บทที่ 87: ดูบ้านเช่า
เมิ่งซื่อชางเริ่มอธิบายรายละเอียดพื้นฐานของบ้านเช่าทั้งสองแห่งให้ฟังอย่างใจเย็น เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อให้สองแม่ลูกได้จดจำข้อมูล ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เป็นงานเป็นการ
“...บ้านหลังแรกที่ผมบอกไปสภาพค่อนข้างใหม่ เป็นตึกแถวแบบที่พนักงานโรงงานเขาอยู่กันเป็นสัดส่วน ส่วนหลังที่มีลานกว้างด้านหลังนั้นถึงพื้นที่จะกว้างขวางกว่ามากแต่สภาพตัวบ้านก็เก่าทรุดโทรมไปตามกาลเวลา สถานการณ์ตอนนี้ก็มีเท่านี้แหละครับ เวลามันกระชั้นชิดเกินไป ประกอบกับที่พักในตัวอำเภอก็หายากอยู่แล้ว ผมเลยสืบข่าวมาได้ไม่มากเท่าที่ควร ถ้าพวกพี่คิดว่าพอรับได้ พรุ่งนี้ผมจะลาหยุดครึ่งวันพาไปเดินดูของจริง แต่ถ้าฟังแล้วยังรู้สึกไม่ถูกใจ เดี๋ยวผมจะลองไปวิ่งเต้นสืบข่าวดูให้อีกรอบ พวกพี่เห็นว่ายังไงบ้างครับ”
ในใจลึกๆ ของเมิ่งซื่อชางนั้น เขาเชียร์บ้านที่มีลานกว้างมากกว่า ถึงแม้ค่าเช่าจะแพงกว่ากันหนึ่งหยวน แต่การได้อยู่แบบบ้านเดี่ยวเป็นเอกเทศย่อมสะดวกสบายกว่ากันมาก เวลาคนตระกูลหลินมีธุระปะปังต้องเข้าเมือง ก็ยังพอจะมาอาศัยพักผ่อนหลับนอนได้ชั่วคราว ไม่ต้องไปเบียดเสียดกับใคร
หลี่ซิ่วลี่ได้ยินน้องเขยใส่ใจไปสืบหาข้อมูลมาให้อย่างละเอียดรอบคอบขนาดนี้ บนใบหน้ากร้านแดดก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความซาบซึ้งใจ เธอรีบโบกมือปฏิเสธความเกรงใจนั้นทันที
“ตกลงสิ มีอะไรจะไม่ตกลงกัน ต้องรบกวนอาเขยของถังถังแย่เลย พรุ่งนี้เธอไม่ต้องลำบากลางานหรอก งานการสำคัญจะให้เสียงานเสียการเพราะเรื่องส่วนตัวของเราได้ยังไง แค่บอกพิกัดมาก็พอ เดี๋ยวฉันพาถังถังไปดูเองได้”
เมิ่งซื่อชางลองตรึกตรองดูครู่หนึ่งก็เห็นด้วยตามนั้น วันนี้เขาเพิ่งจะลาหยุดครึ่งวันไปหมาดๆ ขืนพรุ่งนี้ลาซ้ำอีกเกรงว่าจะดูไม่ดีในสายตาหัวหน้างาน แต่ถึงอย่างนั้นตามมารยาทแล้วเขาก็อดถามย้ำด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
“...พวกพี่ไปกันเองจะไหวแน่นะครับ”
หลินถังคลี่ยิ้มหวานพลางตอบกลับด้วยความมั่นใจ
“อาเขยไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ หนูเรียนมัธยมปลายในอำเภอมาตั้งหลายปี หลับตาเดินยังได้เลยค่ะ คุ้นเคยกับแถวนั้นดีอยู่แล้ว”
เมิ่งซื่อชางตบต้นขาตัวเองดังฉาดเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาหัวเราะร่า
“ใช่ๆๆ ผมก็นลืมไปเลยว่าหลานเคยเรียนที่นี่”
เมื่อหมดห่วง เขาจึงบอกที่อยู่ของบ้านเช่าทั้งสองแห่งให้กับหลินถังอย่างละเอียด เมื่อเสร็จสิ้นธุระสำคัญ เขาก็ลุกขึ้นยืนขยับเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับ
“งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะครับ นานๆ ทีจะลาหยุดได้ครึ่งวัน ผมกะว่าจะกลับไปโชว์ฝีมือทำกับข้าวให้หลินอันอันกับเจ้าลูกชายสองตัวแสบกินสักมื้อ พวกนั้นบ่นอยากกินฝีมือพ่อมาหลายวันแล้ว พี่สะใภ้รองกับถังถังไม่ต้องออกมาส่งหรอกครับ คนกันเองแท้ๆ ไม่ต้องเกรงใจ พักผ่อนกันเถอะ”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกไป หลี่ซิ่วลี่และหลินถังย่อมไม่เสียมารยาทยืนมองอยู่เฉยๆ ทั้งสองเดินตามไปส่งเขาถึงหน้าประตูรั้วบ้าน ยืนมองจนแผ่นหลังของเมิ่งซื่อชางที่ปั่นจักรยานไกลออกไปจนลับสายตา สองแม่ลูกจึงได้เดินกลับเข้ามาในตัวบ้าน
“อาเขยของลูกนี่ทำงานคล่องแคล่วว่องไวดีจริงๆ เมื่อเช้าแม่เพิ่งจะเอ่ยปากฝากฝังไป ตกเย็นก็มีข่าวดีมาบอกแล้ว”
หลี่ซิ่วลี่เปรยขึ้นด้วยความประทับใจ
“จริงด้วยค่ะแม่”
หลินถังพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง นี่แหละคือข้อได้เปรียบของการมีคนรู้จักกว้างขวางและมีหน้าที่การงานที่ดี พอมีเรื่องเดือดร้อนอะไรไหว้วานไป แป๊บเดียวก็ได้เรื่องได้ราวกลับมา
หลินถังหันไปเกาะแขนแม่แล้วถามเสียงอ้อนว่า
“แม่จ๋า พรุ่งนี้แม่จะเข้าเมืองไปเป็นเพื่อนหนูด้วยใช่ไหมจ๊ะ”
หลี่ซิ่วลี่หันมามองลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน สายตาของเธอเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ก็ต้องไปสิยะ ไม่อย่างนั้นจะปล่อยให้ลูกสาวคนสวยไปคนเดียวหรือไง สมัยนี้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ เกิดโดนใครเขาหลอกเอาจะทำยังไง แม่ไปคุมด้วยตัวเองนั่นแหละดีที่สุด”
สำหรับหลี่ซิ่วลี่แล้ว ต่อให้ต้องเสียแต้มงานไปบ้างเธอก็ไม่เสียดาย เพราะเรื่องความเป็นอยู่ของหลินถังสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด การเช่าบ้านให้ลูกอยู่อย่างปลอดภัยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก หลินถังยิ้มแก้มปริ ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับเหมือนดาวดวงน้อย
“แม่ของหนูดีที่สุดในโลกเลย”
หลี่ซิ่วลี่ถูกลูกสาวออดอ้อนเอาใจจนยิ้มไม่หุบ หัวใจคนเป็นแม่พองโตด้วยความสุข
“ดูพูดเข้า ฉันเป็นแม่แกนะ ไม่ดีกับแกแล้วจะให้ไปดีกับหมาที่ไหน มันเป็นหน้าที่ของแม่อยู่แล้ว”
ลูกสาวคนนี้ช่างเจรจาพาทีให้คนฟังชื่นใจ ไม่เหมือนพวกลูกชายลิงทะโมนพวกนั้น วันๆ ดีแต่หาเรื่องให้เธอปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน
ตกดึกบรรยากาศเงียบสงบ ภายในห้องนอนของหลินลู่และหลี่ซิ่วลี่ หลี่ซิ่วลี่กำลังง่วนอยู่กับการปูที่นอนบนเตียงเตา ในขณะที่หลินลู่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ในมือคีบบุหรี่มวนหนึ่งเอาไว้ เขาไม่ได้จุดไฟสูบ เพียงแค่ยกขึ้นมาสูดดมกลิ่นยาเส้นเป็นพักๆ เพื่อแก้ขัด
“เฮ้อ...”
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นทำลายความเงียบ หลี่ซิ่วลี่ชะงักมือแล้วหันขวับไปมอง ค้อนขวับใส่สามีวงใหญ่
“เป็นอะไรอีกล่ะพ่อคุณ อยากสูบก็ออกไปสูบข้างนอกสิ จะมานั่งถอนหายใจทิ้งๆ ขว้างๆ ทำไม”
อันที่จริงพอเห็นสามีทำท่าทางแบบนี้ ในใจลึกๆ ของเธอกลับรู้สึกหวานล้ำขึ้นมาอย่างประหลาด ตั้งแต่หลินถังเปรยว่าการสูบบุหรี่ในบ้านจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนในครอบครัว ตาแก่คู่ทุกข์คู่ยากของเธอก็ไม่เคยจุดบุหรี่สูบในบ้านอีกเลย ถึงสามีคนนี้จะไม่ได้เก่งกาจสามารถเหมือนผู้นำคนอื่น แต่ความขยันอดทนและความรักที่มีต่อครอบครัวนั้นไม่เป็นรองใครในหมู่บ้านนี้แน่นอน
หลินลู่ถอนหายใจอีกระลอก ก่อนจะตอบเสียงอ่อย
“ฉันไม่ได้อยากสูบบุหรี่สักหน่อย ฉันกำลังกลุ้มใจเรื่องลูกสาวเราต่างหาก”
“กลุ้มใจเรื่องลูกสาว? ถังถังเป็นอะไร ทำไมต้องกลุ้มใจด้วย”
หลี่ซิ่วลี่ถามกลับด้วยความงุนงง
“จะไม่ให้กลุ้มได้ยังไงแม่มัน ลูกสาวเรากำลังจะต้องจากบ้านไปอยู่ในอำเภอตัวคนเดียวแล้วนะ นี่เป็นการไปเช่าบ้านอยู่เอง ไม่ใช่การไปอยู่หอพักโรงเรียนที่มีครูอาจารย์ดูแล ถ้าเกิดเรื่องร้ายๆ อะไรขึ้นมาจะทำยังไง”
ไม่มีญาติพี่น้องคอยช่วยเป็นหูเป็นตา หลี่ซิ่วลี่พอลองคิดตามคำพูดสามี ความกังวลก็เริ่มก่อตัวขึ้น ในตัวอำเภอช่วงนี้ยิ่งมีข่าวลือหนาหูเรื่องแก๊งค้ามนุษย์ที่กล้าฉุดคร่าผู้คนกลางวันแสกๆ ไหนจะพวกตีนแมวขโมยของอีก
“แล้วคุณจะให้ทำยังไงล่ะพ่อ ถ้าถังถังโดนคนหมายหัวขึ้นมาจะทำยังไงดี”
หลี่ซิ่วลี่พอจินตนาการเตลิดเปิดเปิง ก็เริ่มหน้าซีดด้วยความวิตก หลินลู่เห็นภรรยาตกใจจนขวัญเสียก็รีบกลับลำพูดปลอบใจทันควัน
“คงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกน่า ถังถังของเราเก่งจะตายไป ถ้าเจอคนร้ายจริงๆ ลูกเราคงจัดการพังประตูบ้านคนพวกนั้นราบเป็นหน้ากลอง อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย”
หลี่ซิ่วลี่คิดในใจว่า ‘ไม่ใช่แกหรอกเหรอที่เป็นคนเริ่มเรื่อง’ เธอถลึงตาใส่สามีอย่างอดไม่ได้
“คำพูดดีๆ คุณก็แย่งพูดไปหมดแล้ว ฉันจะไปพูดอะไรได้อีก นอนเถอะ”
แต่จะว่าไปแล้ว ความกังวลของหัวหน้าครอบครัวก็มีเหตุผลที่ฟังขึ้น พรุ่งนี้ตอนไปดูบ้าน เธอต้องตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยของลูกสาวให้ละเอียดถี่ถ้วนเป็นอันดับหนึ่ง หลินลู่ลูบจมูกตัวเองแก้เก้อด้วยความรู้สึกผิด แล้วรีบปีนขึ้นเตียงนอน สงบปากสงบคำทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ เพิ่งจะเริ่มสาดส่อง หลี่ซิ่วลี่พาหลินถังเดินทางเข้าตัวอำเภออีกครั้งด้วยความมุ่งมั่น พวกเธอตรงไปยังตึกแถวหลังเล็กที่เมิ่งซื่อชางแนะนำเป็นที่แรก ตึกนี้มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับบ้านของหลินอันอันไม่มีผิด ดูสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อย ห้องว่างที่ประกาศเช่าอยู่ที่ชั้น 2 พอสองแม่ลูกเดินขึ้นบันไดไปถึงโถงทางเดิน ก็บังเอิญสวนกับหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำรวม มือถือกระโถนเปล่าเตรียมจะเดินกลับเข้าห้อง
ผู้หญิงคนนั้นพอเห็นคนแปลกหน้าก็ชะงักฝีเท้า กวาดสายตามองสำรวจหลี่ซิ่วลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาจับผิด สายตาของหล่อนหยุดอยู่ที่รอยปะชุนบนเสื้อผ้าเก่าๆ ของหลี่ซิ่วลี่ ริมฝีปากบิดเบี้ยวแสดงความรังเกียจเหยียดหยามออกมาอย่างปิดไม่มิด ท่าทางดูเย่อหยิ่งจองหองราวกับตนเองสูงส่งเสียเต็มประดา จากนั้นหล่อนก็เบนสายตาไปมองหลินถัง หญิงวัยกลางคนคนนั้นดูเหมือนจะตะลึงไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นใบหน้าสวยหวานหยดย้อยและผิวพรรณที่ขาวผ่องของเด็กสาว แต่แล้วไม่รู้ว่านึกอิจฉาหรืออย่างไร หล่อนกลับเบะปากทำท่าทางดูถูกเหยียดหยามยิ่งกว่าเดิม
“พวกเธอมาทำอะไรกัน ที่นี่เป็นตึกพักสวัสดิการพนักงาน ไม่ใช่ที่ที่ใครจะเข้ามาเดินเพ่นพ่านได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะพวกบ้านนอกคอกนาที่ขาเปื้อนโคลน สกปรกเลอะเทอะ”
หลี่ซิ่วลี่เป็นชาวนาผู้ซื่อสัตย์มาทั้งชีวิต ถึงแม้ปกติจะเป็นคนปากไวไม่ยอมใครในหมู่บ้าน แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับ ‘คนในเมือง’ จิตใจก็ฝ่อลงไปบ้าง โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าลูกสาวอาจจะต้องมาเช่าอาศัยอยู่ที่นี่ เธอจึงเกิดความลังเลไม่กล้าตอบโต้กลับไปทันที กลัวจะมีปัญหากับเพื่อนบ้านในอนาคต
หลินถังมองท่าทางโอหังของหญิงคนนั้น แววตาที่เคยสดใสพลันเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก ภายในดวงตาคู่งามเหมือนมีประกายความเย็นชาพาดผ่าน เธอแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยปากสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนบาดลึก
“ขาเปื้อนโคลนแล้วมันหนักหัวใครไม่ทราบ พวกขาเปื้อนโคลนอย่างเราไม่ได้ไปขอข้าวบ้านป้ากิน ไม่ได้ไปขอน้ำบ้านป้าดื่ม ข้าวปลาอาหารผักหญ้าที่พวกป้ากินกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ฝีมือคนขาเปื้อนโคลนปลูกทั้งนั้น ถ้าแน่จริงก็อย่ากินสิคะ อดตายไปเลย!”
น้ำเสียงของเธอหวานใสน่าฟัง แต่คำพูดที่เปล่งออกมากลับเต็มไปด้วยความดุดัน หญิงวัยกลางคนคนนั้นถึงกับอึ้งกิมกี่ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก หลินถังกวาดตามองหล่อนด้วยสายตาเหยียดหยามคืนบ้าง ก่อนจะดึงแขนแม่เดินลงบันไดไปทันที พร้อมกับจงใจพูดเสียงดังฟังชัดเพื่อให้เข้าหูอีกฝ่าย
“แม่คะ เราไม่ดูที่นี่แล้ว ต่อให้เขาจ้างให้หนูมาอยู่ฟรีๆ แถมเงินให้ด้วยหนูก็ไม่เอา มีคนประเภทนี้อาศัยอยู่ด้วย รูจมูกเชิดขึ้นฟ้าจนจะเห็นมันสมองอยู่แล้ว จิตใจคับแคบจนน่าเกลียด...”
เธอพูดระบายอารมณ์โดยไม่ลดระดับเสียงลงเลยแม้แต่น้อย เล่นเอาหญิงคนนั้นโกรธจนหน้าเขียวหน้าม่วงแทบจะเต้นเร่าๆ พอเดินออกมาพ้นตัวตึก หลี่ซิ่วลี่ก็มีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวลใจ
“ถังถัง อาเขยของลูกหามาให้แค่ 2 ที่ ที่นี่เราไม่เอาแล้ว ถ้าอีกที่เกิดสภาพแย่จนอยู่ไม่ได้อีก จะทำยังไงล่ะลูก”
“ไปดูก่อนเถอะจ้ะแม่ ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยว่ากันอีกที หนทางยังมีเสมอแหละ”
หลินถังพูดปลอบใจแม่ให้คลายกังวล
“คงทำได้แค่แบบนั้นแหละนะ”
เมื่อตกลงกันได้แล้ว สองแม่ลูกก็มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายต่อไปซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวที่มีลานกว้าง ผ่านไปประมาณสิบนาที หลินถังก็มายืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านหลังเก่าซอมซ่อ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเคาะประตูไม้
“มีคนอยู่ไหมคะ”
เธอเคาะพลางตะโกนเรียก เคาะไปได้สองสามครั้ง ด้านในก็มีเสียงตอบรับที่ฟังดูแหบชราดังออกมา
“ใครน่ะ รอเดี๋ยว!”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าลากหนักๆ ก็ดังใกล้เข้ามา ประตูไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อถูกเปิดออก หญิงชราผมขาวโพลนท่าทางใจดีเดินออกมาต้อนรับ
“พวกเธอมาหาใครหรือจ๊ะ”
[จบบท]