บทที่ 7: อาเล็กไม่มีเนื้อหนังหรอก กินไปก็สากฟันเปล่า ๆ
“อื้อ รู้แล้วจ้ะแม่ หนูจะระวังตัวนะ”
จะไม่ให้ออกไปข้างนอกได้ยังไงกันล่ะ!
หลินถังคิดในใจอย่างมุ่งมั่น เธอต้องรีบฉวยโอกาสตอนที่ ‘โชคดี’ จากระบบยังคงทำงานอยู่ รีบขึ้นเขาไปกอบโกยอะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง ไม่อย่างนั้นถ้ามัวแต่รอจนถึงตอนเย็นที่ทุกคนในบ้านเลิกงานกลับมากันหมด เธอคงหมดโอกาสปลีกตัวออกไปไหนมาไหนคนเดียวแน่นอน
หลี่ซิ่วลี่มองดูลูกสาวที่รับปากอย่างว่าง่ายด้วยสายตาอ่อนโยน หัวใจของผู้เป็นแม่เหลวเป๋วด้วยความรักและความเป็นห่วง พลางนึกไปถึงน้องสามีที่แต่งงานออกไปอยู่ในตัวอำเภอ รอให้อีกฝ่ายกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อไหร่ เธอคงต้องลองเลียบเคียงถามดูเสียหน่อยว่าพอจะมีลู่ทางหา ‘น้ำตาลทรายแดง’ มาได้บ้างไหม
ดูสิ... เจ้าถังถังผอมจนตัวปลิวลมขนาดนี้ ต้องหาอะไรมาบำรุงกันยกใหญ่แล้ว
เมื่อส่งทุกคนแยกย้ายไปทำงานกันหมดแล้ว หลินถังก็พาหลานชายคนโตอย่าง ‘โก่วตั้น’ ที่ถูกผู้เป็นย่ากำชับแกมบังคับให้มาคอยดูแลอาหญิง มุ่งหน้าเดินขึ้นเขาไปด้วยกัน
ทว่า... ในใจของโก่วตั้นนั้นเต็มไปด้วยความต่อต้านถึงขีดสุด
ตั้งแต่จำความได้ ปู่กับย่ามักจะกรอกหูเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าบนภูเขานั้นน่ากลัวเพียงใด มีทั้งเสือตัวมหึมาและหมาป่าที่จ้องจะจับเด็กกิน ใครขวัญกล้าบังอาจขึ้นไปบนนั้น รับรองว่าต้องโดนตีจนก้นลายแน่ๆ
แต่ทว่า... ในเมื่ออาเล็กอยากจะไป เขาก็ไม่กล้าขัดใจ
เด็กชายจึงได้แต่เดินคอตก ตามหลังอาหญิงต้อยๆ ราวกับภรรยาตัวน้อยที่จำยอมสามีอย่างไรอย่างนั้น
เอาเถอะ ถ้าเกิดโชคร้ายเจอเสือหรือหมาป่าโผล่ออกมาจับกินจริงๆ ก็ขอให้พวกมันมากินเขาแทนแล้วกัน
ก็อาเล็กน่ะผอมกะหร่อง บนตัวแทบไม่มีเนื้อหนังอะไรเลย พวกสัตว์ป่ากินเข้าไปคงรู้สึกเหมือนเคี้ยวหิน เคี้ยวไม้ สากฟันเปล่าๆ
ถึงเขาจะผอมเหมือนกัน แต่อย่างน้อยเขาก็อายุน้อยกว่าอาเล็ก เนื้อเด็กๆ แบบเขาต้องนุ่มกว่าอยู่แล้ว!
แต่ว่า... ถ้าเขาโดนจับกินไปจริงๆ เขาก็จะไม่ได้เจอพ่อกับแม่ แล้วก็ปู่กับย่าอีกแล้วนะสิ
พอความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัว ขอบตาของโก่วตั้นก็ร้อนผ่าว น้ำตาเม็ดโตทำท่าจะร่วงแหมะลงมาเสียให้ได้ เขาเดินไปพลางหันหลังกลับไปมองทางหมู่บ้านเป็นระยะด้วยความอาลัยอาวรณ์ สีหน้าเคร่งเครียดจริงจังราวกับนักรบที่กำลังเดินเข้าสู่ลานประหาร
ท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความเสียสละอันยิ่งใหญ่นั้น หลินถังที่เดินนำอยู่ด้านหน้าไม่ได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังทิวเขาที่คุ้นเคย เบื้องหน้าคือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่โอบล้อมหมู่บ้านเอาไว้ ความรู้สึกของเธอในตอนนี้เปรียบเสมือนนกน้อยที่เพิ่งหลุดออกจากกรงขัง หัวใจพองโตด้วยความปีติยินดี
กองพลผลิตซวงซานตั้งอยู่ติดกับตีนเขา ชาวบ้านเรียกขานภูเขาสองลูกนี้ว่า ‘ต้าชิงซาน’ (ภูเขาเขียวลูกใหญ่) และ ‘เสี่ยวชิงซาน’ (ภูเขาเขียวลูกเล็ก)
ต้าชิงซานนั้นสูงตระหง่านเสียดฟ้า ยอดเขาตั้งชันดูอันตราย หินผารูปร่างแปลกตาเรียงรายสลับซับซ้อน หน้าผาสูงชันตั้งตรงดิ่งราวกับกำแพงยักษ์ อีกส่วนหนึ่งทอดตัวยาวพาดผ่านคล้ายมังกรยักษ์ที่กำลังผงาดง้ำ ลึกเข้าไปคือป่าดงดิบที่ต้นไม้ขึ้นหนาทึบเขียวขจีตลอดทั้งปี
บรรยากาศโดยรอบปกคลุมไปด้วยหมอกควันพิษและไอป่าที่ลอยอ้อยอิ่ง ดูลึกลับและน่าสะพรึงกลัวเหมือนป่าดึกดำบรรพ์ จนแทบไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป
ส่วนเสี่ยวชิงซานนั้น ด้านหนึ่งมีแม่น้ำไหลผ่านโอบล้อม ยอดเขาตั้งโดดเด่น แม้ต้นไม้จะขึ้นหนาแน่นและมีป่าไผ่เขียวชอุ่ม แต่หน้าผาก็ลาดชันและแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลผ่านก็ดูสงบนิ่งกว่า
ความจริงแล้ว ต้าชิงซานกับเสี่ยวชิงซานก็คือภูเขาลูกเดียวกันนั่นแหละ เพียงแต่แบ่งแยกกันที่ความลึกและความอันตราย เสี่ยวชิงซานคือพื้นที่รอบนอกที่แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอควบคุมและคาดเดาได้
แต่ต้าชิงซานนั้นคนละเรื่อง...
ใครก็ตามที่หลงเข้าไปในเขตป่าลึกของต้าชิงซาน แทบจะเรียกได้ว่าเก้าตายหนึ่งรอด
ด้วยเหตุนี้ บรรพบุรุษรุ่นก่อนที่มาตั้งรกรากอยู่ใต้ภูเขาแห่งนี้ จึงได้นำป้ายหินไปปักไว้ที่ชายป่าด้านหนึ่ง เพื่อเป็นหมุดหมายแบ่งเขตแดนระหว่างภูเขาทั้งสองส่วน แยกความปลอดภัยและความตายออกจากกันอย่างชัดเจน
ในสายตาของหลินถัง ทัศนียภาพตรงหน้าช่างงดงามจับใจ ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น ตัดกับท้องฟ้าสีครามกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
กลุ่มเมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่งรูปร่างแปลกตา ราวกับจิตรกรเอกตวัดพู่กันวาดภาพทิวทัศน์หมึกจีนอันเปี่ยมด้วยสุนทรียภาพ
ภาพธรรมชาติที่บริสุทธิ์งดงามเช่นนี้ เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่งในเมืองใหญ่ยุคปัจจุบันที่เธอจากมา
เมื่อได้มายืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเช่นนี้ ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจทั้งหลายก็พลันมลายหายไป ความโล่งสบายเข้ามาแทนที่ ความหวาดระแวงลึกๆ ในใจที่กลัวว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝันตื่นหนึ่ง ก็ค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย
โดยที่เธอเองก็ไม่ทันรู้ตัว พันธนาการที่มองไม่เห็นซึ่งผูกมัดจิตใจเธอไว้ได้คลายออกอย่างช้าๆ
การได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เป้าหมายเดียวของเธอคือการลบเลือนความเสียใจในอดีตที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างคอยดูแลคนในครอบครัว และจะนำพาทุกคนในบ้านตระกูลหลินก้าวข้ามความยากลำบากที่กำลังจะมาถึงนี้ไปให้ได้อย่างปลอดภัย
หลินถังหันกลับมามองด้านหลัง ก็ต้องสะดุดตากับใบหน้าเล็กๆ ของหลานชายที่ดูอมทุกข์ราวกับแบกความแค้นของคนทั้งโลกเอาไว้
“โก่วตั้น เป็นอะไรไปลูก?”
ทำไมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นล่ะ?
โก่วตั้นเงยหน้ามองอาหญิงด้วยสายตาน่าสงสาร รู้สึกว่าชีวิตน้อยๆ ของตัวเองอาจจะยังพอมีหนทางรอดอยู่บ้าง
เด็กชายถามเสียงสั่นด้วยความลุ้นระทึก “อาเล็กครับ... เราไม่เข้าไปในป่าลึกได้ไหม? พ่อบอกว่าในนั้นมีสัตว์ป่าดุร้าย เข้าไปแล้วจะไม่ได้กลับออกมาอีกเลยนะ”
หลินถังมองท่าทางแก่แดดแก่ลมเกินวัยของหลานชายตัวน้อยแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้ เธอยิ้มตาหยีพลางพยักหน้ารับปากอย่างหนักแน่น
“อื้ม อาเข้าใจแล้ว สัญญาว่าจะไม่ขึ้นไปบนนั้นเด็ดขาด”
เธอเองก็ไม่ได้คิดจะเอาชีวิตไปทิ้งในป่าลึกอยู่แล้วนี่นา!
ถึงแรงจะเยอะขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์หนังเหนียวฟันแทงไม่เข้าเสียหน่อย แค่หวังว่าไอ้เจ้า ‘โชคดี’ ที่ระบบมอบให้ มันจะสำแดงเดชสักหน่อยก็พอ
ไม่ต้องถึงขนาดเจอโสมพันปีหรือสมุนไพรเหอโส่วอูหรอก ขอแค่ไก่ป่าหลงมาสักตัวก็พอใจแล้ว
พอได้ยินคำยืนยันจากปากอาหญิง โก่วตั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดวงตาที่เคยหมองหม่นกลับมาเป็นประกายสดใสอีกครั้ง
รอดแล้ว... ชีวิตน้อยๆ ของเขาปลอดภัยแล้ว!
สองอาหลานเดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ตีนเขาเสี่ยวชิงซาน
ภูเขาเบื้องหน้าเขียวขจี แม่น้ำสายเล็กใสสะอาดไหลเอื่อยๆ ทอดตัวยาวไปไกลสุดสายตา
ทว่าที่บริเวณตีนเขานั้น ผักป่าที่พอจะกินได้ถูกชาวบ้านขุดไปจนเหี้ยนเตียนแทบไม่เหลือซาก
สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็มีเพียงหญ้าที่คนกินไม่ได้ ต้นไม้เขียวครึ้ม และดอกไม้ป่าที่กำลังแย้มกลีบบาน
หลินถังกวาดสายตามองไปรอบๆ หัวใจพลันห่อเหี่ยวลงทันตา
เอาล่ะสิ!
อย่าว่าแต่ไก่ป่าเลย แม้แต่หนูสักตัวก็ยังไม่เห็นวี่แวว
แต่ถึงอย่างนั้น อากาศที่นี่ก็สดชื่นบริสุทธิ์เสียจริง!
“อากาศดีจังเลยนะ!” หลินถังสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าไปทั่วทั้งร่าง
โลกใบเดิมที่เธอจากมานั้น แม้จะพรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย อยากได้อะไรแค่กดโทรศัพท์กริ๊งเดียวของก็มาส่งถึงหน้าบ้าน จะเดินทางไปไหนก็สะดวกโยธิน จะซื้ออะไรก็ง่ายดาย แต่ทว่าอากาศกลับเต็มไปด้วยมลพิษ
ต่อให้เปิดเครื่องฟอกอากาศพร้อมกันสามเครื่อง ก็ยังเอาไม่อยู่กับฝุ่นควันที่คละคลุ้ง
ท้องฟ้าในโลกอนาคตเหมือนถูกคลุมด้วยผ้าขี้ริ้วสีเทาหม่นๆ ตลอดเวลา ยากนักที่จะได้เห็นท้องฟ้าสีครามสดใสและก้อนเมฆสีขาวสะอาดตาแบบนี้
โก่วตั้นไม่เข้าใจหรอกว่าอากาศดีหรือไม่ดีมันเป็นยังไง
เขามองอาหญิงด้วยสายตาเวทนาสงสาร อาเล็กช่างน่าสงสารจริงๆ โตป่านนี้แล้วเพิ่งจะเคยมาที่เสี่ยวชิงซาน
เรื่องสนุกๆ อย่างการเก็บผลไม้ป่า จับปลา ขุดผักป่า... เรื่องพวกนี้อาเล็กคงไม่เคยสัมผัสเลยสินะ?!
อาเล็กผู้รู้แต่เรื่องเรียนหนังสือ... ช่างน่าสงสารจับใจ!
หลินถังหันมาสบตากับแววตาแห่งความเห็นอกเห็นใจของหลานชายเข้าพอดีก็ถึงกับชะงัก “เป็นอะไรไปอีกล่ะ?”
โก่วตั้นทำท่าทางขึงขัง เอื้อมมือเล็กๆ มาตบที่แขนของเธอเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ “อาเล็กไม่ต้องห่วงนะ ไว้ผมโตเมื่อไหร่ ผมจะพาอาไปเที่ยวที่ต้าชิงซานเอง”
ตอนนี้เขายังไม่กล้าไปที่นั่น แต่รอให้เขาโตขึ้นและเก่งกล้าสามารถกว่านี้ เขาต้องไปได้แน่
หลินถังเลิกคิ้วสูง “หา?”
จะพาเธอไปต้าชิงซาน? ไปทำไมกัน?
แต่เห็นแก่ความกตัญญูที่หลานตัวน้อยนึกถึงเธอ หลินถังก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ เพียงแต่ตอบรับไปว่า “ได้สิ อาจะรอนะ”
โก่วตั้นรับคำเสียงดังฟังชัดด้วยสีหน้ามุ่งมั่นราวกับกำลังกล่าวคำปฏิญาณตน
“อาเล็กอยากเดินเล่นก็เดินแถวนี้เถอะครับ เดี๋ยวผมจะไปเก็บฟืนแถวๆ นี้ อาห้ามเดินไปไหนไกลนะ” เด็กชายกำชับด้วยความเป็นห่วง
หลินถังเขกหน้าผากหลานชายเบาๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว “วางใจเถอะน่า อาไม่ซนหรอก”
เมื่อเห็นอาหญิงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ โก่วตั้นถึงได้วางใจ เขาขยับขาสั้นๆ เดินไปก้มๆ เงยๆ เก็บกิ่งไม้แห้งที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นอย่างขะมักเขม้น
ช่วงเวลานี้ของปี ผักป่าบนเขาถูกชาวบ้านขุดไปเกลี้ยงแล้วจริงๆ
หลินถังเดินวนดูรอบๆ อยู่พักหนึ่ง แต่กลับไม่พบอะไรที่พอจะเอาไปกินได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
“นี่เจ้าระบบ ไหนล่ะที่คุยนักคุยหนาว่ามีบัฟโชคดี? ไหนล่ะไก่ป่า? ไหนล่ะกระต่ายป่า? อย่าว่าแต่โสมคนหรือสมุนไพรวิเศษเลย แม้แต่เงาก็ยังไม่เห็น ไม่มีของพวกนี้แล้วแกยังกล้าเรียกว่าบัฟโชคดีอีกเหรอ?”
ระบบโดนถามจี้ใจดำเข้าให้ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงตอบกลับที่เคยดังฟังชัดเริ่มเจือแววลังเล “หรือว่าเป็นเพราะตรงนี้มันใกล้ตีนเขาเกินไปหรือเปล่าครับ?”
ก็แถวนี้มันโล่งเตียนจนแทบจะเรียกได้ว่าแห้งแล้งขนาดนี้ จะมีอะไรเหลือรอดมาได้
ถ้ามีของดีจริง ป่านนี้คงโดนชาวบ้านเก็บไปหมดแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นหรอก แค่หลานชายตัวดีของโฮสต์ก็คงไม่ปล่อยให้รอดสายตาไปได้
หลินถังนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง
ก็จริงของมัน!
ยุคสมัยนี้ผู้คนหิวโหยจนตาลายกันทั้งนั้น ผักป่าแค่เพิ่งแทงยอดอ่อนพ้นดินก็โดนขุดไปลงหม้อแกงกันหมดแล้ว จะเหลืออะไรให้เธอเก็บ
ดูท่าคงต้องเดินลึกเข้าไปข้างในอีกหน่อยสินะ!
แต่ว่า...
หลินถังหันไปมองโก่วตั้นที่กำลังตั้งอกตั้งใจเก็บฟืนอยู่ไม่ไกล ดวงตาคู่สวยฉายแววเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง
เธอคว้าท่อนไม้เหมาะมือขึ้นมาถือไว้ แล้วค่อยๆ เดินย่องมุ่งหน้าขึ้นไปบนเขา
มีหลานชายมาด้วยแบบนี้ เธอเองก็ไม่ได้กะจะเดินเข้าไปลึกอะไรมากมาย แค่อยากจะลองเสี่ยงดวงดูอีกสักนิดเผื่อฟลุ๊ค
ทางเดินบนเขาไม่ได้สะดวกสบายเลยสักนิด หญ้ารกทึบสูงท่วมข้อเท้า ทางเดินเท้าดีๆ แทบไม่มีให้เห็น
ทันใดนั้นเอง...
จากพงหญ้ารกทึบด้านหน้า ก็มีเสียงดัง พั่บ พั่บ พั่บ แว่วมาเข้าหู
หลินถังหูผึ่ง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีปรีดา ลมหายใจสะดุดกึก พยายามผ่อนจังหวะการหายใจให้เบาที่สุด
เท้าเรียวค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ต้นเสียงอย่างระมัดระวัง
ในพงหญ้านั้น ปรากฏร่างของไก่ป่าตัวอ้วนพีขนสีสวยสดใสกำลังกระพือปีกดิ้นรนอย่างตื่นตระหนก ส่งผลให้แมลงตัวเล็กตัวน้อยในกอหญ้าแตกฮือบินหนีกันจ้าละหวั่น
ดูจากสภาพแล้ว เจ้าไก่นี่ต้องหลงมาจากป่าลึกแน่นอน
เมื่อเห็นเถาวัลย์พันแข้งพันขาไก่ป่าจนพันกันยุ่งเหยิง ยิ่งมันดิ้นก็ยิ่งรัดแน่นจนขยับไปไหนไม่ได้ หลินถังก็ยิ้มแก้มปริจนตาหยีเป็นสระอิ
เจ้าบัฟโชคดีนี่มันของจริงแฮะ!!!
หญิงสาวไม่รอช้า รีบพุ่งตัวเข้าไปตะครุบปีกที่กำลังตีปับๆ ของไก่ป่าเอาไว้อย่างแม่นยำ
ภาพของน้ำซุปไก่ร้อนๆ ลอยเข้ามาในหัว กลิ่นหอมกรุ่นยั่วน้ำลายจนหลินถังต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
[จบบท]