บทที่ 69: ข่าวสะเทือนทุ่ง! หลินถังเข้าโรงงาน
แสงแดดยามบ่ายแผดเผาลงมาที่ทุ่งนาของกองผลิตซวงซาน หลี่ซิ่วลี่ยืดตัวขึ้นบิดเอวคลายความเมื่อยล้าพลางส่ายหน้าและถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความอัดอั้น
“เฮ้อ คนเรานี่ก็นะ อยู่กองผลิตเดียวกันแท้ๆ ยังมีคนใจดำอำมหิตปะปนอยู่อีก”
และคนผู้นั้นไม่ใช่แค่ร้ายธรรมดา แต่เป็นคนประเภทที่ลงมือเมื่อไหร่ก็กะเอาให้ถึงตาย เป็นความโหดเหี้ยมที่น่ารังเกียจ
หวังเสวี่ยเหมยที่ก้มหน้าถอนหญ้าอยู่ข้างๆ รู้ทันทีว่าเพื่อนบ้านรุ่นพี่กำลังหมายหัวใคร จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแม่ตัวดี ‘หวังเจาตี้’ หญิงสาวชาวบ้านผู้มีวีรกรรมฉาวโฉ่
นางมือไม้ยังคงดึงวัชพืชไม่หยุด แต่ปากก็เอ่ยปลอบใจเพื่อนบ้านไปตามประสา “ข้าวหม้อเดียวกันยังเลี้ยงคนออกมาได้ร้อยพ่อพันแม่ เธอจะไปเอาความอะไรกับคนพรรค์นั้นได้ล่ะแม่หลินถัง จะให้ไปตีให้ตายก็คงจะเกินไปหน่อย คิดเสียว่าช่างหัวมันเถอะ ชีวิตพวกเรายังต้องเดินหน้าต่อ
อีกอย่างตอนนี้แม่หนูหลินถังของเธอก็ได้ดิบได้ดีเป็นคนงานแล้ว ต้องเข้าเมืองไปทำงานทุกวัน ต่อไปถึงหวังเจาตี้อยากจะหาเรื่องลูกสาวเธอ ก็คงหมดสิทธิ์แล้วล่ะ”
“...ฉันก็พยายามคิดแบบนั้นเหมือนกันนั่นแหละ แต่พอมาเจอคนหน้าด้านหน้าทนแบบนังเด็กหวังเจาตี้ ฉันนี่จนหนทางจริงๆ
เธอคิดดูสิ เพราะนังเด็กนั่นชอบมารังแกหลินถัง พี่ชายทั้งสามคนของลูกฉันต้องไปดักสั่งสอนนังเด็กนั่นตั้งกี่หนตั้งแต่เล็กจนโต แต่ถามว่าเข็ดไหม? ก็ไม่
พอโดนตีก็ร้องห่มร้องไห้สารภาพผิดปานจะขาดใจ แต่พอผ่านไปไม่กี่วันก็กลับมาก่อเรื่องเหมือนเดิม คนสันดานแบบนี้ฉันเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกนี่แหละ”
หลี่ซิ่วลี่ยิ่งพูดยิ่งมีน้ำโห เมื่อเอ่ยชื่อหวังเจาตี้ทีไร ความดันแทบจะพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง
นางหารู้ไม่ว่าลูกชายทั้งสามคนของนางได้แอบไป ‘จัดหนัก’ สั่งสอนหวังเจาตี้มาหลายรอบแล้วโดยที่นางไม่รู้
ที่พวกเขารวมหัวกันปิดบังก็เพราะกลัวแม่จะด่านั่นแหละ
ถ้ารู้ว่าแม่ตัวเองก็แค้นใจจนอยากจะจัดการนังเด็กนั่นเหมือนกัน ป่านนี้คงรายงานผลงานความดีความชอบไปนานแล้ว
หวังเสวี่ยเหมยฟังแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า “เด็กสาวที่มีนิสัยพิลึกพิลั่นแบบหวังเจาตี้ ฉันเองก็ไม่เคยพบเคยเห็นเหมือนกัน ในรัศมีสิบหมู่บ้านนี้ กองผลิตเราโชคดีเหลือเกินที่มีโผล่มาคนหนึ่ง แปลกประหลาดแท้ๆ”
ระหว่างที่สองแม่บ้านกำลังสนทนาปรับทุกข์กันอย่างออกรส ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งมาทางที่นาฝั่งตะวันตก
หลินชิงมู่นั่นเอง
หลินลู่ผู้เป็นพ่อ พอเห็นลูกชายคนเล็กวิ่งมาแต่ไกล เขาก็ทิ้งจอบในมือแล้วรีบซอยเท้าวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาทันทีด้วยความร้อนรน
“เจ้าสาม น้องสาวแกเป็นยังไงบ้าง? ผลสอบเป็นยังไง? หลินถังสอบติดไหม?”
ไม่ใช่แค่ผู้เป็นพ่อ หลินชิงซานและหนิงซินโหรว รวมถึงหลินชิงสุ่ยและโจวเหมย ทุกคนต่างหยุดมือจากงานแล้วพุ่งความสนใจมาที่หลินชิงมู่ด้วยสายตาคาดหวังจนแทบจะลุกเป็นไฟ
หลินชิงมู่หยุดหอบหายใจ พยักหน้าแรงๆ หนึ่งที แล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติด้วยความตื่นเต้น “สอบติดแล้วพ่อ! น้องสาวได้เป็นคนงานแล้ว!”
ใบหน้าของเขาเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง เสียงประกาศชัยชนะนั้นดังสนั่นไปทั่วท้องทุ่ง ไม่ใช่แค่ตระกูลหลินที่ได้ยิน แต่ชาวบ้านร้านตลาดแถวนั้นก็ได้ยินกันถ้วนหน้า
หลินลู่ตบเข่าฉาด หัวเราะร่าเสียงดังลั่นทุ่ง
“ฮ่าๆๆๆ เยี่ยม! ลูกสาวฉันนี่มันเก่งจริงๆ เว้ยเฮ้ย!”
“หลินถังสอบผ่านแล้ว เยี่ยมไปเลย” หลินชิงซานยิ้มแก้มปริ ความปีติยินดีเอ่อล้นออกมาทางสีหน้าอย่างปิดไม่มิด
หนิงซินโหรวรีบเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ฉันอยากจะรีบกลับบ้านไปฟังหลินถังเล่ารายละเอียดจะแย่อยู่แล้ว น้องเก่งจริงๆ ค่ะคุณ”
“หลินถังเก่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าเป็นเรื่องการเรียนการสอบ ไม่มีใครสู้หลินถังได้หรอก” หลินชิงซานยืดอกเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจในตัวน้องสาวสุดที่รัก
สมัยเรียนหนังสือ ใครบ้างจะไม่รู้กิตติศัพท์ความฉลาดของน้องสาวพวกเขา เดินไปไหนพี่ชายอย่างพวกเขาก็ยืดได้อย่างภาคภูมิ
โจวเหมย พี่สะใภ้รองผู้จมูกไวเรื่องของกิน ขยับตัวเบียดเข้าไปใกล้หลินชิงมู่ สายตาจับจ้องไปที่กล่องไม้ในมือของน้องสามเขม็ง
“เป็นเรื่องมงคลจริงๆ! ว่าแต่เจ้าสาม ในมือเธอนั่นมีของกินใช่ไหม? แบ่งให้พี่สะใภ้ชิมหน่อยสิ
ก้มหน้าก้มตาทำงานมาทั้งวัน หิวจนไส้กิ่วหมดแล้วเนี่ย”
จมูกนางไม่ได้ฝาด กลิ่นหอมที่ลอยออกมานั่นมันกลิ่นเนื้อชัดๆ
ยังไม่ทันที่หลินชิงมู่จะอ้าปากตอบ ชาวบ้านที่หูผึ่งตั้งแต่ได้ยินคำว่า ‘คนงาน’ ก็เริ่มทยอยเดินเข้ามามุงล้อมรอบครอบครัวหลิน
“หลินรอง เมื่อกี้ฉันหูแว่วว่าลูกสาวแกได้เป็นคนงานแล้ว เรื่องจริงเรอะ?”
“ลูกสาวแกไปทำโรงงานไหนน่ะ? โอโห นี่มันเรื่องใหญ่ระดับหมู่บ้านเลยนะ เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
“ฟังดูเหมือนหลินถังไปสอบเข้าได้เองเหรอ? แล้วพวกแกไปรู้ข่าวรับสมัครงานมาจากไหนกัน?”
“...เขายังรับคนเพิ่มอีกไหม? หลินรอง แกนี่มันวาสนาดีจริงๆ ต่อไปนี้คงได้นั่งกินนอนกินสบายแฮแล้วสิ”
...
เพียงครู่เดียว ครอบครัวตระกูลหลินก็ถูกฝูงชนล้อมหน้าล้อมหลังจนแทบจะมองไม่เห็นทางออก
หลินลู่หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอย่างสบายใจเฉิบ พ่นควันปุ๋ยๆ ทำท่าทางวางมาดราวกับผู้เฒ่าผู้ทรงภูมิประจำหมู่บ้าน แม้ควันจะบังหน้าแต่ก็ไม่อาจบดบังรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ของเขาได้
“ลูกสาวฉันมันเก่งด้วยตัวของมันเอง จดหมายแนะนำตัวก็หามาได้เอง การสอบก็สอบติดด้วยความสามารถล้วนๆ
พวกแกถามว่าเป็นโรงงานอะไร? อ๋อ... ก็โรงงานทอผ้าจินโจวไง โรงงานใหญ่เบิ้มที่พวกแกรู้จักกันดีนั่นแหละ”
หลินลู่เลือกตอบคำถามที่อยากตอบ พลางยักคิ้วหลิ่วตาด้วยความภาคภูมิใจสุดขีด
ใบหน้าที่เคยดูเหี่ยวย่นตามกาลเวลา วันนี้กลับดูเปล่งปลั่งมีราศีจับขึ้นมาทันตาเห็น
ไม่ใช่แค่พ่อ แต่บรรดาพี่ชายตระกูลหลินเองก็ยืดอกรับความดีความชอบ
ความภูมิใจฉายชัดบนใบหน้า ราวกับว่าคนที่สอบติดเป็นคนงานคือตัวของพวกเขาเองก็ไม่ปาน
หลินชิงมู่ที่ยืนถือกล่องข้าวอยู่ตรงกลางวงล้อม ในฐานะพยานปากเอกที่ไปเห็นเหตุการณ์มากับตา ก็ได้รับความสนใจจากชาวบ้านไม่น้อย
พอโดนคนรุมถามรุมชมเข้าหน่อย เจ้าตัวก็เริ่มตัวลอย ปากเริ่มขยับโม้จ้อไม่หยุด
จนเผลอหลุดปากเล่าเรื่องสำคัญที่ตั้งใจจะอุบเงียบไว้ นั่นคือเรื่องที่ได้ไปกินอาหารเหลาที่ร้านอาหารของรัฐ
พอสิ้นเสียงคำว่า ‘ร้านอาหารของรัฐ’ เท่านั้นแหละ บรรยากาศรอบข้างก็เงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่สายตาของทุกคนจะลุกวาวเป็นไฟ ไม่ใช่แค่คนตระกูลหลิน แต่ชาวบ้านทุกคนต่างจ้องมองมาที่หลินชิงมู่เป็นตาเดียว
เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นรอบทิศทาง สายตาที่มองมาแทบจะกลืนกินเลือดเนื้อของหลินชิงมู่แทนอาหาร
นั่นมันสถานที่แบบไหนกัน?
นั่นมันคือร้านอาหารของรัฐ! ภัตตาคารในฝันของคนรากหญ้า!
สถานที่ที่กินข้าวมื้อเดียวอาจทำเอาพวกเขาล่มจมไปหลายวัน ชาวนาตาดำๆ อย่างพวกเขาเกิดมาจนแก่เฒ่าป่านนี้ ยังไม่เคยแม้แต่จะย่างกรายเข้าไปใกล้
แค่จะไปยืนด้อมๆ มองๆ หน้าประตูยังกลัวโดนพนักงานไล่ตะเพิด
แต่ไอ้หนุ่มตระกูลหลินคนนี้... อายุยังไม่ถึงยี่สิบ กลับได้เข้าไปนั่งกินอาหารในนั้นแล้ว?!
รู้สึกเหมือนตัวเองใช้ชีวิตมาหลายสิบปีแพ้เด็กเมื่อวานซืนจริงๆ
หลินชิงซาน พี่ชายคนโตผู้ไม่เคยได้สัมผัสรสชาติอาหารเหลา เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เจ้าสาม แกได้กินอะไรมาบ้าง?”
“ต้องมีเนื้อสัตว์แน่ๆ เข้าร้านอาหารของรัฐทั้งทีจะไม่กินเนื้อได้ยังไง ฉันเคยได้ยินเขาเล่าลือกันว่าเนื้อที่นั่นหอมจนจมูกแทบหลุด กัดเข้าไปทีน้ำมันชุ่มปากเลยนะ”
หลินชิงสุ่ยยืนเดาะลิ้นจ๊อบแจ๊บอยู่ข้างๆ จ้องหน้าน้องชายด้วยความหมั่นไส้ปนอิจฉา พลางชูกำปั้นขู่ไปมา
เจ้าน้องเวรนี่มันร้ายนัก แอบไปกินของดีคนเดียว
ไม่คิดถึงหัวอกพี่ชายที่ตากแดดตากลมขุดดินอยู่ในนาบ้างเลย
หลินชิงมู่เห็นสายตาอาฆาตของพี่ๆ ก็คิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาให้สุดไปเลย
“แน่นอนว่าต้องมีเนื้อสิพี่ เนื้อแพะจานเบ้อเริ่ม! แล้วน้องสาวยังใจป๋า สั่งเมนูพิเศษประจำวันให้ผมด้วย พวกพี่รู้ไหมว่ามันคืออะไร?”
เขาเว้นจังหวะให้คนลุ้น ก่อนจะตบหน้าขาตัวเองดังป้าบ ทำหน้าตาเคลิบเคลิ้มเหมือนคนเมายา “...เกี๊ยวเนื้อสดไงล่ะจ๊ะพี่จ๋า
โอ๊ย มันหอมมาก! ไส้เนื้อข้างในนี่ปรุงรสมาอย่างดี ที่สำคัญที่สุดคือแผ่นเกี๊ยวมันทำจากแป้งสาลีล้วนๆ ขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะ พอกัดเข้าไปคำแรกนะ ผมรู้สึกเหมือน... ตัวเองกำลังลอยขึ้นไปบนฟ้าเลย
แล้วพอกินเนื้อแพะตามเข้าไป เนื้อแพะนั่นทั้งสดทั้งนุ่ม เอามาผัดกับต้นหอมหอมๆ กลิ่นสาบสักนิดก็ไม่มี
ตอนพนักงานยกมาเสิร์ฟนะ กลิ่นหอมมันกระแทกจมูกจนผมแทบจะละลายลงไปกองกับพื้น...”
ชาวบ้านที่ยืนฟังการบรรยายอาหารรสเลิศต่างพากันตาค้าง น้ำลายสอเต็มปาก
แม่เจ้าประคุณเอ๋ย
ทั้งเกี๊ยวเนื้อสดแป้งสาลี ทั้งเนื้อแพะผัด มื้อนั้นมันต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน?
คงไม่ต่ำกว่า 1 หยวนแน่ๆ!
ชีวิตนี้พวกเขาจะมีบุญวาสนาได้เดินเชิดหน้าเข้าไปสั่งอาหารแบบนั้นกินบ้างไหมหนอ
ยิ่งฟังน้องชายบรรยายความอร่อย หลินชิงซานและหลินชิงสุ่ยก็ยิ่งรู้สึกเหมือนมีไฟสุมอยู่ในอก
สองพี่น้องหันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย
หลินชิงซานแสยะยิ้มเหี้ยม “เจ้ารอง จัดการมัน!”
หลินชิงสุ่ยถลกแขนเสื้อขึ้นทันควัน เตรียมพุ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่น้องรักข้อหาหมั่นไส้
หลินชิงมู่เห็นท่าไม่ดี รีบยัดกล่องข้าวในมือใส่อ้อมอกของพี่ชายคนรองทันที พร้อมกับแหกปากร้องโวยวาย
“พ่อ! พี่ใหญ่! พี่รอง! พี่สะใภ้! ผมไม่ใช่คนตะกละตะกลามกินคนเดียวไม่แบ่งใครนะโว้ย!
นี่ไงผมห่อกลับมาฝากทุกคนด้วย ในนี้ยังมีซาลาเปาไส้เนื้อลูกเบ้อเริ่มอยู่ ผมยังไม่ได้กัดสักคำเลยสาบานได้!”
สามพ่อลูกตระกูลหลินชะงักกึก
ซาลาเปา?
หลินลู่ผู้ผ่านโลกมาเยอะตั้งสติได้ก่อนใคร เขางอนิ้วชี้เคาะกะโหลกลูกชายคนเล็กไปทีหนึ่ง
“กินเกี๊ยวไปตั้งเยอะยังไม่พอใจอีกเหรอ? ยังจะมาจ้องซาลาเปาอีก ซาลาเปานี่หลินถังคงเป็นคนสั่งให้ห่อมาฝากพวกเราล่ะสิ! ลำพังสมองแกน่ะเหรอจะนึกถึงพ่อถึงแม่ได้?”
ลูกชายมันไม่ได้เรื่องสักคน สู้ลูกสาวคนเล็กไม่ได้เลย!
ไอ้พวกตัวผู้พวกนี้มีแต่จะคิดถึงปากท้องตัวเอง
หลินชิงสุ่ยพอรู้ว่าในกล่องข้าวมีสมบัติล้ำค่าอย่างซาลาเปาอยู่ จากที่ทำท่าจะง้างหมัดใส่ ก็เปลี่ยนเป็นกอดกล่องข้าวเอาไว้แน่นราวกับไข่ในหิน
สายตาของชาวบ้านนับสิบคู่จ้องมองไปที่กล่องข้าวในอ้อมกอดของเขาเป็นจุดเดียว
เสียงกลืนน้ำลายดัง ‘เอือก’ ดังสนั่นพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
ซาลาเปา!!
นั่นมันซาลาเปาแป้งสาลีจากร้านอาหารของรัฐเชียวนะ ใครบ้างจะไม่น้ำลายหก?
[จบบท]