บทที่ 105 : พี่สาว ขอร้องล่ะ (มู่มู่ หานจื่อหยาง)
“เอาแก้วนี้ค่ะ แล้วก็แก้วนี้ด้วย ขอหวานเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ น้ำแข็งน้อยนะคะ”
น้ำเสียงหวานหยดย้อยดังขึ้นพร้อมกับปลายนิ้วเรียวที่จิ้มลงบนป้ายเมนูสองครั้ง
ท่าทางนั้นดูขัดกับใบหน้าสวยเฉี่ยวที่มักจะเรียบเฉยเป็นประจำของเสิ่นเจาอี้อย่างสิ้นเชิง
มู่มู่ที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ชะงักไปชั่วขณะ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
แต่เพียงครู่เดียวรอยยิ้มการค้าระดับมืออาชีพก็ถูกปั้นแต่งขึ้นมาบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง
“ได้ครับ กรุณารอสักครู่นะครับ”
พนักงานหนุ่มจัดการสแกนบาร์โค้ดและรับออเดอร์อย่างคล่องแคล่ว
ก่อนจะฉีกใบเสร็จรับเงินส่งให้คนตรงหน้าพร้อมกับผายมือไปทางด้านข้าง
“เชิญลูกค้ารอรับเครื่องดื่มที่มุมพักผ่อนด้านข้างได้เลยนะครับ ถ้าทำเสร็จแล้วทางเราจะเรียกตามคิวครับ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
เสิ่นเจาอี้รับใบเสร็จมาพร้อมกับเอ่ยตอบ เธอรู้สึกสนุกที่ได้สวมบทบาทเป็นลูกค้าสาวผู้น่ารัก
ถึงแม้จะไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามู่มู่จะจำน้ำเสียงของเธอได้หรือเปล่า แต่ในเวลาแบบนี้เธอไม่อยากเสี่ยงให้ความลับแตกโดยเด็ดขาด
การเป็นแฟนคลับสายเปย์อันดับหนึ่งที่ลึกลับต้องปรากฏตัวในจังหวะที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ถึงจะสร้างความตื่นตะลึงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แถมดูเหมือนว่าพ่อหนุ่มคนนี้กำลังมีความลับปิดบังอยู่ด้วย
แม้ว่าช่วงนี้เธอจะไม่ค่อยได้เข้าไปดูไลฟ์ของเขาบ่อยนัก แต่จำนวนของขวัญที่เปย์ไปทั้งหมดก็น่าจะตกราวๆ เจ็ดถึงแปดล้านหยวน
หักส่วนแบ่งแพลตฟอร์มแล้ว เงินจำนวนนั้นก็มากพอที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตได้สบายไปอีกนาน แล้วทำไมเขาถึงต้องมาทำงานพาร์ตไทม์เหนื่อยยากแบบนี้ด้วย
ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนเสิ่นเจาอี้แทบจะอดใจรอสืบหาความจริงไม่ไหว
แต่เมื่อสังเกตจากปฏิกิริยาของอีกฝ่ายเมื่อครู่ การพรางตัวของเธอก็น่าจะถือว่าแนบเนียนไร้ที่ติ
หญิงสาวแสร้งทำเป็นเดินเลี่ยงไปรอที่มุมพักผ่อนอย่างเงียบเชียบ ทว่าสายตากลับลอบสังเกตการเคลื่อนไหวของมู่มู่ไม่วางตา
ตัวจริงของเขาดูโดดเด่นสะดุดตายิ่งกว่าตอนอยู่ในกล้องหลายเท่าตัว
พอลบภาพลักษณ์ขี้อ้อนเอาใจที่มักจะแสดงออกเวลาไลฟ์ทิ้งไป เสน่ห์ดุดันอันเป็นเอกลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าหล่อเหลาก็แผ่กระจายออกมาจนยากจะละสายตา
เสิ่นเจาอี้กวาดตามองแถวลูกค้าที่ยาวเหยียดออกไปถึงหน้าร้านอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
คนที่มายืนรอล้วนแต่เป็นเด็กสาวหน้าตาสดใส แถมบางคนยังยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแอบถ่ายรูปเขาเก็บไว้ด้วย
ตอนแรกเธอก็สงสัยอยู่ว่าทำไมร้านชานมร้านนี้ถึงขายดีนัก ที่แท้ก็ใช้แผนเอาคนหล่อมาเรียกลูกค้านี่เอง
เสียงประกาศเรียกคิวจากลำโพงดังขึ้น เสิ่นเจาอี้เดินไปรับชานมแล้วกลับมานั่งที่โซฟาในโซนพักผ่อน
ระหว่างที่รอสวี่เมิ่งดูดชานมเพิ่มพลังงานอย่างช้าๆ เธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันวีแชตแล้วทักหาเจียงเจียง
“บริษัทที่เธอเคยทำสตรีมตั้งอยู่ที่ไหนเหรอ”
“อยู่แถวถนนเยี่ยนเป่ยในเขตตะวันตกค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะพี่เจาอี้”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ถามดูเฉยๆ”
พอได้คำตอบที่ต้องการ เสิ่นเจาอี้ก็เปิดแผนที่ขึ้นมาดูพิกัดทันที
ดีมาก อยู่ห่างออกไปแค่ถนนเส้นเดียวเอง
ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอจะเดินทางออกจากเมือง S เธอเคยถามมู่มู่เรื่องที่จะเอา ‘ของเล่นชิ้นใหม่’ มาโชว์ให้ดู
ตอนนั้นเขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเอาใจสุดๆ ว่า
“ถ้าพี่อยากดูเมื่อไหร่ ผมก็ว่างให้เสมอครับ”
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ข้อความตอบกลับไปโดยอ้างอิงจากประโยคนั้น พร้อมกับระบุเวลาอย่างชัดเจนว่า ‘คืนนี้’
และก็เป็นไปตามคาด อีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับมา
เธอปรายตามองไปทางเคาน์เตอร์ร้านชานมอีกครั้ง
งานยุ่งแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
ดูจากปริมาณลูกค้าที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย กว่าห้างจะปิดเขาคงไม่มีเวลาแม้แต่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูด้วยซ้ำ
สวี่เมิ่งที่จัดการชานมไปแล้วครึ่งแก้วเริ่มดูมีเรี่ยวมีแรงขึ้นมาบ้าง
“เจาอี้ หนูพักจนหายเหนื่อยแล้วค่ะ เราจะไปเดินดูของกันต่อไหมคะ”
“กลับบ้านกันก่อนเถอะ”
ของที่จำเป็นก็ซื้อมาครบหมดแล้ว เสิ่นเจาอี้ไม่อยากใช้งานแม่บ้านสาวจนเหนื่อยหอบตายไปเสียก่อน
พอลงมาถึงลานจอดรถชั้นใต้ดิน เพื่อความปลอดภัย เธอจึงอาสาเป็นคนขับรถเอง
โชคดีที่วันนี้เธอตัดสินใจใส่รองเท้าส้นแบนมาเดินห้าง ไม่อย่างนั้นคงลำบากน่าดู
สวี่เมิ่งนั่งอยู่บนเบาะผู้โดยสารด้านข้างด้วยใบหน้ารู้สึกผิด
“เอาล่ะ ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก ใครขับก็เหมือนกันนั่นแหละ”
“นั่งพักผ่อนไปเถอะ ถึงบ้านแล้วยังมีงานให้เธอทำอีกเยอะ ลืมไปแล้วเหรอว่าคืนนี้เราจะกินปิ้งย่างกัน”
เสิ่นเจาอี้จงใจใช้ของกินมาดึงดูดความสนใจ
ซึ่งวิธีนี้ก็ได้ผลชะงัด พอได้ยินคำว่าปิ้งย่าง แววตาของสวี่เมิ่งก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
เด็กคนนี้ยอมทนลำบากได้ทุกอย่าง แต่เรื่องกินห้ามขาดเด็ดขาด
“ยัยเด็กเห็นแก่กินเอ๊ย”
เสิ่นเจาอี้หัวเราะเบาๆ ก่อนจะสตาร์ทรถแล้วขับออกไปอย่างนิ่มนวล
กระจกรถถูกแง้มลงเล็กน้อยเพื่อให้ลมเย็นพัดเข้ามา ไม่นานนักสวี่เมิ่งก็สัปหงกหลับคอพับไปกับเบาะ
หญิงสาวลดเสียงระบบนำทางลงแล้วหันมาจดจ่อกับการขับรถบนท้องถนน
จู่ๆ หน้าจอโทรศัพท์มือถือก็สว่างขึ้นพร้อมกับมีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา
“พี่ ผมแข่งเสร็จแล้วครับ ลองทายดูสิว่าคราวนี้ผมได้ที่เท่าไหร่!”
เครื่องหมายอัศเจรีย์ที่ต่อท้ายประโยคบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าหานจื่อหยางกำลังตื่นเต้นดีใจแค่ไหน
เพราะกำลังขับรถอยู่ เสิ่นเจาอี้จึงไม่ได้พิมพ์ตอบกลับไป แต่ในใจของเธอก็เดาคำตอบได้อยู่แล้ว
เมื่อรถแล่นมาจอดที่หน้าประตูวิลล่า โจวอี้ก็เดินเข้ามาช่วยรับของ ตอนนั้นเขากำลังช่วยป้าแม่บ้านประกอบเตาปิ้งย่างอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน
เธอปลุกสวี่เมิ่งให้ตื่นแล้วนำรถไปเก็บในโรงรถ ส่วนของขวัญที่เตรียมไว้ให้หานจื่อหยางก็ถูกยกขึ้นไปเก็บบนห้องนอน
พอจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยถึงได้มีเวลาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ข้อความสามพยางค์ส่งไปในช่องแชท
ในตอนนั้น หานจื่อหยางกำลังฉลองชัยชนะกับหวังเล่ยอยู่ที่ร้านปิ้งย่างเสียบไม้
พอเห็นข้อความที่ตอบกลับมาตรงกับผลการแข่งขันเป๊ะๆ ความดีใจก็พุ่งทะลุปรอทจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความภาคภูมิใจ
“พี่เชื่อมั่นในตัวผมขนาดนี้เลยเหรอครับเนี่ย”
เครื่องหมายตัวหนอนท้ายประโยคดูเหมือนหางลูกหมาที่กำลังกระดิกเพื่อรอรับคำชม
ตอนแรกเธอยังเผื่อใจไว้นิดหน่อย แต่พอเห็นแบบนี้ก็มั่นใจได้เลยว่าเด็กหนุ่มต้องคว้าแชมป์มาครองได้อย่างแน่นอน
ทำไมคนรอบตัวเธอถึงได้มีแต่คนเก่งๆ กันทั้งนั้นนะ
หลังจากถามไถ่เรื่องสถานที่และเวลาจัดงานมอบรางวัลในวันพรุ่งนี้ เธอก็บอกไปว่าจะนำของขวัญที่เตรียมไว้ไปมอบให้ด้วยตัวเอง
ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กหนุ่มถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง
เหมือนกับครั้งก่อนไม่มีผิด ขนาดไม่ได้ดื่มเหล้าเมา เขาก็ยังตื๊อถามไม่หยุดหย่อน
“ของขวัญอะไรเหรอครับ”
“บอกใบ้หน่อยไม่ได้เหรอครับ”
ตามด้วยสติกเกอร์ลูกหมานอนกลิ้งไปมา
“พี่ครับ”
“ขอร้องล่ะครับ”
เสิ่นเจาอี้ต้องยอมรับเลยว่าเธอตั้งใจปั่นหัวเขาเล่น
บางทีการได้แหย่ลูกหมาเล่นแบบนี้ก็ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งในชีวิตเหมือนกัน
ข้อความยังคงเด้งรัวๆ ไม่หยุด เธอจึงส่งสติกเกอร์รูปคนทำท่า ‘จุ๊ๆ’ ตอบกลับไป
“พรุ่งนี้เธอก็รู้เองแหละ”
เสียงของสวี่เมิ่งตะโกนดังมาจากชั้นล่างเพื่อถามว่าจะให้ตั้งเตาปิ้งย่างไว้ตรงไหนดี
เสิ่นเจาอี้ลุกขึ้นยืนแล้วก้มมองหน้าจอโทรศัพท์เป็นครั้งสุดท้าย
หานจื่อหยางส่งสติกเกอร์พนมมือไหว้ขอร้องมาให้ พร้อมกับพิมพ์ข้อความทิ้งท้าย
“เริ่มคิดถึงของขวัญตั้งแต่นาทีแรกที่ต้องรอเลยครับ”
พอเดินมาถึงสนามหญ้าหน้าบ้าน เตาปิ้งย่างก็ถูกประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ป้าแม่บ้านสองคนนี้ทำงานกันรวดเร็วทันใจดีจริงๆ แถมยังอุตส่าห์ไปซื้อเตาปิ้งย่างขนาดใหญ่พิเศษสำหรับใช้ในร้านอาหารมาซะด้วย
ดูจากขนาดแล้วน่าจะย่างหมูได้ครึ่งตัวสบายๆ
วันนี้ลมแรงมาก
เมื่อลองคำนวณดูแล้วว่าควันจากเตาถ่านอาจจะลอยเข้าไปในหน้าต่างของตัวบ้านหลัก เสิ่นเจาอี้จึงเสนอให้ย้ายเตาไปตั้งที่ลานหลังบ้านแทน
บริเวณนั้นพื้นที่กว้างขวางแถมยังมีกำแพงบังลม
อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับประตูหลังที่เชื่อมต่อกับห้องครัวพอดี ทำให้สะดวกเวลาจะเดินไปหยิบวัตถุดิบ
สวี่เมิ่งเห็นด้วยกับความคิดนี้ เธอรีบเรียกป้าแม่บ้านทั้งสองคนให้ช่วยกันย้ายเตาไปตั้งที่หลังบ้านทันที
ตอนที่โจวอี้กำลังยกกล่องถ่านไม้เดินตามไป เสิ่นเจาอี้ก็เอ่ยเรียกเขาเอาไว้เสียก่อน
“คุณผู้ดูแลโจว รอเดี๋ยว ฉันมีเรื่องจะถามหน่อย”
เรื่องที่เธอสงสัยก็คือข้อมูลของมูลนิธิที่เขาเคยพูดถึงตอนที่เธอย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่วันแรก
ความมั่งคั่งมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังระบบเปย์เงินคืนนี้จะต้องมีแหล่งที่มาที่ไปอย่างแน่นอน
นั่นมันเงินแท้ๆ ไม่ใช่เศษกระดาษ ถ้าเงินพวกนั้นได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง มีหวังเธอคงโดนตำรวจจับเข้าคุกไปตั้งนานแล้ว
แต่จนถึงตอนนี้เธอก็ใช้จ่ายเงินไปเกือบจะสองร้อยล้านแล้ว ชีวิตก็ยังสุขสบายดีไม่มีปัญหาอะไร
แสดงว่าแหล่งที่มาของเงินพวกนี้จะต้องตรวจสอบย้อนกลับได้และมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน
ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่เสิ่นเจาอี้ตั้งข้อสงสัยก็คือมูลนิธิที่มอบคฤหาสน์หลังนี้ให้เธอ
แต่เมื่อได้ยินคำถาม โจวอี้กลับทำหน้างุนงง
“คุณผู้หญิงเสิ่นไม่ทราบเรื่องนี้เหรอครับ”
“รู้สิ แต่ฉันอยากฟังข้อมูลจากคนอื่นดูบ้างน่ะ”
คำถามถูกโยนกลับมาอย่างแนบเนียน โจวอี้เกาหัวแกรกๆ เขาคิดว่าเจ้านายคงอยากจะทดสอบความรู้ จึงตั้งใจเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง
“มูลนิธิรุ่งอรุณเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่จดทะเบียนในเกาะแมนครับ ผู้บริหารก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาหลายยุคหลายสมัย มีเงินทุนหมุนเวียนมหาศาลและมีธุรกิจในเครือกระจายอยู่ทั่วโลก แต่พวกเขาค่อนข้างจะเก็บตัวเงียบและไม่ค่อยเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะครับ”
“ก็ดูยิ่งใหญ่ดีนี่”
“มันเป็นผลพวงจากความทุ่มเทของคนหลายรุ่นน่ะครับ”
ถึงคำพูดนั้นจะฟังดูเหมือนการประจบประแจง แต่เสิ่นเจาอี้ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แค่ได้ข้อมูลที่ต้องการก็เพียงพอแล้ว
[จบบท]