บทที่ 91: พ่อยังไม่ตายนะแม่! ผมยังไหวอยู่!
ไม่มีใครล่วงรู้ความลับนี้ดีไปกว่าหลินถังอีกแล้ว ว่าการที่สุขภาพร่างกายของเธอดีวันดีคืนจนแข็งแรงปานนี้ แท้จริงแล้วเป็นผลพวงจากการชำระล้างไขกระดูกโดย ‘ระบบ’ ต่างหาก
แต่ความจริงข้อนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด
ประจวบเหมาะกับที่คนในครอบครัวต่างพากันสงสัยและไม่ค่อยเชื่อมั่นในสรรพคุณของยาน้ำปริศนานี้ หญิงสาวจึงถือโอกาสสวมรอย โยนความดีความชอบเรื่องสุขภาพของตัวเองไปให้กับเจ้ายาขวดนี้เสียเลย
นี่มันเข้าตำรายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ!
หลี่ซิ่วลี่ได้ฟังคำอธิบายของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนแล้ว ก็อดยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากมนๆ ของลูกสาวด้วยความมันเขี้ยวไม่ได้
“เจ้าลูกคนนี้นี่!”
“วันหน้าวันหลังห้ามทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้อีกนะลูก”
“ถ้าเกิดหนูเป็นอะไรไปขึ้นมา แล้วแม่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง”
เพียงแค่จินตนาการว่าลูกสาวสุดที่รักอาจจะเกิดอันตราย หัวใจของผู้เป็นแม่ก็บีบรัดจนเจ็บร้าวไปทั้งอก
หลินถังเห็นสีหน้าของแม่ซีดเผือดลงเพราะความเป็นห่วง จึงรีบเอ่ยปากปลอบประโลมทันที “หนูทราบแล้วค่ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงนะ หนูสัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามอีกแล้ว”
พูดจบ หญิงสาวก็ช้อนตามองหลี่ซิ่วลี่ด้วยแววตาออดอ้อนเหมือนลูกแมวน้อย
“แม่จ๊ะ ถ้าอย่างนั้นยานี้ป้อนให้พ่อกินได้หรือยังจ๊ะ? ตอนนี้พ่อคงเจ็บมากแน่ๆ แม่ดูสิ หน้าพ่อซีดจนเขียวไปหมดแล้ว”
ทันทีที่พูดจบ โดยไม่รอให้ใครในครอบครัวตั้งสติหรือห้ามปรามทัน
มือเรียวเล็กก็จัดการดึงจุกไม้ก๊อกที่ปิดขวดแก้วใสออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกขึ้นกระดกน้ำยาสีเขียวมรกตเข้าปากตัวเองไปอึกใหญ่
เธอสงสารพ่อจับใจ
ในเมื่อทุกคนในบ้านยังมีความกังวล ไม่กล้าเสี่ยง เธอก็แค่ต้องทำลายความกังวลนั้นทิ้งไปซะ
ขอแค่พิสูจน์ให้เห็นกับตาว่ายาขวดนี้ไม่มีอันตราย พวกเขาก็คงไม่มีเหตุผลที่จะขัดขวางการรักษาพ่ออีกต่อไป
“หนูกินให้ดูแล้วนะจ๊ะ ไม่เห็นเป็นอะไรเลยสักนิด”
“ปู่ ย่า แม่จ๋า... ทีนี้ป้อนให้พ่อกินได้หรือยังจ๊ะ” หลินถังหันไปขอคำอนุมัติจากสามผู้ยิ่งใหญ่ประจำตระกูลหลินอีกครั้ง
หลี่ซิ่วลี่สบตากับดวงตาคู่สวยที่ใสกระจ่างราวกับผิวน้ำของลูกสาว ความรู้สึกตื้นตันระคนสงสารจุกแน่นขึ้นมาที่คอหอย
“...แม่ป้อนเองจ้ะ” เธอเอ่ยเสียงเครือ
สิ้นคำนั้น
หญิงแกร่งประจำบ้านก็รับหลอดแก้วบรรจุน้ำยาสีเขียวมาจากมือของหลินถัง
เธอย่อตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง ประคองศีรษะสามีขึ้นเล็กน้อย แล้วค่อยๆ บรรจงป้อนยาวิเศษนั้นเข้าปากหลินลู่ที่นอนหมดสติอยู่บนแผ่นไม้กระดาน
เมื่อหยดสุดท้ายไหลลงคอ สองมือของเธอก็กุมเข้าหากันแน่นโดยอัตโนมัติ ลมหายใจแผ่วเบาลงด้วยความลุ้นระทึก
ไม่ใช่แค่เธอ แต่คนสกุลหลินทุกคนต่างก็ตกอยู่ในภวังค์เดียวกัน
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมา
ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างของหลินลู่เป็นจุดเดียว ไม่ยอมกระพริบตาแม้แต่วินาทีเดียว
ในห้วงภวังค์แห่งความมืดมิด หลินลู่ที่สะลึมสะลือคล้ายจะได้ยินเสียงแว่วๆ ของภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากและลูกสาวสุดที่รัก
เขาพยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อจะลืมตาตื่น แต่เปลือกตานั้นช่างหนักอึ้ง ร่างกายเหนื่อยล้าจนแทบขยับไม่ได้
ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นพล่านขึ้นมาจากหน้าอก ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก ความรู้สึกเหมือนมีเข็มเป็นพันเล่มทิ่มแทงไปทั่วปอดและซี่โครง
อ้อ... ใช่สิ เขาเพิ่งโดนหมูป่าขวิดมานี่นา
ไม่รู้ป่านนี้สภาพเขาจะดูแย่ขนาดไหน จะทำให้เมียกับลูกสาวขวัญเสียหรือเปล่านะ?
นานทีปีหนจะได้นอนนิ่งๆ แบบนี้ หลินลู่กลับยังมีอารมณ์ขันนึกจินตนาการเล่นๆ ว่าถ้าเขาตื่นขึ้นมาได้ เขาจะพูดอะไรกับคนที่เขารัก
เขาคงจะบอกกับภรรยาว่า : เมียจ๋า พี่ไม่เป็นไรแล้วนะจ๊ะ เธออย่าทำหน้าเศร้าคิดมากไปเอง เดี๋ยวแก่เร็วนะ พี่สบายดี แข็งแรงปั๋งเลย
แล้วก็หันไปบอกลูกสาวว่า : ลูกรัก พ่อทำหนูตกใจแย่เลยใช่ไหม ไม่ต้องกลัวนะลูก พรุ่งนี้พ่อก็หายเป็นปลิดทิ้งแล้ว พ่อสัญญาว่าจะไปช่วยขนของย้ายบ้านให้หนูเอง
ในขณะที่ความคิดกำลังล่องลอยสะเปะสะปะอยู่นั้น—
จมูกของเขาก็พลันได้กลิ่นกายอันคุ้นเคย กลิ่นของหลี่ซิ่วลี่... เมียรักของเขา
สัมผัสหยาบกร้านจากมือที่ผ่านการทำงานหนักคู่นั้นง้างปากเขาออกอย่างนุ่มนวล
ของเหลวบางอย่างที่มีกลิ่นสมุนไพรจางๆ และรสชาติที่อธิบายไม่ถูกไหลรินเข้ามาในปาก
มันไหลผ่านลำคอลงไป และทันใดนั้น ความรู้สึกมหัศจรรย์ก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
มันอบอุ่น... สบายตัว... ราวกับร่างกายที่บอบช้ำถูกแช่อยู่ในบ่อน้ำพุร้อนที่อุณหภูมิกำลังดี
ความเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดแทงทั่วร่างเมื่อครู่ ดูเหมือนจะถูกสายลมแห่งการรักษาพัดพาให้มลายหายไป ความรู้สึกเบาสบายเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว
คิ้วเข้มที่เคยขมวดมุ่นด้วยความทรมานของหลินลู่ ค่อยๆ คลายออกจนสีหน้าดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“ถังถัง! ลูกรีบมาดูเร็วเข้า สีหน้าพ่อดูดีขึ้นมากเลยใช่ไหมลูก” หลี่ซิ่วลี่ตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่
เธอใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับหลินลู่มาค่อนชีวิต ย่อมรู้จักร่างกายของสามีดีที่สุด
ต่อให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเพียงเศษเสี้ยว เธอก็ดูออกทันที
หลินชิงซานที่เฝ้าดูอาการพ่อไม่ห่างมาตั้งแต่เกิดเหตุ รีบชะโงกหน้าเข้ามาดู
และสิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาต้องเบิกตากว้าง สีหน้าของพ่อดีขึ้นจนผิดหูผิดตา!
ก่อนหน้านี้ใบหน้าของพ่อซีดเผือดจนน่ากลัว ริมฝีปากเขียวคล้ำเหมือนคนขาดอากาศ
แต่ตอนนี้ ลมหายใจของพ่อกลับมาสม่ำเสมอ หนักแน่น และมีเลือดฝาดเจือจางให้เห็นแล้ว
หลินชิงซานร้องออกมาด้วยความยินดี “จริงด้วยครับแม่! สีหน้าพ่อดีขึ้นมากจริงๆ ยานี้มันวิเศษมาก ถังถังของพี่เก่งที่สุดเลย!”
หลินชิงมู่น้องชายคนเล็ก ยืนอ้าปากค้าง ไม่คิดไม่ฝันว่าน้องสาวจะมีของดีระดับตำนานขนาดนี้
ด้วยความดีใจจนลืมตัว เขาตรงเข้าอุ้มร่างเล็กของหลินถังลอยหวือขึ้นจากพื้น แล้วหมุนตัวไปรอบๆ อย่างร่าเริง
“น้องสาวพี่ทำไมถึงฉลาดเป็นกรดแบบนี้นะ! หัวสมองอันน้อยๆ นี่ทำด้วยอะไรกัน ทำไมถึงได้เก่งกาจขนาดนี้!”
ปากก็ชมไม่หยุด ขาก็หมุนติ้วๆ ไม่เลิก
หลี่ซิ่วลี่ที่เพิ่งจะโล่งใจจากอาการของสามี หันขวับมาเห็นเจ้าลูกชายตัวดีกำลังจับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนหมุนเป็นลูกข่าง
วิญญาณนางสิงห์ตื่นขึ้นทันที เธอลุกพรวดขึ้น ตีหน้ายักษ์ใส่ลูกชาย
เดินปรี่เข้าไปฟาดฝ่ามืออรหันต์ใส่หลังหลินชิงมู่ดัง เพียะ! เพียะ!
“เจ้าลูกบ้า! รีบวางน้องลงเดี๋ยวนี้เลยนะ! ถ้าเอ็งอยากหมุนนักก็ไปหมุนตัวเองตรงโน้น! ถ้าทำถังถังเวียนหัวล้มพับไป แม่จะฟ้องพ่อให้ลุกมาเตะก้นเอ็ง!”
เรื่องลงไม้ลงมือสั่งสอนเจ้าลูกชายจอมซนนี่ เธอไม่เคยยั้งมือ เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหว
หลินชิงมู่เห็นแม่กลับมาดุดันเกรี้ยวกราดเหมือนเดิม แทนที่จะโกรธ เขากลับยิ้มกว้างออกมาด้วยความโล่งใจ
“แม่กลับมามีแรงด่าผมได้สักที ก่อนหน้านี้แม่เงียบจนน่ากลัว ใจผมเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ นึกว่าแม่จะเป็นอะไรไปอีกคนแล้วเนี่ย”
พ่อกับแม่รักกันปานจะกลืนกิน พอพ่อเจ็บหนัก แม่ก็เหมือนคนวิญญาณหลุดลอย ทำเอาลูกๆ ใจหายใจคว่ำกันหมด
หลี่ซิ่วลี่ไม่คิดว่าลูกชายคนนี้จะห่วงความรู้สึกของเธอ ขอบตาที่แห้งผากพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง
มือที่กำลังง้างจะตีลูกชะงักค้าง ความร้อนวูบวาบแล่นผ่านฝ่ามือ
“โอ๊ย แม่จ๋า... อย่ามองผมด้วยสายตาซึ้งๆ แบบนั้นสิ ผมขนลุกนะ หรือว่า... หรือว่าแม่จะตีผมอีกสักป้าบแก้เขินดีไหมจ๊ะ?” หลินชิงมู่เห็นท่าไม่ดีรีบพูดทีเล่นทีจริงแก้สถานการณ์
ขืนให้พ่อรู้ว่าเขาทำให้แม่ร้องไห้ มีหวังโดน ‘ผัดเนื้อไผ่’ เมนูเด็ดก้นลายแน่ๆ
พอเจอประโยคกวนประสาทของลูกชาย ความซาบซึ้งใจเมื่อครู่ของหลี่ซิ่วลี่ก็อันตรธานหายไปจนเกลี้ยง
เจ้าเด็กคนนี้นี่มัน...
หลินถังยืนมองเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ได้แต่ยิ้มแห้งๆ พูดไม่ออก
พี่สามนะพี่สาม... ความฉลาดทางอารมณ์ของพี่นี่มันระดับทำลายล้างจริงๆ!
จังหวะนั้นเอง เสียงล้อเกวียนบดถนนก็ดังใกล้เข้ามา ลุงหลินฟูกับฉีต้าฟาก็มาถึงพอดี
“ชิงซาน พ่อของแกเป็นยังไงบ้าง? เอ้า เร็วเข้า! ช่วยกันยกพ่อขึ้นเกวียน เดี๋ยวพวกลุงจะรีบพาไปส่งโรงพยาบาลในอำเภอ”
หลินชิงซานพยักหน้ารับคำสั่ง
เขาถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง หันไปเรียกน้องชายทั้งสอง
“ชิงสุ่ย ชิงมู่! มาช่วยพี่ทางนี้หน่อย...”
สองพี่น้องรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยทันที
แต่ทว่า... ทันทีที่มือของชายหนุ่มทั้งสามคนแตะโดนแผ่นไม้กระดานที่พ่อของตนนอนอยู่
จู่ๆ ร่างที่เคยนอนแน่นิ่งของหลินลู่ก็ลุกพรวดพราดขึ้นมานั่งตัวตรงแด่ว!
ราวกับศพกระเด้งฟื้นคืนชีพในหนังผี!
แผ่นหลังของเขาตั้งตรงเป๊ะจนน่าตกใจ
หลินลู่กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความมึนงง เห็นสมาชิกตระกูลหลินกว่าสิบชีวิตยืนมองเขาตาค้างอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว
ทุกคนทำหน้าเหมือนเห็นผี
หลินลู่เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ จึงก้มมองซ้ายมองขวาสำรวจตัวเอง
แล้วเขาก็ต้องช็อกตาตั้ง เมื่อพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนแผ่นไม้กระดานรูปร่างคล้ายฝาโลงศพเปี๊ยบ
นี่มัน...
หรือว่าเขากำลังจะถูกหามไปฝัง... ไปสู่สุคติแล้วจริงๆ เรอะ?!
ความตกใจระคนไม่อยากจะเชื่อถาโถมเข้ามาในอก
วินาทีต่อมา—
ชายวัยกลางคนก็ดีดตัวผึง กระโดดลุกขึ้นยืนอย่างคล่องแคล่วว่องไวราวกับนักกายกรรม รีบถอยกรูดออกมาให้ห่างจากเจ้าแผ่นไม้อัปมงคลนั่นทันที
“...นะ นี่... นี่พวกแกจะทำอะไรกัน!” หลินลู่ถามเสียงตะกุกตะกักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แอบเอามือหยิกพุงตัวเองแรงๆ หนึ่งทีเพื่อเช็กความจริง
เจ็บ! หรือว่าเขาโดนหมูป่าขวิดตายคาที่ แล้วตอนนี้วิญญาณกำลังมองร่างตัวเองจะถูกฝัง?
แต่เดี๋ยวนะ... มันไม่สมเหตุสมผลเลย
เขายังเจ็บพุงอยู่เลยนี่หว่า...
หลินลู่ผู้ซึ่งรู้สึกว่าชีวิตตัวเองน่าจะยังพอเยียวยาได้ หันขวับไปมองหลี่ซิ่วลี่ แล้วหันไปมองลูกสาวสุดที่รัก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มไม่มั่นใจว่า
“เมียจ๋า... ถังถัง... พ่อไม่เป็นไรนะ พ่อไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด พวกเราไม่เห็นต้องเล่นใหญ่ถึงขนาดนี้เลยนี่นา?!”
หลี่ซิ่วลี่ที่สะดุ้งสุดตัวตอนสามีลุกพรวดขึ้นมา ได้สติกลับมาเป็นคนแรก เธอรีบถลันเข้าไปประคองแขนสามีด้วยความเป็นห่วง
“พ่อคุณทูนหัว! คุณ... คุณไม่เป็นไรแล้วเหรอ? ยังเจ็บตรงไหนอยู่ไหม?”
เมื่อกี้ยังนอนหายใจรวยรินเหมือนจะไปไม่รอดอยู่เลยแท้ๆ
ทำไมบทจะหาย ก็ลุกขึ้นมาเตะปี๊บดังปังได้ขนาดนี้
“ไม่เป็นไร! ไม่เป็นไรจริงๆ ผมสบายดีมาก!” หลินลู่รีบยืนยันความบริสุทธิ์ของชีวิตตัวเอง
เขาแกะมือภรรยาออก แล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะกระโดดเหยงๆ โชว์ความฟิตปั๋งเหมือนเด็กหนุ่มๆ
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดพุ่งปรี๊ดจนทะลุปรอท
ในใจก็ได้แต่ภาวนา... ผมไม่เป็นไรจริงๆ นะแม่คุณ เพราะงั้นไอ้แผ่นไม้ฝาโลงนั่นน่ะ เอาไปทำฟืนซะเถอะ อย่าเอามาใส่ผมเลย!
หลี่ซิ่วลี่มองท่าทางแปลกๆ ของสามีด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเขากลัวอะไร
แต่คนเป็นแม่ย่อมมองลูกชายออกทะลุปรุโปร่ง ย่าจ้าวซูเจินมองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดเพี้ยนๆ ของหลินลู่
หญิงชรากระตุกมุมปากยิ้มอย่างอ่อนใจ ก่อนจะกระซิบถามปู่หลินซิวหย่วนที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า “ตาแก่ คุณดูออกไหมว่าเจ้าลูกรองมันเป็นบ้าอะไรของมันอีกแล้ว”
[จบบท]