บทที่ 95: เรื่องฉาวสะเทือนหมู่บ้าน! ไอ้หนุ่มโรงงานเหล็กดับอนาคตตัวเอง
ปกติแล้วคนเป็นพ่ออย่างหลินลู่มักจะสงบปากสงบคำ ไม่ค่อยพูดจาอะไรมากนักเวลายอยู่บ้าน แต่วันนี้กลับเป็นครั้งแรกที่เขาพรั่งพรูความในใจออกมามากมายขนาดนี้
ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นห่วงลูกสาวคนเล็กยิ่งกว่าตอนที่เธอต้องหอบผ้าหอบผ่อนไปเรียนหนังสือในตัวอำเภอคนเดียวเสียอีก
หลินถังมองแผ่นหลังที่เริ่มค้อมลงของผู้เป็นพ่อ ความรู้สึกโหวงเหวงเหมือนคนกำลังจะจากบ้านไกลตีตื้นขึ้นมาในอก
ขอบตาของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ หญิงสาวจึงต้องฝืนฉีกยิ้มกว้างเพื่อกลบเกลื่อนความเศร้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
“พ่อไม่ต้องห่วงหรอกนะ จ้างให้ก็ไม่มีใครกล้ามารังแกหนู ถ้ามีใครหน้าไหนกล้าลองดี หนูจะเหวี่ยงหมัดใส่ให้หน้าแบนแต๊ดแต๋ไปเลย คอยดูสิ”
“หนูก็แค่... ทำใจไม่ค่อยได้ที่จะต้องห่างพ่อกับแม่ แล้วก็พวกพี่ใหญ่พี่รอง พี่สะใภ้ รวมถึงเจ้าหลานแสบอย่างโก่วตั้นด้วย”
“ถ้าพ่อกับแม่พอจะมีเวลาว่างเข้าไปทำธุระในตัวอำเภอ ก็อย่าลืมแวะไปเยี่ยมหนูบ้างนะจ๊ะ...”
ถึงปากจะพูดไปแบบนั้น แต่ลึกๆ เธอก็รู้อยู่เต็มอกว่า ในสถานการณ์ปกติคงไม่มีใครในครอบครัวยอมทิ้งแต้มค่าแรงอันมีค่า เพื่อลางานนั่งรถเข้าเมืองไปหาเธอหรอก
ขนาดแม่ของเธอลางานมาแค่สองวันเพื่อเตรียมของให้ ยังบ่นเสียดายแต้มจนหูชาแล้ว
หลินลู่หันกลับมาวางมือหนาลงบนศีรษะของลูกสาวแล้วตบเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ดวงตาของผู้เป็นพ่อแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่
“ยัยลูกโง่เอ๊ย”
“...เอาไว้ถ้าพวกเราว่างเมื่อไหร่ จะรีบไปหาลูกแน่นอน”
ลูกสาวโตเป็นสาวแล้ว การที่นกน้อยต้องบินออกจากรังไปเผชิญโลกกว้างเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่หัวอกคนเป็นพ่อ มันก็อดใจหายและปวดร้าวไม่ได้จริงๆ
โดยเฉพาะครั้งนี้มันต่างจากการไปเรียนหนังสือเหมือนเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
นี่คือการไปทำงานหาเลี้ยงชีพ
การมีงานทำ หมายถึงการก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
เด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่เคยวิ่งตามหลังเขาต้อยๆ ดูเหมือนจะเติบโตเป็นสาวสะพรั่งในพริบตาเดียว
วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วจนน่าใจหาย!
“เอาล่ะๆ เลิกเศร้าได้แล้ว เดี๋ยวพ่อจะช่วยลูกเก็บของเอง ลูกลองดูซิว่ายังขาดเหลืออะไรอีกไหม พ่อรับรองว่าจะแพ็คกระเป๋าให้เนี๊ยบที่สุดเลย” หลินลู่สูดหายใจลึก พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเข้มแข็งและกระฉับกระเฉงขึ้น
หลินถังพยักหน้าแรงๆ “จ้ะพ่อ งั้นเราไปช่วยกันเก็บพวกผ้าห่มเข้าห่อผ้ากันก่อนเถอะ...”
สองพ่อลูกคุยหยอกล้อกันงึมงำ พลางเดินหายเข้าไปในตัวบ้านด้วยความรักใคร่กลมเกลียว
ทว่าในขณะเดียวกัน ที่อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน
บรรยากาศภายในกองผลิตซวงซานกำลังเดือดพล่านโกลาหล เพราะข่าวลือสุดช็อกที่เพิ่งแพร่สะพัดมาถึง
คนที่ใครๆ ต่างก็บอกว่ากำลังจะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำที่มีหน้ามีตาอย่าง ‘หลิวกั๋วฮุย’ ถูกไล่ออกจากโรงงานเหล็กตะเพิดกลับมาแล้ว!!
ข่าวนี้ทำเอาคนทั้งกองผลิตแทบจะระเบิดตัวตายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ชาวบ้านร้านตลาดแม้แต่จะขุดดินถางหญ้าก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำกันแล้ว
ทุกคนต่างวางมือจากงาน ทิ้งจอบทิ้งเสียม แล้วพากันมายืนล้อมวงจ้องมองไปที่ ‘หลิวต้าเม่ย’ เจ้ากรมข่าวลือประจำหมู่บ้าน ซึ่งในมือของนางกำลังอุ้มแตงลูกยักษ์อยู่
สายตาของทุกคนเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ราวกับจะกลืนกิน
“นังต้าเม่ย สรุปมันเรื่องอะไรกันแน่? แกอย่ามัวแต่ลีลา รีบๆ คายออกมาเร็วๆ สิ”
“หลิวกั๋วฮุยไม่ใช่ว่าจะได้บรรจุเป็นตัวจริงแล้วเหรอ? ทำไมจู่ๆ ถึงโดนโรงงานไล่ออกล่ะ?”
“นี่แกคงไม่ได้แต่งนิยายหลอกพวกข้าหรอกนะ?”
“นั่นสิ หลิวกั๋วฮุยอุตส่าห์ยอมถอนหมั้นกับนังหนูหลินถัง เพราะจะได้เป็นคนงานในเมือง นี่มันเพิ่งผ่านไปไม่ทันไรเองนะเว้ย...”
หลิวต้าเม่ยรู้สึกฟินจนตัวลอย ที่กลายเป็นจุดศูนย์รวมความสนใจของชาวบ้านทั้งบาง
นางค่อยๆ บรรจงหยิบผ้าขนหนูสีตุ่นๆ ที่คล้องคออยู่ขึ้นมาซับเหงื่อบนใบหน้าอย่างเชื่องช้า ราวกับนางเอกงิ้วกำลังแสดงบทบาท
น้ำเสียงของนางดัดจริตเล็กน้อย ไม่รีบร้อนที่จะเฉลย
“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ฉันจะกล้าแต่งขึ้นมาเองได้ยังไงกันล่ะพวกแก?”
“ถึงฉันจะชอบพูดจาเม้าท์มอยหอยกาบไปเรื่อย แต่เรื่องที่ไม่มีมูลความจริง ฉันไม่เอามาพูดมั่วซั่วให้เสียชื่อหลิวต้าเม่ยหรอกนะยะ”
พูดจบนางก็ปรายตามองจิกไปยังผู้หญิงปากเสียคนที่หาว่านางแต่งเรื่อง
สายตาของไทยมุงทุกคนก็มองตามไปที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นตาเดียว
ผู้หญิงคนนั้นหน้าเสีย รีบยกมือลูบจมูกแก้เก้อ แล้วรีบพูดเอาใจทันที
“โอ๊ย นังต้าเม่ย ข้าก็แค่ร้อนใจอยากรู้นี่หว่า แกอย่ามัวแต่อมพะนำเป็นคนใบ้กินยาขมเลย รีบเล่ามาเถอะน่า”
หลิวต้าเม่ยเองก็ไม่อยากเสียเวลาทำงานแลกแต้มค่าแรงไปมากกว่านี้ จึงแกล้งกระแอมไอแล้วดัดเสียงสูงขึ้นเล็กน้อยเพื่อเรียกแขก
“...อะแฮ่ม... เรื่องที่ไอ้หนุ่มหลิวกั๋วฮุยโดนโรงงานไล่ออกเนี่ยนะ เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์จ้ะ”
“ถ้าพวกแกจะถามว่าฉันไปรู้เรื่องวงในนี้ได้ยังไง ก็เมื่อวานฉันกลับไปเยี่ยมบ้านแม่มาไม่ใช่เรอะ”
“ที่กองผลิตฝั่งบ้านแม่ฉัน ดันมีคนทำงานโรงอาหารในโรงงานเหล็กที่เดียวกับมันพอดีเป๊ะ”
“คนคนนั้นพอเห็นหน้าฉัน ก็รีบปรี่เข้ามาถามเจาะจงเลยว่า ‘นี่เธอ... ไอ้หลิวกั๋วฮุยคนนั้นน่ะ เป็นคนกองผลิตซวงซานของพวกเธอใช่ไหม?’”
เล่ามาถึงตรงนี้ หลิวต้าเม่ยก็ยืดอก เชิดหน้าขึ้นสูง เอาสองมือวางประสานไว้ที่หน้าท้อง ทำท่าทางวางมาดผู้ดีตีนแดง
นางเชิดคางขึ้น เลียนแบบท่าทางหยิ่งยโสโอหังของคนงานโรงอาหารคนนั้นได้เหมือนเปี๊ยบ
ทำเอาคนที่มุงดูอยู่ระเบิดหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง
“ฮ่าๆๆ ต้าเม่ย แกเลียนแบบได้ตลกชะมัด”
“เออจริงด้วย ดูท่าเชิดคางของนังต้าเม่ยสิ ได้ฟีลเลยๆ มีกลิ่นอายความดัดจริตแบบคนในเมืองเลยนะเนี่ย”
ยังมีสมาชิกที่ใจร้อนอยากรู้ตอนจบ รีบเร่งเร้าขัดจังหวะการแสดง “พอแล้วๆ เลิกเล่นใหญ่ได้แล้ว รีบเล่าต่อเถอะ ทุกคนรอฟังจนรากงอกแล้ว”
หลิวต้าเม่ยเล่าต่อด้วยความมันส์ในอารมณ์ “ฉันก็ตอบไปว่าใช่สิ หลิวกั๋วฮุยเป็นคนกองผลิตเรา ทำไมเหรอ?”
พูดจบ นางก็กวาดสายตามองไปรอบๆ วงเม้าท์
“พวกแกทายซิว่าคนคนนั้นตอบกลับมาว่ายังไง?”
สมาชิกเริ่มร้อนรนจนทนไม่ไหว
บางคนแทบจะกระโดดเข้าไปบีบคอนาง
“โว้ย นังต้าเม่ย! แกอย่ามัวแต่ลีลาได้ไหมวะ รีบพูดมาเร็วๆ”
“ถ้าแกยังลีลาอีกพวกข้าไม่ฟังแล้วนะ ไปสืบเอาเองก็ได้ไม่ง้อแกหรอก”
“...รีบเล่าให้จบเร็วๆ เถอะ ทุกคนยังต้องทำงานต่อนะ ถ้าขืนชักช้า เดี๋ยวพวกหัวหน้ามาเห็น แกจะอดเล่านะเว้ย”
พอได้ยินคนดูขู่ว่าจะวงแตก หลิวต้าเม่ยก็ไม่มีอารมณ์จะเล่นตัวต่อแล้ว
นางสวมวิญญาณคนงานโรงอาหารจอมหยิ่งยโสจากหมู่บ้านแม่นางอีกครั้ง
ริมฝีปากขยับมุบมิบด้วยน้ำเสียงแดกดันเจ็บแสบ
“เป็นคนกองผลิตพวกเธอจริงๆ ด้วยสินะ!” ประโยคนี้เต็มไปด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อและตกตะลึงพรึงเพริด
“น่าตกใจจริงๆ กองผลิตของพวกเธอถึงกับมีคนพรรค์นั้นอยู่ด้วยเหรอเนี่ย”
พูดจบ นางก็ทำเสียง จุ๊ๆ ในลำคออย่างดูถูกดูแคลน
“ข่าวที่หลิวกั๋วฮุยโดนไล่ออก สมาชิกในกองผลิตพวกเธอคงรู้กันหมดแล้วสินะ”
“ไม่ได้จะว่านะ แต่คนหนุ่มในกองผลิตพวกเธอนี่ไม่รู้หนักรู้เบาเอาซะเลยจริงๆ”
“งานการดีๆ มีให้ทำไม่ทำ ดันไปลวนลามเพื่อนพนักงานหญิงในเวลางานซะงั้น”
“รู้ไหมเดี๋ยวนี้งานมันหายากจะตายชัก ต่อให้มีเงินมีข้าวสารไปแลกก็ยังหาเส้นสายไม่ได้เลย”
“ไอ้หลิวกั๋วฮุยคนนั้นมันโง่บัดซบหรือเปล่า?”
สมาชิกกองผลิตซวงซานพอได้ยินคำพูดเฉลยจากปากของหลิวต้าเม่ย ต่างก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่จนเสียงดังซู้ด
หลิวกั๋วฮุยลวน... ลวนลามผู้หญิง?!
บ้าน่า ไม่จริงหรอก?
ไอ้ลูกชายบ้านหลิวคนนั้น หน้าตามันดูซื่อๆ บื้อๆ จะตายไป
“ต้าเม่ย เรื่องที่แกพูดมาเป็นเรื่องจริงเหรอ?” จ้าวหงฮวาถามแทรกขึ้นมาเสียงเบา
หลิวต้าเม่ยไม่คิดว่าเพื่อนสนิทของแม่หลินถังจะเป็นคนแรกที่ถาม จึงเลิกคิ้วแปลกใจไปชั่วขณะ
นางตอบกลับด้วยความมั่นใจ “ก็จริงน่ะสิ จริงยิ่งกว่าทองคำแท้อีก”
จ้าวหงฮวาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คิดไม่ถึงจริงๆ...”
โชคดีแค่ไหนแล้วที่หลานสาวอย่างหลินถังถอนหมั้นกับหลิวกั๋วฮุยไปแล้ว ไม่อย่างนั้นหลี่ซิ่วลี่เพื่อนรักของเธอ กับครอบครัวตระกูลหลินคงต้องรู้สึกขยะแขยงกันน่าดู
หลิวต้าเม่ยเบะปากใส่ลมฟ้าอากาศ “ใครจะไปคิดล่ะว่ามันจะเป็นคนแบบนี้”
บทสนทนาของทั้งสองคน ปลุกให้คนที่ยืนอึ้งตะลึงงันได้สติกลับมา
“ต้าเม่ย แกบอกว่าหลิวกั๋วฮุย... ลวนลามคนอื่น? มันไปลวนลามใครเข้าล่ะวะ?” คนในหมู่บ้านเริ่มสนใจข่าวฉาวโฉ่ทางเพศแบบนี้เป็นพิเศษ
วิถีชีวิตในชนบทมันน่าเบื่อ ไม่ค่อยมีเรื่องบันเทิงเริงรมย์ ไม่ได้มีแค่คนเดียวหรอกที่สงสัย
คนอื่นๆ ก็จ้องมองหลิวต้าเม่ยตาเป็นมัน รอคำเฉลยอย่างใจจดใจจ่อ
หลิวต้าเม่ยหัวสมองแล่นปรู๊ดปร๊าดขึ้นมาทันที รู้สึกว่าตัวเองสามารถใส่สีตีไข่เรื่องที่ได้ยินมา เพื่อให้ทุกคนฟังได้อรรถรสแซ่บนัวยิ่งขึ้น
ดังนั้นนางจึงเลียนแบบคนเล่านิทานที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน แสร้งทำท่าทางเคร่งขรึม แล้วถอนหายใจยาวเหยียดเรียกคะแนนสงสาร(ปลอมๆ)
“วันนั้นเป็นวันทำงานที่ฟ้าดินต้องสะเทือนเลือนลั่น ภายในโรงงานมืดตึ๊ดตื๋อ”
“ท่ามกลางฝูงชนคนงานที่กำลังคึกคักทำงานกันงกๆ”
“หลิวกั๋วฮุยตาดี เหลือลไปเห็นพนักงานหญิงคนหนึ่ง ทั้งสวย ทั้งดูทันสมัย เป็นสาวชาวกรุง”
“แม่สาวคนนั้นหน้าตาหมดจดเกลี้ยงเกลา ดวงตานี่หวานหยดย้อยเหมือนน้ำผึ้ง”
“หลิวกั๋วฮุยเห็นปุ๊บใจก็สั่นระรัวเป็นกลองเพล”
“มันคิดในใจทันทีว่าแม่สาวคนนี้คือนางฟ้าในฝันชัดๆ”
“ด้วยความที่หน้ามืดตามัวกามขึ้นหน้า มันก็เลยพุ่งเข้าไปคว้ามือของพนักงานหญิงคนนั้น”
“จากนั้น...”
นางเน้นเสียงพูดคำว่า 'จากนั้น' ด้วยท่าทางเล่นใหญ่รัชดาลัย แต่แล้วก็หยุดพูดไปดื้อๆ
ทำเอาคนรอบข้างที่ลุ้นจนตัวโก่งแทบหัวใจจะวายตาย
“จากนั้นอะไรเล่า? แกจะหยุดทำซากอะไร รีบพูดสิโว้ย!”
ความเผือกมันเหมือนม้าป่าหลุดจากคอก รั้งยังไงก็ไม่อยู่แล้วตอนนี้
หลิวต้าเม่ยพอใจในผลงานมาก แกล้งพูดต่อว่า “...จากนั้น ก็จากนั้น...”
เสียงลมหายใจของคนที่รอเสพข่าวดังไปตามจังหวะการพูดของนาง
พอได้ยินนางพูดคำว่า ‘จากนั้น’ ซ้ำไปซ้ำมา คนนับสิบก็สูดลมหายใจเข้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
แล้วก็ปล่อยลมหายใจออกพร้อมกัน
ความตื่นเต้นพุ่งขึ้นจนทะลุปรอทแตกแล้ว
แต่ทว่า—
ดันไม่ได้ยินเนื้อหาอะไรต่อเลย
สมาชิกเริ่มทำหน้าไม่พอใจ เตรียมจะรุมกินโต๊ะคนเล่าแล้ว
[จบบท]