บทที่ 75: ความภาคภูมิใจของพ่อ
หลิวเจียวเจียวแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะระบายความอัดอั้นในใจออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความริษยา “คนบ้านหลินแต่ละคนทำตัวได้ใจเสียจนหน้าจะเชิดขึ้นฟ้าอยู่แล้ว ตอนที่ฉันเดินกลับมากับแม่ ยังได้ยินเสียงพวกเขาคุยโวโอ้อวดกันดังลั่นถนนเลย”
“เหอะ ก็แค่มีคนงานในโรงงานเพิ่มมาคนหนึ่ง ทำราวกับว่าบ้านอื่นไม่มีปัญญาเป็นอย่างนั้นแหละ เห็นท่าทางแล้วมันน่าหงุดหงิดชะมัด”
หลิวกั๋วฮุยสังเกตเห็นท่าทางของแม่และน้องสาวดูจริงจังและไม่ได้โกหก ใบหน้าของเขาก็พลันซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นพล่านไปทั่วใบหน้า ราวกับเพิ่งโดนใครสักคนตบหน้าเข้าอย่างจัง
หยางชุนฟางผู้เป็นแม่สังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของลูกชาย จึงรีบเอ่ยปลอบใจด้วยน้ำเสียงเอาใจ “ลูกอย่าไปสนใจเลย นังเด็กหลินถังนั่นจะทำงานได้นานแค่ไหนเชียว ดีไม่ดีทำได้ไม่กี่วันก็ทนไม่ไหวต้องซมซานกลับมาขุดดินทำนาเหมือนเดิม”
“กั๋วฮุย ลูกไม่ต้องเก็บเรื่องนี้มาคิดมากนะ หน้าที่ของลูกคือตั้งใจทำงานในโรงงานให้ดีที่สุด พยายามทำผลงานเพื่อจะได้รับบรรจุเป็นพนักงานประจำให้เร็วที่สุด ถ้าลูกได้เป็นตัวจริงเมื่อไหร่ตำแหน่งก็จะมั่นคง ถึงตอนนั้นแม่จะได้เลิกเป็นห่วงลูกเสียที”
คำปลอบโยนของแม่กลับไม่ได้ช่วยให้จิตใจของหลิวกั๋วฮุยดีขึ้น แววตาของเขากลับยิ่งดูมืดมนลงกว่าเดิม
“แม่เลิกพูดเถอะครับ”
“ผมเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปนอนก่อน”
ชายหนุ่มตัดบทห้วนๆ แล้วลุกเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเองไปโดยไม่หันมามองใครอีก
หลิวเจียวเจียวมองตามหลังพี่ชายไปด้วยความงุนงง เธอหันมาถามแม่ด้วยความสงสัย “แม่ พี่รองเป็นอะไรไป ทำไมดูท่าทางแปลกๆ คงไม่ได้มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นหรอกนะ”
หยางชุนฟางเองก็เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี หนังตาขวาของเธอกระตุกยิกๆ ไม่หยุดมาสักพักแล้ว
ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
“อย่าพูดจาเป็นลางสิ พี่รองของแกอาจจะแค่ทำงานมาเหนื่อยๆ แล้วง่วงนอนก็ได้ วันนี้แกยังไม่ได้ให้อาหารหมูใช่ไหม รีบไปจัดการให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้เลย...”
หลิวเจียวเจียวหน้ามุ่ยทันที เธอเกลียดงานให้อาหารหมูเข้าไส้
กลิ่นเหม็นสาบของคอกหมูมักจะติดตัวเธอทุกครั้งที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน
เมื่อถูกแม่สั่งแกมบังคับ หญิงสาวจึงเดินกระแทกเท้าปึงปังออกไปที่ลานหลังบ้านด้วยความหงุดหงิด
ในใจพาลโกรธเคืองไปถึงพี่สะใภ้อย่างเหมียวชุ่ยชุ่ย
ปกติงานสกปรกแบบนี้มันหน้าที่ของพี่สะใภ้ไม่ใช่หรือไง ทำไมวันนี้ถึงโยนภาระมาให้เธอทำแบบนี้ได้
หลังจากหลินซิวหย่วนและจ้าวซูเจินผู้เป็นปู่และย่ากลับไปแล้ว บรรดาพี่น้องบ้านใหญ่และบ้านสามต่างก็ทยอยแยกย้ายกันกลับบ้านของตน
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ลานบ้านตระกูลหลิน ตอนนี้เหลือเพียงสมาชิกครอบครัวของหลินถังนั่งล้อมวงกันอยู่
“พ่อคะ แม่คะ หนูมีข่าวดีจะบอกทุกคนค่ะ” หลินถังเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใสจนตาหยีเป็นรูปสระอิ
“มีเรื่องดีอะไรอีกหรือลูก” หลี่ซิ่วลี่ถามกลับด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่
สำหรับคนเป็นแม่ จะมีเรื่องไหนน่ายินดีไปกว่าการที่ลูกสาวสุดที่รักได้งานทำเป็นหลักเป็นแหล่งอีก
คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วกระมัง
หลินถังไม่คิดจะเล่นลิ้นให้อีกฝ่ายต้องเดา เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายใบเก่ง หยิบเงินปึกหนาและตั๋วปันส่วนหลากหลายประเภทออกมาวางใส่มือของผู้เป็นแม่จนเต็มไม้เต็มมือ
“แม่คะ เงินกับตั๋วพวกนี้แม่เป็นคนเก็บไว้นะคะ”
เงินจำนวนนี้คือรายได้จากการขายครีมทาผิวสูตรพิเศษ
ส่วนตั๋วปันส่วนพวกนั้น เธอแอบนำตั๋วที่ได้จากการนำธัญพืชไปขายในตลาดมืดมาผสมรวมไปด้วยเพื่อให้ดูสมเหตุสมผล
หลี่ซิ่วลี่ก้มมองเงินและตั๋วในมือด้วยอาการตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวต่างก็มีอาการไม่ต่างกัน ดวงตาของทุกคนเบิกกว้างจ้องมองกองสมบัติย่อมๆ ตรงหน้า
“ถัง...ถังถัง นี่...นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“ลูกไปเอาเงินเยอะแยะขนาดนี้มาจากไหน” เสียงของหลี่ซิ่วลี่สั่นจนแทบจับใจความไม่ได้
นางพญาผู้ควบคุมดูแลทุกอย่างในบ้านอย่างเฉียบขาดมาตลอดชีวิต กลับต้องเสียอาการจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอกับสถานการณ์นี้
หลินลู่ถึงกับชะงักมือที่กำลังจะคีบยาสูบเข้าปาก เขาจ้องมองลูกสาวเขม็งด้วยสายตาคาดคั้นเพื่อรอคำตอบ
แม้แต่หลินชิงซาน หลินชิงสุ่ย และสะใภ้ทั้งสองคน ต่างก็มองมาที่เธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนหวาดหวั่น
“ถังถัง น้องไม่ได้ไปทำเรื่องอะไรที่ไม่ดีมาใช่ไหม หรือว่าน้องเก็บกระเป๋าตังค์ใครได้แล้วไม่ได้เอาคืนเขา” หลินชิงซานถามน้องสาวเสียงอ่อยด้วยความไม่แน่ใจ
หลินถังถอนหายใจยาว “...” ในสายตาของทุกคน เธอเป็นคนไม่มีความสามารถขนาดนั้นเลยหรือ
หลินชิงมู่เห็นสีหน้าบอกบุญไม่รับของน้องสาวก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา
“พี่ใหญ่ พี่คิดอะไรอยู่เนี่ย ถังถังน้องเราไม่ใช่คนนิสัยแบบนั้นเสียหน่อย นี่เป็นเงินที่ถังถังหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองต่างหาก” เขาพูดแก้ต่างให้น้องสาวพร้อมกับเชิดหน้าขึ้นด้วยความภูมิใจ
“หามาเอง?”
“หามายังไง”
“ก็แค่ออกไปสอบคัดเลือกไม่ใช่หรือ แล้วไปเอาเงินมาจากไหน”
คำถามมากมายพรั่งพรูออกมาจากปากของคนในครอบครัวหลิน พวกเขายังคงสับสนและต้องการคำอธิบาย
หลินชิงมู่มองน้องสาวด้วยสายตาชื่นชมก่อนจะเป็นคนเฉลยความจริง
“ถังถังขายครีมทาผิวที่เธอทำเองไปสองกระปุก”
เขาจงใจหยุดพูดครู่หนึ่งเพื่อดึงดูดความสนใจ
เมื่อเห็นทุกคนจดจ่อรอฟัง เขาจึงพูดต่อ “คนซื้อคือหัวหน้าสหกรณ์ร้านค้า ขายได้กระปุกละตั้งห้าหยวนเชียวนะ”
“แถมน้องเล็กยังคุยตกลงกับเพื่อนที่ทำงานในสหกรณ์ไว้แล้วว่า ต่อไปจะส่งของให้เดือนละสามกระปุก โดยคิดราคากระปุกละสี่หยวน...”
สมาชิกบ้านหลินทุกคนต่างยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป ไม่มีใครพูดอะไรออกมาได้สักคำ
โจวเหมยเป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ เธอกลืนน้ำลายลงคอดังเอือกด้วยความโลภที่พุ่งพล่าน
“กระปุกละสี่หยวน สามกระปุกก็สิบสองหยวน... ตายแล้ว... นี่บ้านตระกูลหลินของเรากำลังจะกลายเป็นเศรษฐีแล้วใช่ไหม”
เสียงอุทานของเธอเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่สาดลงในกระทะน้ำมันเดือด
ฉ่า!
ทุกคนเริ่มได้สติและมีปฏิกิริยาตอบสนอง
หลินลู่ยืดหลังตรงดิ่ง ค่อยๆ หันคอที่แข็งเกร็งไปทางลูกสาวช้าๆ ราวกับเครื่องจักรเก่าๆ
“ลูกรัก ที่พี่สามของลูกพูดมาเป็นความจริงหรือ”
เขาเป็นเพียงชาวนาตาสีตาสาที่วันๆ รู้จักแต่การทำไร่ทำนา ทำไมสวรรค์ถึงประทานลูกสาวที่ฉลาดเป็นกรดขนาดนี้มาให้เขาได้นะ
ชาติปางก่อนเขาต้องสร้างกุศลผลบุญไว้มากมายมหาศาลขนาดไหนกัน
หลินถังพยักหน้ายืนยัน “จริงค่ะพ่อ แต่ความสำเร็จนี้ไม่ใช่ของหนูคนเดียวหรอกนะคะ พ่อเองก็มีส่วนช่วยไปครึ่งหนึ่งเหมือนกัน”
ทุกคนในวงสนทนาหันขวับมามองเธอเป็นตาเดียว
จากนั้นสายตาเหล่านั้นก็เลื่อนไปจับจ้องที่หลินลู่ด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
ผลงานของพ่องั้นหรือ
เป็นไปได้ยังไง
หลินลู่เองก็งุนงงไม่แพ้กัน เขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความสงสัย
แต่ลึกๆ ในใจกลับมีความรู้สึกภาคภูมิใจผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย วางท่าราวกับหงส์ดำผู้สง่างาม
หลินชิงซานเหลือบมองพ่อของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาถามน้องสาว “ถังถัง ที่บอกว่าพ่อมีส่วนช่วยนี่หมายความว่ายังไงหรือ”
หลินถังหยิบกล่องไม้แกะสลักที่บรรจุครีมทาผิวขึ้นมาราวกับเสกออกมาจากอากาศ
“ก็เพราะเจ้าสิ่งนี้ไงคะ”
“กล่องบรรจุภัณฑ์ที่พ่อตั้งใจทำขึ้นมานี่แหละค่ะ ทุกคนห้ามดูถูกเชียวนะคะ ของสิ่งนี้สำคัญมาก”
“ลองคิดดูสิคะ ถ้าไม่มีกล่องสวยๆ แบบนี้ ครีมทาผิวของหนูจะเอาไปใส่ที่ไหน แล้วจะขายราคาแพงแบบนั้นได้ยังไง”
“กว่าจะทำกล่องใบนี้ออกมาได้ พ่อต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นหนูถึงบอกว่าความสำเร็จครั้งนี้เป็นของพ่อครึ่งหนึ่ง หนูพูดไม่ผิดใช่ไหมคะ”
เธอรู้ดีว่าพ่อแอบทำกล่องเสียไปตั้งหลายใบกว่าจะได้ผลงานชิ้นเอกนี้ออกมา
แต่เธอเลือกที่จะไม่พูดถึงความผิดพลาดเหล่านั้น เพื่อรักษาหน้าของพ่อ
หลี่ซิ่วลี่พยักหน้าหงึกหงัก แสดงความชื่นชมในตัวสามีคู่ทุกข์คู่ยาก
“พอได้ยินถังถังอธิบายแบบนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นผลงานของตาแก่จริงๆ นั่นแหละ แถมเป็นผลงานชิ้นสำคัญเสียด้วย”
หลินชิงซานรีบฉวยโอกาสเยินยอพ่อทันที “พ่อนี่เป็นยอดคนจริงๆ ครับ ปิดทองหลังพระเงียบเชียบ
พวกเราไม่เห็นระแคะระคายเลย แต่พ่อกลับซุ่มทำโปรเจกต์ใหญ่ร่วมกับถังถังจนสำเร็จ
สมกับที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ยอดเยี่ยมกระเทียมดองจริงๆ ครับ”
หลินชิงสุ่ยเบิกตากว้างมองพี่ชายคนโตด้วยความทึ่ง
นึกในใจว่า พี่ใหญ่ช่างสรรหาคำมาประจบได้เก่งกาจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
นับถือๆ
เขาจึงรีบพูดเสริมขึ้นบ้างเพื่อไม่ให้น้อยหน้า “ผมเคยได้ยินมาว่าเครื่องมือช่างไม้ของพ่อมีไม่ครบชุด แต่พ่อยังสามารถขัดเนื้อไม้ได้เนียนกริบขนาดนี้ แถมยังแกะสลักลวดลายดอกไม้ได้อ่อนช้อยสวยงาม ฝีมือพ่อระดับปรมาจารย์ชัดๆ”
หลินลี่ยนั่งยืดตัวตรงยิ่งกว่าเดิมจนหลังแทบจะแอ่น
เขาโบกมือปฏิเสธไปมาอย่างถ่อมตน
ปากบอกว่าไม่เท่าไหร่ แต่หัวใจพองโตจนคับอก รอยยิ้มภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้า
“อะแฮ่ม... มันก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรขนาดนั้นหรอก ก็แค่ความรู้เก่าที่เคยเรียนมาไม่กี่ปี พอจะเอามาช่วยงานถังถังได้บ้างก็ดีใจแล้ว”
นับว่าโชคดีที่เขายังไม่ลืมวิชาความรู้พวกนี้ไปจนหมด
ส่วนพวกกล่องที่ทำพังไปหลายใบก่อนหน้านี้ เขาขอแกล้งลืมๆ มันไปเสียเถอะ
หลินถังยิ้มกว้าง “พ่อเก่งที่สุดเลยค่ะ ต่อไปนี้ทุกเดือนหนูคงต้องรบกวนให้พ่อช่วยทำกล่องให้เรื่อยๆ นะคะ”
หลินลู่แสร้งทำเป็นถอนหายใจ “รบกวนอะไรกัน พ่อจะได้ถือโอกาสรื้อฟื้นวิชาไปด้วย จะได้ไม่ลืมทักษะฝีมือที่มี”
ย้อนกลับไปในอดีต กว่าเขาจะเรียนรู้วิชาช่างไม้เหล่านี้มาได้ ต้องแลกมาด้วยความยากลำบากเลือดตาแทบกระเด็น
แต่สุดท้ายยังไม่ทันได้กอบโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทางการก็ประกาศยกเลิกการค้าขายส่วนตัว อาจารย์ของเขาต้องจำใจกลับไปทำนาที่บ้านเกิด
เมื่อนโยบายจากเบื้องบนสั่งการลงมา เขาก็ไร้หนทางต่อต้าน จำต้องเก็บข้าวของซมซานกลับมาอยู่หมู่บ้าน
พอชาวบ้านรู้ว่าเขามีวิชาช่างไม้ติดตัว นานๆ ครั้งถึงจะมีคนมาไหว้วานให้ช่วยซ่อมแซมหรือทำของใช้เล็กๆ น้อยๆ
อย่างพวกถังน้ำ หรือกะละมังไม้ แต่ไม้ก็ต้องให้ลูกค้าหามาเอง เขาได้ค่าแรงแค่หนึ่งหรือสองเหมาก็ถือว่าหรูแล้ว
แถมชาวบ้านยุคนี้ใช้ของกันอย่างทะนุถนอมประหยัดมัธยัสถ์ ข้าวของชิ้นหนึ่งใช้กันทนทานไม่มีทางพังง่ายๆ ภายในสามปีห้าปี
ยิ่งพอเกิดวิกฤตภัยแล้งขาดแคลนอาหาร ทุกคนต่างอดอยากปากแห้ง ใครจะมีกะจิตกะใจมาเจียดเงินสั่งทำข้าวของเครื่องใช้กันอีก
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ได้จับงานช่างไม้แบบจริงจังมาหลายปีดีดักแล้ว
[จบบท]