บทที่ 81: ปาฏิหาริย์ริมน้ำ
ทางด้านนั้น หลิวเจียวเจียววิ่งกลับบ้านด้วยใบหน้าบึ้งตึง คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบผูกเป็นปม ความรู้สึกโกรธเคืองอัดแน่นอยู่เต็มอก ตลอดเส้นทางเธอได้แต่กัดริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้
พอเท้าก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในบ้าน
ทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นหลิวกั๋วฮุยยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่ในลานบ้าน ความอัดอั้นตันใจของหลิวเจียวเจียวก็ระเบิดออกมาเป็นเสียงร้องไห้โฮ
“พี่รอง ฮือๆ”
หลิวกั๋วฮุยที่กำลังยืนสูบบุหรี่ด้วยความเครียดชะงักไป เขามองหน้าน้องสาวด้วยความงุนงง “เป็นบ้าอะไรของเธอ ร้องไห้หาอะไร”
“ก็หลินถังกับนังแม่ตัวดีของมันน่ะสิ พี่รู้ไหมว่าพวกมันน่าโมโหแค่ไหน ก็แค่โชคดีได้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการ จำเป็นต้องทำท่าทางหยิ่งผยองขนาดนั้นเลยหรือไง เห็นแล้วหมั่นไส้ชะมัด ฮือ พี่รอง แล้วตกลงพี่จะกลับไปทำงานที่โรงงานเมื่อไหร่กันแน่ ตอนนี้คนในหมู่บ้านเริ่มนินทากันสนุกปากแล้วนะ หาว่าพี่ไปก่อเรื่องงามหน้าจนโดนโรงงานไล่ออก” หลิวเจียวเจียวฟ้องไปสะอื้นไป น้ำหูน้ำตาไหลพรากจนหน้าตาดูไม่ได้
คำว่า โรงงาน เปรียบเสมือนของแสลงสำหรับหลิวกั๋วฮุยในเวลานี้ มันเหมือนเข็มแหลมคมนับพันเล่มที่ทิ่มแทงลงกลางใจดำของเขา
แค่ได้ยินก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาถึงสมอง
สีหน้าของชายหนุ่มมืดครึ้มลงราวกับก้นหม้อไหม้
“เธอจะมายุ่งวุ่นวายอะไรนักหนา ฉันก็บอกไปตั้งกี่รอบแล้วว่าโรงงานเขาให้ฉันพักร้อน ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง สมองมีปัญหาเหรอ”
สิ้นเสียงตะคอก
เขาก็สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าปังๆ กลับเข้าห้องไป ปิดประตูเสียงดังสนั่น
แม่งเอ๊ย วันนี้มันวันซวยอะไร ไม่มีเรื่องไหนได้ดั่งใจสักอย่าง
หลิวเจียวเจียวยืนอ้าปากค้าง ทั้งน้ำตาและน้ำมูกยังเปรอะเปื้อนอยู่เต็มหน้า เธอรู้สึกมึนงงไปหมด
พี่รองเป็นบ้าอะไรไปอีกแล้ว แค่ถามดีๆ เองนะ
ความน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย แต่เธอก็ไม่กล้าอาละวาดใส่พี่ชาย
หญิงสาวได้แต่กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความหงุดหงิด ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาแบบลวกๆ แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าห้องครัวไป
เธอก็แค่พูดตามที่ชาวบ้านลือกัน ไม่เห็นต้องมาลงที่เธอเลย
ในขณะเดียวกัน บนถนนดินลูกรังของหมู่บ้าน
หลินถังเดินเคียงคู่มากับหลี่ซิ่วลี่ผู้เป็นแม่ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ยังไม่ทันจะถึงหน้าบ้าน ก็บังเอิญเจอกับกลุ่มสมาชิกกองผลิตกลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเลิกงานและกำลังจะกลับไปกินข้าวเย็น
พอสายตาของทุกคนปะทะเข้ากับร่างของหลินถัง รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของพวกเขาทันที
“อ้าว นั่นถังถังนี่นา กลับมาพร้อมแม่เลยเหรอ”
“ถังถังจ๊ะ เธอจะเริ่มเข้าไปทำงานในโรงงานเมื่อไหร่ล่ะ ป้าจะได้เตรียมตัวไปส่ง”
“ได้ข่าววงในมาว่าเธอได้เป็นถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการเลยนี่นา สุดยอดไปเลย ทำยังไงถึงได้ตำแหน่งนี้มา เล่าเคล็ดลับให้พวกเราฟังบ้างสิ”
“ถังถังนี่อนาคตไกลจริงๆ ใครมีลูกสาวก็อยากให้ได้อย่างถังถังทั้งนั้น เป็นหน้าเป็นตาให้พ่อแม่จริงๆ”
ชาวบ้านต่างพากันรุมล้อม ส่งเสียงชื่นชมเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย ทุกคำพูดล้วนกลั่นออกมาจากความรู้สึกจริงใจและชื่นชม
การที่กองผลิตซวงซานจะมีคนได้ดิบได้ดีขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นับเป็นเกียรติประวัติของหมู่บ้านเลยทีเดียว
ทุกบ้านย่อมมีปัญหาและอุปสรรค
ถ้าหากหลินถังสามารถยืนหยัดและมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคงในเมืองใหญ่ วันข้างหน้าหากพวกเขามีเรื่องเดือดร้อนอะไร อย่างน้อยก็ยังมีคนรู้จักคอยให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือได้บ้าง
ท่ามกลางวงสนทนาที่กำลังออกรส
จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องดังแทรกขึ้นมา
“ช่วยด้วย มีคนกระโดดน้ำ”
“รีบมาเร็วเข้า หลินเสี่ยวจิ้งกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย”
เสียงตะโกนนั้นดังก้องไปทั่วหมู่บ้าน ราวกับฟ้าผ่าลงกลางวง
หลี่ซิ่วลี่หน้าซีดเผือด มือที่จับลูกสาวอยู่สั่นระริก เธอหันไปถามหลินถังเสียงสั่น “ถังถัง เมื่อกี้แม่หูฝาดหรือเปล่า เหมือนได้ยินใครบอกว่าพี่เสี่ยวจิ้งกระโดดน้ำ”
จะเป็นไปได้ยังไง คนดีๆ จะไปกระโดดน้ำทำไม
หลินถังยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ชาวบ้านคนหนึ่งที่หูดีก็รีบพูดแทรกขึ้นมา “ฉันก็ได้ยินเหมือนกัน เสียงตะโกนมาจากทางแม่น้ำ ดูท่าทางเสี่ยวจิ้งบ้านเธอจะเกิดเรื่องใหญ่แล้วล่ะ”
ความตื่นตระหนกเริ่มแพร่กระจาย มีคนตะโกนปลุกระดม “รีบไปดูกันเถอะพวกเรา มีอะไรจะได้ช่วยกันทัน”
“ใช่ๆ ชีวิตคนสำคัญที่สุด รีบไปเร็ว”
พูดจบ กลุ่มคนก็นาทิ้งจอบทิ้งเสียม วิ่งกรูตรงไปยังริมแม่น้ำท้ายหมู่บ้าน
เมื่อหลินถังและแม่ไปถึงริมฝั่งแม่น้ำ ก็พบว่ามีไทยมุงยืนล้อมวงกันแน่นขนัดจนมองไม่เห็นด้านใน
หลินถังอาศัยพละกำลังที่มีมากกว่าคนทั่วไป จูงมือหลี่ซิ่วลี่เบียดแทรกฝูงชนเข้าไปอย่างทุลักทุเล
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาหลินถังใจหายวาบ
ร่างของหลินเสี่ยวจิ้งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดินเปียกแฉะ เนื้อตัวซีดเผือดไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต
มีป้าคนหนึ่งกำลังตบหน้าเด็กสาวฉาดใหญ่ พยายามร้องเรียกชื่อเธอเสียงหลง
หลินถังรีบพุ่งตัวเข้าไปดู เห็นใบหน้าของลูกพี่ลูกน้องบวมแดงจากการถูกตบ แต่ร่างนั้นกลับไม่มีการตอบสนองใดๆ เหมือนตุ๊กตาที่พังแล้ว
สถานการณ์วิกฤต หลินถังตัดสินใจเด็ดขาด เธอเงยหน้าขึ้นตะโกนสั่งเสียงดังฟังชัด “คุณลุงคุณป้าถอยออกไปก่อนค่ะ อย่ามุงกันแน่น เว้นที่ให้อากาศถ่ายเทหน่อย คนป่วยต้องการอากาศ”
น้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวและท่าทางที่มั่นใจของเธอทำให้ชาวบ้านยอมถอยฉากออกไปโดยดี
ทุกคนยืนมองด้วยความลุ้นระทึก
หลินถังรีบคุกเข่าลง เอานิ้วเรียวไปอังที่ใต้จมูกของหลินเสี่ยวจิ้งเพื่อเช็กลมหายใจ พบว่าไม่มีลมหายใจผ่านออกมาแล้ว
เธอไม่รอช้า รีบจัดท่าให้หลินเสี่ยวจิ้งนอนราบไปกับพื้น
มือเรียวปลดกระดุมคอเสื้อของคนป่วยออกอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดทางเดินหายใจ แล้วใช้นิ้วล้วงเข้าไปในปากเพื่อเคลียร์โคลนและเศษวัชพืชที่อุดตันอยู่ออกจนหมด
จากนั้นเธอก็ประสานมือวางทาบลงบนตำแหน่งหัวใจของหลินเสี่ยวจิ้ง แล้วออกแรงกดลงไปเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เริ่มทำซีพีอาร์กู้ชีพทันที
สมาชิกในกองผลิตที่ยืนดูอยู่ต่างพากันตื่นตะลึงกับการกระทำอันแปลกประหลาดของหลินถัง บางคนถึงกับสะกิดถามหลี่ซิ่วลี่
“ซิ่วลี่ ถังถังลูกเธอทำบ้าอะไรน่ะ นั่นมันท่านั่งคร่อมไม่ใช่เหรอ”
“คนเขาหมดลมไปแล้ว จะมาขย่มแบบนี้มันจะได้ผลเหรอ”
เสียงซุบซิบดังอื้ออึงด้วยความสงสัยระคนหวาดหวั่น
หลี่ซิ่วลี่เองก็เป็นเพียงหญิงชาวนาซื่อๆ จะไปรู้จักวิธีการแพทย์สมัยใหม่แบบนี้ได้อย่างไร
ในใจเธอก็เต้นโครมครามด้วยความกลัว แต่ภายนอกต้องแสร้งทำเป็นเข้มแข็งเพื่อปกป้องลูกสาว
“ถังถังกำลังช่วยชีวิตเสี่ยวจิ้งอยู่ พวกเธออย่าเพิ่งปากมาก อย่าไปรบกวนสมาธิลูกฉัน”
ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่มือของเธอกำชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด สายตาจดจ้องไปที่การกระทำของลูกสาวไม่วางตา
เสี่ยวจิ้งต้องไม่เป็นอะไรนะ ลูกอย่าทำให้แม่หัวใจวายนะถังถัง
ชาวบ้านเห็นหลี่ซิ่วลี่ออกตัวแรงก็เงียบเสียงลง แต่สายตายังคงจ้องมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จังหวะนั้นเอง หลินถังก็ก้มลงไปประกบปากกับหลินเสี่ยวจิ้งเพื่อเป่าลมเข้าปอด
เดี๋ยวก็กดหน้าอก เดี๋ยวก็ก้มลงจูบปาก การกระทำที่ดูเหมือนการล่วงเกินร่างกายนี้ทำให้ชาวบ้านตาค้าง
นี่มัน... นี่มันผิดผีชัดๆ
ในขณะเดียวกัน ผู้ชายตระกูลหลินที่เพิ่งวิ่งมาถึงก็แหวกฝูงชนเข้ามา
พอเห็นภาพหลินถังกำลังก้มลงประกบปากหลานสาว
ขาทั้งสองข้างของพวกเขาก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนแทบทรุด
เกือบจะล้มหัวคะมำไปกองกับพื้น
ในใจของทุกคนกรีดร้องโหยหวนด้วยความสยดสยองและตกตะลึงสุดขีด
แต่ทว่า
ความตกใจที่มากเกินพิกัดทำให้ใบหน้าของพวกเขาตายด้าน แสดงอารมณ์อะไรไม่ออก
คนบ้านหลินยืนตัวแข็งทื่อ พูดอะไรไม่ออกสักคำ
ได้แต่เดินโซซัดโซเซเข้าไปใกล้
ทันทีที่ก้าวเข้าไปถึงตัว ร่างที่ดูเหมือนศพไร้วิญญาณของหลินเสี่ยวจิ้งก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว
“แค่ก แค่ก แค่ก”
เสียงไอสำลักดังขึ้นพร้อมกับน้ำจำนวนมากที่พุ่งออกมาจากปากของเด็กสาว
เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ ขยับและลืมขึ้นอย่างช้าๆ
ฟื้นแล้ว
วินาทีนั้น
บรรยากาศโดยรอบที่เคยเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กลับเงียบสงัดลงในพริบตา
เงียบจนได้ยินเสียงลมพัดใบไม้
สมาชิกในกองผลิตทุกคนเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ลุงเฝิงลิ่วจินถึงกับลืมหายใจ จ้องมองภาพตรงหน้าตาถลน จนหน้าแดงก่ำ
“คุณพระช่วย! หลินเสี่ยวจิ้งฟื้นคืนชีพแล้ว ผีหลอกกลางวันแสกๆ หรือเปล่าเนี่ย ไม่ใช่สิ นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ” ชายชราพึมพำเสียงสั่น
คนข้างๆ รู้ดีว่าลุงแกคงนึกถึงอดีตที่เจ็บปวด จึงเอื้อมมือไปตบไหล่ให้กำลังใจ
“ใช่แล้วลุง เสี่ยวจิ้งรอดแล้ว ไม่ใช่ผีหรอก”
น้ำตาของชายชราไหลพรากอาบแก้มที่เหี่ยวย่น
“ดี ดีจริงๆ”
“รอดมาได้ก็ดีแล้ว บุญรักษาจริงๆ”
น้ำเสียงสั่นเครือของเขาเต็มไปด้วยความยินดีระคนเศร้าใจ
เขาปาดน้ำตาแล้วยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
เสียดายที่ลูกชายคนเล็กของเขาบุญน้อย
ถ้าหากในตอนนั้นมีคนที่มีความรู้อย่างหลินถังอยู่ด้วย ลูกชายเขาก็คงไม่ต้องตายจากไปก่อนวัยอันควร
เมื่อทุกคนตั้งสติได้ว่าหลินถังสามารถดึงคนตายให้กลับมาหายใจได้จริงๆ เสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง
“ฟื้นจริงๆ ด้วยโว้ย”
“ถังถังไปเรียนวิชาอาคมมาจากไหน เป่าลมทีเดียวคนฟื้นเลย ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”
“หลินถังสุดยอดไปเลย เมื่อกี้ป้ากัวแกยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าหลินเสี่ยวจิ้งหมดลมไปแล้วจริงๆ นะ”
หลินลู่ที่ยืนฟังอยู่รู้สึกว่าชาวบ้านชักจะเลอะเทอะกันไปใหญ่แล้ว เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องงมงายไปกันใหญ่
เขาตีหน้าขรึมแล้วรีบพูดเสียงดัง “อาคมบ้าบออะไรกัน”
“ลูกสาวฉันก็น่าจะแค่อ่านเจอในตำราแพทย์มา พอดีรู้วิธีปฐมพยาบาลคนจมน้ำ
เห็นลูกพี่ลูกน้องหมดลมไปแล้ว ก็เลยลองเสี่ยงทำดู พวกแกอย่าพูดจาเพ้อเจ้อกันไปเรื่อย”
ขืนปล่อยให้ลือว่าเป็นผู้วิเศษ เดี๋ยวพวกทหารแดงก็แห่มาจับตัวไปปรับทัศนคติกันพอดี
หลินถังที่เพิ่งเช็ดมือเสร็จก็ลุกขึ้นมาช่วยเสริมคำพูดพ่อ
“พ่อฉันพูดถูกค่ะ ฉันเคยอ่านหนังสือคู่มือแพทย์เท้าเปล่ามาบ้าง เลยพอจะมีความรู้เรื่องการกู้ชีพ”
“คนที่จมน้ำถ้าเราช่วยขึ้นมาได้ทันเวลา ภายในระยะเวลาไม่กี่นาที การใช้วิธีผายปอดและนวดหัวใจจะช่วยกระตุ้นให้หัวใจและปอดกลับมาทำงานได้ค่ะ”
ป้ากัวตาเป็นประกายด้วยความสนใจ “ถังถัง เธอหมายความว่า ถ้าพวกป้าเรียนรู้วิธีนี้ ก็สามารถช่วยชีวิตคนได้เหมือนกันเหรอ ไม่ต้องเป็นหมอก็ทำได้ใช่ไหม”
ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็หันมามองหลินถังเป็นตาเดียวด้วยความคาดหวัง
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง นี่มันวิชาช่วยชีวิตที่ล้ำค่ามากเลยนะ
หลินถังมองแววตาใสซื่อและกระตือรือร้นของชาวบ้าน เธอก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างอ่อนโยน
“ทำได้แน่นอนค่ะทุกคน”
“การผายปอดหรือการทำซีพีอาร์ ไม่ได้ใช้แค่กับคนจมน้ำเท่านั้นนะคะ แต่ยังใช้กับคนที่ถูกไฟฟ้าดูดจนหมดสติ คนที่สูดดมแก๊สพิษ หรือคนที่สำลักจนขาดอากาศหายใจ
ส่วนใหญ่แล้วสามารถใช้วิธีนี้ดึงชีวิตกลับมาจากความตายได้ทั้งนั้น
แต่มีข้อแม้สำคัญคือ ต้องรีบทำทันทีหลังจากที่คนป่วยหยุดหายใจ
เพราะถ้าปล่อยเวลาผ่านไปเกินสามหรือสี่นาที สมองจะขาดออกซิเจน โอกาสที่จะช่วยชีวิตกลับมาได้ก็จะริบหรี่ลงค่ะ”
[จบบท]