกินนะ ดูสิมือพวกหลานสกปรกมอมแมมขนาดนี้ จะหยิบของกินได้ยังไง” หลินถังดุด้วยความเอ็นดู
สิ้นเสียงคำสั่ง ดวงตาของโก่วตั้นก็ลุกวาว เขาทำสัญญาณมือกวักเรียกน้องๆ วิ่งปรู๊ดไปที่บ่อน้ำเล็กๆ ข้างทาง ล้างไม้ล้างมือกันอย่างรวดเร็ว แล้วก็วิ่งตึงตังกลับมายืนเข้าแถว
“อาหญิงครับ มือสะอาดเอี่ยมอ่องแล้วครับ!”
“หนูก็สะอาดแล้วค่า...” หนิวหนิวยื่นมือน้อยๆ มาตรงหน้าหลินถัง เพื่อให้เธอตรวจสอบความเรียบร้อย
หลินถังอดหัวเราะออกมาไม่ได้กับความแสนรู้ของเจ้าพวกตัวแสบ เพื่อของกินแล้ว พลังงานเหลือล้นกันจริงๆ เชียว
เธอเดินไปหาพี่ชายสามด้วยความอ่อนใจ เปิดฝากล่องข้าว แล้วหยิบซาลาเปาลูกใหญ่ส่งให้โก่วตั้นหนึ่งลูก
“อ่ะ เอาไปลูกหนึ่ง แบ่งให้น้องๆ กินรองท้องกันก่อนนะ เดี๋ยวตอนเย็นกลับไปบ้านยังมีเนื้อให้กินอีก เก็บพื้นที่ในกระเพาะเอาไว้รอด้วยล่ะ”
โก่วตั้นรับซาลาเปามาประคองไว้ พอเห็นว่าเป็นซาลาเปาแป้งขาวเนื้อนุ่ม เขาก็กลืนน้ำลายเอือกใหญ่
“ขอบคุณครับอาหญิง!”
บรรดาเจ้าตัวเล็กทั้งหลายก็ประสานเสียงกล่าวขอบคุณอย่างพร้อมเพรียง
“ขอบคุณค่ะอาหญิง!”
“อาหญิงใจดีที่สุดในโลกเลย!”
[จบบท]