บทที่ 104 : หลินเหยา (มู่มู่)
ประตูลิฟต์เปิดออกเมื่อขึ้นมาถึงชั้นหก กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมปรับอากาศลอยมาปะทะจมูก
โถงกลางที่สูงโปร่งเกือบสิบเมตรประดับด้วยแชนเดอเลียร์คริสตัลขนาดยักษ์ส่องประกายระยิบระยับ พื้นที่ชั้นบนสุดของศูนย์การค้าแห่งนี้เต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์เรียงรายกันอยู่
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะต้องมาซื้อแบรนด์หรูพวกนี้ตั้งแต่แรก เธอแค่คิดว่าตัวเองไม่เคยมาเดินที่นี่ การเริ่มเดินจากชั้นบนสุดแล้วค่อยๆ ไล่ลงไปทีละชั้นน่าจะเดินง่ายกว่า
ประจวบเหมาะกับที่ศูนย์การค้าแห่งนี้จัดผังร้านค้าโดยเอาของแพงที่สุดไว้ชั้นบน แล้วค่อยๆ ไล่ระดับลงไปหาของราคาจับต้องได้พอดี
หญิงสาวเริ่มต้นจากร้านที่อยู่ใกล้ที่สุด พนักงานขายส่งยิ้มกว้างอย่างมืออาชีพพร้อมกับรีบเดินเข้ามาต้อนรับทันทีที่เห็นลูกค้าเดินเข้ามา
ขั้นตอนการซื้อเสื้อผ้าก็ไม่มีอะไรซับซ้อน เลือก ลอง จ่ายเงิน แล้วทิ้งที่อยู่เอาไว้เพื่อให้ทางร้านจัดส่งไปให้ถึงบ้าน
ตลอดสองชั่วโมงหลังจากนั้น สวี่เมิ่งที่เดินตามหลังมาตลอดก็ได้แต่มองเจ้านายของตัวเองรูดการ์ดจ่ายเงินครั้งแล้วครั้งเล่า ท่ามกลางเสียงชื่นชมของบรรดาพนักงานขายที่พากันรุมล้อมว่า "ชุดนี้เหมาะกับคุณลูกค้ามากเลยค่ะ" "สีนี้ขับผิวสุดๆ" หรือ "เหมือนตัดมาเพื่อคุณลูกค้าโดยเฉพาะเลยนะคะ"
สวี่เมิ่งเห็นแล้วถึงกับแอบยกมือขึ้นมากุมขมับ
เจ้านายของเธอคนนี้จะถูกคนอื่นหลอกให้ซื้อของง่ายเกินไปแล้วมั้ง
แต่สำหรับเสิ่นเจาอี้แล้ว การมาเดินเลือกซื้อเสื้อผ้าที่หน้าร้านด้วยตัวเอง เรื่องความสวยหรือใส่พอดีตัวถือเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือการได้ซื้อความสุขและการบริการที่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไปต่างหาก
เมื่อเห็นว่าเลือกซื้อของตัวเองจนพอใจแล้ว หญิงสาวก็หมุนตัวเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแบรนด์หนึ่งที่เน้นความเรียบง่าย
"เอาตัวนี้ แล้วก็สองชุดนั้นด้วยค่ะ"
เธอชี้นิ้วไปยังชุดที่สวมอยู่บนหุ่นโชว์ ก่อนจะหันไปพยักพเยิดกับสวี่เมิ่ง
"ลองไปเปลี่ยนดูสิ"
หญิงสาวขี้อายถึงกับชะงักไป
"หนูเหรอคะ"
"ใช่ เธอแหละ"
เสิ่นเจาอี้พยักหน้ารับ พลางหันไปส่งสัญญาณให้พนักงานขายหยิบชุดที่เลือกเอาไว้ลงมา
"เดือนหน้าอากาศก็เริ่มร้อนแล้ว เธอมีเสื้อผ้าใส่หรือเปล่า"
สวี่เมิ่งส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
"ไม่มีค่ะ แต่หนูสั่งออนไลน์เอาก็ได้นะคะ แป๊บเดียวของก็มาส่งแล้ว"
"ไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้ว ซื้อไปเลยจะเป็นไรไป"
เสิ่นเจาอี้ไม่รอฟังคำปฏิเสธ เธอดันหลังอีกฝ่ายให้เดินเข้าไปในห้องลองเสื้อ พร้อมกับกำชับว่านี่เป็นโบนัสสำหรับการมาทำงานนอกสถานที่
สวี่เมิ่งอ้าปากค้างเตรียมจะเถียง
เธอได้แต่นึกถึงคลิปวิดีโอสุดพิเศษที่ถูกเซฟเก็บเอาไว้ในโทรศัพท์มือถือ รวมถึงเสื้อแฟนคลับของเจียงเหยี่ยที่ไม่มีวางขายที่ไหน
แค่นั้นมันก็เป็นรางวัลที่คุ้มค่าเกินพอแล้วไม่ใช่หรือไง
แต่พอเห็นว่าเจ้านายเตรียมตัวจะควักบัตรออกมาจ่ายเงิน เธอก็ต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไปทันที
คนธรรมดาอย่างเธอทำบุญมาด้วยอะไรถึงได้เจองานดีๆ แบบนี้กันนะ
ในหัวของสวี่เมิ่งตอนนี้มีแค่ความคิดเดียวโผล่ขึ้นมา
ตราบใดที่ยังไม่ตาย เธอจะขอถวายหัวทำงานนี้ให้เต็มที่ ชาตินี้เธอจะต้องอายุยืนกว่าเจ้านายให้ได้ จะได้อยู่ปรนนิบัติไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเลย!
เสิ่นเจาอี้ไม่มีทางรู้เลยว่าแม่บ้านส่วนตัวของตัวเองกำลังตั้งปณิธานว่าจะยอมถวายชีวิตรับใช้ไปจนตาย
หลังจากซื้อเสื้อผ้าเสร็จ เธอก็จูงมืออีกฝ่ายลงบันไดเลื่อนมายังโซนเครื่องประดับบนชั้นห้า
ผู้หญิงไม่มีทางบ่นว่าตัวเองมีเสื้อผ้าเยอะเกินไปหรอก พวกเธอจะหงุดหงิดก็ต่อเมื่อไม่มีกระเป๋าหรือรองเท้าที่เข้าชุดกันต่างหาก
และแล้วมหกรรมการเลือกซื้อของก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่ว่าเจ้านายจะพยายามยัดเยียดอะไรให้ สวี่เมิ่งก็ส่ายหน้าปฏิเสธท่าเดียว
"เจาอี้คะ คุณก็รู้ว่าปกติหนูแทบจะไม่ออกไปไหนเลย กระเป๋าสองใบที่คุณให้คราวก่อน หนูยังไม่ได้เอาออกมาใช้เลยนะคะ"
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้บังคับอะไรต่อ เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความไปหาเจียงเจียงเพื่อขอที่อยู่แทน
สำหรับเธอแล้ว คนที่พร้อมจะรับของขวัญมีเยอะแยะไปหมด
อีกฝ่ายตอบกลับมาแทบจะในทันที คงนึกว่าเธอทำธุระเสร็จแล้วและกำลังจะชวนออกไปเที่ยว
[พี่เจาอี้คะ พี่บอกสถานที่มาเลยค่ะ เดี๋ยวหนูตามไปหาเอง!]
[เปล่าหรอก]
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับไป พลางพยักหน้าให้พนักงานขายนำของไปจัดการห่อให้เรียบร้อย
[ฉันแค่มีของอยากจะส่งไปให้น่ะ]
เจียงเจียงส่งสติกเกอร์รูปใบหน้าขวยเขินกลับมา พร้อมกับพิมพ์ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ส่งมาให้อย่างว่าง่าย ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยเรื่องสำคัญ
[ถ้าพี่ว่างเมื่อไหร่ต้องรีบบอกหนูเลยนะคะ!!!]
[ได้สิ]
หญิงสาวเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า แล้วเดินสายเลือกซื้อของในร้านอื่นต่อ เธอหยิบจับของชิ้นนั้นชิ้นนี้ที่ดูเข้ากับสไตล์ของเจียงเจียง
ยิ่งใช้เงินเปย์จากระบบออกไปมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งได้เงินสดกลับคืนมาตามสัดส่วนเท่านั้น
การออกมาเดินช้อปปิ้งในวันนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับการได้ของมาฟรีๆ เลยสักนิด
บริเวณชั้นสี่เป็นโซนเครื่องประดับเหมือนกับชั้นห้า เพียงแต่แบ่งแยกเป็นแผนกของผู้ชายและผู้หญิง
เสิ่นเจาอี้ยังไม่ลืมจุดประสงค์หลักที่ต้องมาซื้อของขวัญให้หานจื่อหยาง เธอเดินนำสวี่เมิ่งตรงเข้าไปในร้านนาฬิกาแบรนด์หรูทันที
ก็ช่วยไม่ได้นี่นา ในหัวของเธอคิดไม่ออกจริงๆ ว่าควรจะซื้ออะไรให้ผู้ชายดี
สู้ซื้อนาฬิกาให้เหมือนที่ซื้อให้ซูเย่ไปเลยดีกว่า ได้ไปคนละเรือน ยุติธรรมดีออก
สวี่เมิ่งยืนฟังเจ้านายอธิบายลักษณะของผู้รับให้พนักงานชายในร้านฟัง สมองของเธอก็เริ่มปั่นอย่างหนักเพื่อค้นหาว่าใครคือผู้โชคดีคนนั้น
อย่างแรกเลย ตัดหนุ่มหล่อนักแข่งรถทิ้งไปได้เลย เพราะฟังจากที่บรรยายแล้ว เหมือนอีกฝ่ายจะอายุน้อยกว่า แถมยังเป็นนักศึกษาด้วย
เดี๋ยวนะ นักศึกษาอย่างนั้นเหรอ
สวี่เมิ่งได้คำตอบในใจเรียบร้อยแล้ว
กล่องนาฬิกาเรือนหรูถูกจัดการบรรจุลงในถุงกระดาษอย่างประณีต นี่เป็นของชิ้นเดียวที่เสิ่นเจาอี้ยอมหิ้วเอง นอกเหนือจากกระเป๋าสะพายของตัวเอง ตลอดการเดินช้อปปิ้งในช่วงเช้าที่ผ่านมา
เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเที่ยงกว่าๆ
พวกเธอแวะกินมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งอย่างง่ายๆ ก่อนจะลงมาที่ชั้นสองเพื่อเหมาซื้อเครื่องสำอางและน้ำหอมตุนเอาไว้ ถือเป็นการสิ้นสุดภารกิจละลายทรัพย์ในวันนี้
แม้ว่าเสิ่นเจาอี้จะเป็นคนออกหน้าพูดคุยกับพนักงานขายทั้งหมด แต่สวี่เมิ่งที่ไม่ค่อยชินกับการต้องเดินไปไหนมาไหนทั้งวันก็เริ่มหมดแรง
พอเห็นว่าตรงกลางโถงชั้นหนึ่งมีพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อน ขาของเธอก็ก้าวตรงดิ่งไปทางนั้นอย่างควบคุมไม่ได้
พื้นที่บริเวณชั้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นโซนเครื่องเล่นตู้เกม ไม่ก็ร้านชานมและร้านขนมหวาน
เมื่อเห็นว่าคนที่ตอนเช้ายังกระตือรือร้นคุยเรื่องจะไปกินเนื้อย่างกันตอนเย็น ตอนนี้กลับนั่งคอตกหมดสภาพ เสิ่นเจาอี้ก็อดรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้
เวลาผู้หญิงเริ่มซื้อของ มันก็มักจะเพลินจนลืมตัวแบบนี้แหละนะ
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะไปสะดุดตากับร้านชานมที่อยู่ไม่ไกลนัก
นั่นมันร้านโปรดของเธอเลยนี่นา เมนูไหนก็อร่อยจนยกให้เป็นเมนูแนะนำได้หมด
"นั่งพักตรงนี้ก่อนนะ"
เสิ่นเจาอี้บอกให้สวี่เมิ่งนั่งรอ
"เดี๋ยวฉันไปหาเสบียงมาเติมพลังให้ รับรองว่ากินแล้วต้องกลับมาสดชื่นแน่นอน!"
ร้านชานมขายดีมาก ลูกค้ายืนต่อแถวรอคิวกันยาวเหยียดจนล้นออกมาหน้าร้าน
เสิ่นเจาอี้เดินไปต่อท้ายแถว พลางก้มหน้าหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถหน้าจอเล่นฆ่าเวลา
เพ่ยเยี่ยนส่งข้อความตอบกลับมาแล้ว ดูจากเวลาน่าจะเป็นช่วงที่กำลังพักกินข้าวเที่ยงพอดี
[เพิ่งตรวจร่างกายเสร็จ]
[สนามแข่งรอบต่อไปไม่ได้จัดที่เมืองนี้ ฉันต้องล่วงหน้าไปกับทีมก่อน]
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ถามกลับไปว่าต้องเดินทางเมื่อไหร่
พอรู้ว่าอีกฝ่ายจองตั๋วเครื่องบินไว้มะรืนนี้ สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวของเธอก็คือ หานจื่อหยางเองก็จะเดินทางออกจากเมือง S ในวันมะรืนเหมือนกัน
ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนพวกเขานัดแนะกันมาเลยนะ
บทจะมาก็มาพร้อมกัน บทจะไปก็ไปพร้อมกันซะอย่างนั้น
เธอจัดการคัดลอกข้อความฟ้องร้องของชิวเจ๋อเมื่อเช้า แล้วส่งต่อไปให้อีกฝ่ายดูแบบตัวอักษรต่อตัวอักษร
เพ่ยเยี่ยนตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว ข้อความที่ส่งมาไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจเจือปนอยู่เลยสักนิด
[โดนคุมไว้บ้างก็ดี จะได้ไม่ไปวิ่งซนที่ไหน]
เสิ่นเจาอี้ชักจะรู้สึกแปลกๆ ทำไมชิวเจ๋อถึงไม่ค่อยเป็นที่รักของพี่ชายทั้งสองคนเอาซะเลย
เป็นเด็กนี่มันน่าสงสารจริงๆ
ตอนแรกเธอตั้งใจจะพิมพ์คุยกับเพ่ยเยี่ยนเรื่องสปอนเซอร์ทีมแข่งรถต่อ แต่จู่ๆ แถวข้างหน้าก็ขยับไปจนหมด ถึงคิวที่เธอต้องสั่งออเดอร์พอดี
"สวัสดีครับ รับเครื่องดื่มอะไรดีครับ"
น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้น เสิ่นเจาอี้เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าที่คุ้นเคยยิ่งกว่า ผิวสีแทน ผมลอนเล็กสีน้ำตาลเกาลัด และใบหน้าหล่อเหลา แม้จะไม่ได้ปั้นหน้าดูมีเสน่ห์เหมือนอย่างเคย
แต่นี่มันมู่มู่ตัวจริงเสียงจริงเลยไม่ใช่หรือไง!
เสิ่นเจาอี้ถึงกับยืนชะงักค้างไป
ดวงตากลมโตจ้องมองคนตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ชุดพนักงานร้านชานมแสนธรรมดาถูกสวมทับไว้บนตัวอย่างเรียบร้อย บนหน้าอกมีป้ายชื่อติดเอาไว้เขียนว่า...
ผู้จัดการร้านหนึ่งวัน - หลินเหยา
เมื่อเห็นว่าลูกค้าสาวเอาแต่ยืนเงียบอยู่นาน มู่มู่ก็คิดว่าตัวเองพูดเบาเกินไป จึงทวนคำถามเดิมอีกครั้ง
เสิ่นเจาอี้ดึงสติกลับมาได้ในที่สุด
พอคิดทบทวนดู ตอนที่วิดีโอคอลคุยกัน มีแค่อีกฝ่ายที่เปิดกล้อง ส่วนรูปโปรไฟล์ของเธอ มู่มู่ก็คงไม่น่าจะเคยกดเข้าไปดูชัดๆ หรอก
เมื่อประเมินสถานการณ์ได้แล้ว เธอจึงตัดสินใจได้ทันที
หญิงสาวกระแอมเบาๆ เพื่อเคลียร์คอ ก่อนจะดัดเสียงให้เล็กแหลมขึ้น
จากนั้นน้ำเสียงที่ฟังดูแอ๊บแบ๊วแบบจงใจสุดๆ ก็ดังลอดออกมาจากริมฝีปากบาง
[จบบท]