บทที่ 107 : ศีลธรรมเสื่อมทรามชัดๆ (หรานจิ้น เพ่ยเยี่ยน)
"ชื่อนี้ แปลกแหวกแนวดีนะ"
ลู่จิ้นมองดูลู่หรานกดติดตามอีกฝ่ายกลับไป ในใจก็รู้สึกว่างานดูแลเอาใจบอสคนนี้ในภายภาคหน้า ตัวเองคงรับมือไม่ไหวแน่ๆ
ทางด้านเสิ่นเจาอี้ พอเห็นการแจ้งเตือนกดติดตามกลับเด้งขึ้นมา เธอก็ไม่ได้รีบร้อนแสดงท่าทีอะไร ทั้งยังไม่ได้เปย์ของขวัญให้ด้วยซ้ำ
หญิงสาวเพียงแค่เปิดห้องไลฟ์ทิ้งไว้ ทำตัวเป็นนักล่าที่ใจเย็นและเปี่ยมด้วยความอดทน พูดง่ายๆ ก็คือเธออยากดูเชิงก่อนว่าสองคนนี้มีสไตล์การทำงานแบบไหน
โอกาสมีให้แค่ครั้งสองครั้ง หากพลาดเป็นครั้งที่สาม หรือถ้าสองคนนี้เป็นพวกหัวแข็งดื้อดึงเหมือนเฉิงอวี่ไป๋กับเพ่ยเยี่ยนในช่วงแรกๆ เธอก็คงต้องพิจารณาหาเป้าหมายใหม่แทน
น่าเสียดายที่เวลาไม่ค่อยเป็นใจนัก เพราะตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาที่ทั้งสองคนต้องลงไลฟ์พอดี
ก่อนจะออกไป เสิ่นเจาอี้ได้ยินสตรีมเมอร์คนที่เต้นเมื่อครู่ จงใจอ่านชื่อไอดีของเธอออกไมค์
"ขอบคุณบอส หญิงชราวัยหกสิบถูกหนุ่มมหาลัยรุมสละที่นั่งให้บนรถเมล์ ที่กดติดตามและสนับสนุนนะครับ พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะ"
ดูเหมือนว่าจะเป็นคนรู้ความใช้ได้เลย
มือที่กำลังจะกดออกจากห้องไลฟ์ชะงักไปเล็กน้อย เธออาศัยจังหวะนี้กดส่งของขวัญ วิหคเพลิงคำรามเก้าชั้นฟ้า สิบครั้งติดต่อกันไปให้ทันที
ของขวัญชิ้นนี้เคยถูกส่งออกไปแค่สามครั้งเท่านั้น และแต่ละครั้งก็เพื่อเปิดตัวโชว์ความป๋าในห้องของคนอื่น แต่ในเวลานี้เธอมีเพียงทางเลือกเดียว คือต้องเลือกของขวัญที่แพงที่สุดเท่านั้น
เวลาเพียงแค่สองวินาที เงินหนึ่งล้านหยวนก็ถูกเปย์ออกไป ในขณะที่ยอดเงินเปย์ลดลง ยอดเงินในบัญชีส่วนตัวของเธอก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
หน้าจอไลฟ์สดตัดเข้าสู่ความมืดมิด แต่บรรยากาศภายในห้องสตรีมกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ลู่หรานอุทานเสียงหลงออกมาติดๆ กันหลายคำ ลู่จิ้นที่นั่งอยู่ข้างๆ พยายามจะเอามือปิดปากน้องชายแต่ก็ไม่ทัน
โชคดีที่พวกเขาตัดสัญญาณไลฟ์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาแน่ ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนใจ
"เสี่ยวหราน หัดระวังตัวไว้บ้างเถอะ"
วินาทีต่อมา เขาก็เห็นน้องชายคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาเปิดดูข้อมูลหลังบ้าน ก่อนจะจิ้มหน้าจอเปิดบันทึกการรับของขวัญแล้วยื่นมาจ่อตรงหน้าเขา
"พี่ ดูนี่สิ"
ด้านหลังของขวัญ วิหคเพลิงคำรามเก้าชั้นฟ้า ทั้งสิบชิ้น ปรากฏตัวเลขมูลค่าสูงถึงหกหลัก
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าของขวัญพวกนี้ราคาแพงแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าบอสหญิงชราวัยหกสิบคนนี้เพิ่งเข้ามาในห้องได้ไม่ถึงสองนาทีด้วยซ้ำ กลับกล้าทุ่มเงินก้อนโตขนาดนี้ ช่างเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่นจริงๆ
ลู่จิ้นเดาะลิ้นเบาๆ แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่แววตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงก็อธิบายทุกอย่างได้ดี
ชายหนุ่มถอดหมวกออก เผยให้เห็นทรงผมสกินเฮดที่เข้ากับใบหน้าคมเข้ม ทำให้ภาพรวมของเขาดูดุดันราวกับพวกอันธพาล แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับสวนทางกับรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง
"เสี่ยวหราน บอสคนนี้ ให้แกไปดูแลแทนพี่ได้ไหม"
ลู่หรานชะงักไปเล็กน้อย
"ทำไมล่ะพี่"
หลังจากที่สองพี่น้องเริ่มมีชื่อเสียงและมีฐานแฟนคลับเพิ่มขึ้น พวกเขาก็ตกลงกันว่าจะสลับเวรกันติดต่อและดูแลบรรดาบอสใหญ่เป็นการส่วนตัว ซึ่งครั้งนี้ก็วนมาถึงคิวของลู่จิ้นพอดี
ลู่จิ้นเม้มปากแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ
"บอสคนนี้ดูจะแปลกประหลาดเกินไปหน่อย พี่รู้สึกว่าคงหาเรื่องคุยกับเขาไม่ถูกแน่ๆ"
"พี่คิดไปเองหรือเปล่า"
ลู่หรานหรี่ตามองพี่ชายด้วยความสงสัย
"คราวที่แล้วบอสที่ชื่อแม่ม่ายวัยห้าสิบลูกติดสองคน พี่ก็พูดแบบนี้ สุดท้ายเป็นไงล่ะ เขาก็แค่เด็กผู้หญิงน่ารักๆ คนหนึ่งเองไม่ใช่เหรอ"
"ทำเอาผมต้องไปนั่งหาวิธีเลี้ยงเด็กในเน็ตตั้งนาน"
"พี่ ชื่อไอดีมันดูแปลก ก็ไม่ได้แปลว่าตัวจริงเขาจะแปลกตามไปด้วยหรอกนะ"
ลู่จิ้นกระตุกมุมปากเล็กน้อย เขาไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองออกมายังไงดี
เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่ความแปลกประหลาดแล้ว แค่อ่านชื่อไอดีของบอสคนนี้ ขมับของเขาก็เต้นตุบๆ รู้สึกเหมือนศีลธรรมในใจกำลังถูกปู้ยี่ปู้ยำยังไงยังงั้น
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามบ่ายเบี่ยงยังไง สุดท้ายลู่หรานก็ยังคงใช้ชื่อของเขาส่งข้อความส่วนตัวไปหาเสิ่นเจาอี้อยู่ดี
[สวัสดีตอนบ่ายครับบอส ผมลู่จิ้นนะครับ ขอบคุณมากเลยนะครับที่เข้ามาสนับสนุนในห้องไลฟ์วันนี้ การสนับสนุนของคุณคือแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผมกับน้องชายมีกำลังใจทำไลฟ์ต่อไป ไม่ทราบว่าบอสพอจะสะดวกให้ช่องทางติดต่อส่วนตัวไว้ไหมครับ ครั้งหน้าก่อนเริ่มไลฟ์ผมจะได้ทักไปบอกคุณเป็นคนแรกเลย]
หลังจากส่งข้อความไปได้พักใหญ่ อีกฝ่ายก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเปิดอ่าน เพราะในเวลานี้บอสหญิงชราวัยหกสิบกำลังคุยโทรศัพท์กับเพ่ยเยี่ยนอยู่
ตอนที่เดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าเมื่อช่วงบ่าย เธอตั้งใจจะคุยเรื่องการตั้งทีมแข่งรถกับเขาแล้ว แต่ดันถูกมู่มู่ที่โผล่มาอย่างกะทันหันขัดจังหวะเสียก่อน
เมื่อครู่หลังจากที่เธอกดออกจากแอปโต่วอิน ก็เห็นว่าสวี่เมิ่งกับคนอื่นๆ ยังเตรียมอาหารอยู่ชั้นล่าง แถมยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะถึงเวลาอาหารเย็น เธอจึงสลับกลับไปที่แอปวีแชตเพื่อสานต่อบทสนทนาที่ค้างไว้
แต่การพิมพ์ข้อความอธิบายเรื่องยาวๆ คงจะไม่ทันใจนัก เธอจึงตัดสินใจกดโทรแบบเสียงแทน
หลังจากตรวจร่างกายเสร็จ เพ่ยเยี่ยนก็นอนพักผ่อนอยู่ที่โรงแรม วันนี้ถือเป็นวันหยุดพักผ่อนที่หาได้ยากยิ่ง แต่กลับถูกเสิ่นเจาอี้โทรมาหาพร้อมกับแผนวาดฝันที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
ตอนแรกเขาคิดว่าที่เธอเงียบหายไปหลายวัน คงเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบและพูดเล่นไปอย่างนั้น ใครจะไปคิดว่าตอนนี้เธอหาผู้สนับสนุนรายแรกได้แล้ว
"พี่ ถ้าพี่ลงมือทำอะไรรวดเร็วแบบนี้ พี่ทำอะไรก็สำเร็จหมดแหละครับ"
เพ่ยเยี่ยนพึมพำเบาๆ แต่เสิ่นเจาอี้กลับได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
"นายเข้าใจผิดแล้ว"
เธอรีบแย้งทันที
"ก่อนจะลงมือทำอะไรได้รวดเร็ว มันต้องมีเงินทุนหนุนหลังก่อนต่างหาก"
ถ้าไม่มีเงิน เธอจะเอาความกล้าที่ไหนไปเสนอร่วมลงทุนทำแบรนด์เสื้อผ้ากับเจียงเหยี่ย และถ้าไม่มีเงิน เธอจะผลักดันให้แบรนด์นั้นกลายมาเป็นผู้สนับสนุนทีมแข่งรถได้อย่างไร
ระบบเปย์เงินคืนนั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม ตอนนี้เป้าหมายของเสิ่นเจาอี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เธอไม่ได้ต้องการแค่หาเงินอย่างเดียว แต่ยังต้องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ได้มาทั้งหมด เปลี่ยนของที่ไม่มีชีวิตจิตใจให้มีมูลค่า เพื่อนำไปต่อยอดให้เงินงอกเงยขึ้นมาอีกด้วย
ในเวลานี้ หากจะบอกว่าเพ่ยเยี่ยนไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยก็คงเป็นการโกหก
เขาไม่สนใจหรอกว่าเสิ่นเจาอี้จะมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงอยู่ แต่การได้จดทะเบียนตั้งทีมแข่งรถในนามของตัวเอง มันเป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจเกินกว่าที่เขาจะปฏิเสธได้ลง
"พี่ แล้วเรื่องสถานที่กับพวกทีมงานล่ะครับ"
น้ำเสียงของเพ่ยเยี่ยนเจือความไม่แน่ใจเล็กน้อย
"พี่วางแผนจะจัดการเรื่องพวกนี้ยังไงเหรอครับ"
"นายก็รู้นี่ ว่าฉันไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลยสักนิด"
เสิ่นเจาอี้เปลี่ยนท่านั่งให้สบายขึ้น พร้อมกับยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
"ถ้าอย่างนั้น..."
"เพราะงั้น นายมีข้อเรียกร้องหรือต้องการอะไรก็บอกฉันมาได้เลย เรื่องสถานที่เดี๋ยวฉันไปติดต่อนายหน้าให้ ส่วนเรื่องทีมงานเราก็เปิดรับสมัครเอา ยังไงมันก็ต้องมีวิธีจัดการจนได้แหละ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เพ่ยเยี่ยนก็หวนนึกถึงบทสนทนาของพวกเขาสองคนเมื่อหลายวันก่อน
ใช่แล้ว ขอแค่มีเงิน ทุกปัญหาบนโลกใบนี้ก็แก้ไขได้เสมอ แต่เขายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกเสิ่นเจาอี้
"ขั้นตอนการขออนุมัติจัดตั้งทีมแข่งรถ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาเป็นปีเลยนะครับ..."
"ไหนจะเรื่องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อีก มันต้องใช้เวลาพอสมควรเลย"
ท้ายประโยคน้ำเสียงของเพ่ยเยี่ยนค่อยๆ แผ่วลง
เขาไม่มั่นใจเลยว่าความกระตือรือร้นของเสิ่นเจาอี้จะคงอยู่ไปจนถึงตอนนั้นไหม หากเธอถอดใจยอมแพ้กลางคันขึ้นมา ตัวเขาจะรับมือกับความผิดหวังที่ถาโถมเข้ามาได้จริงๆ หรือ
"ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเลยเหรอ"
ปฏิกิริยาตอบกลับของอีกฝ่ายเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้รู้สึกผิดหวัง หัวใจของเขาก็ถูกประโยคถัดมาดึงให้ลอยสูงขึ้นอีกครั้ง
"ถ้าอย่างนั้น ปีนี้นายก็ลงแข่งในนามทีมของตัวเองไม่ได้น่ะสิ"
เพ่ยเยี่ยนชะงักไปชั่วขณะ
เขาเคยแอบคิดเผื่อใจไว้แล้วว่าเสิ่นเจาอี้จะต้องรู้สึกรำคาญและล่าถอยไปแน่ๆ แต่เขากลับคาดไม่ถึงเลยว่า สิ่งแรกที่เธอเป็นห่วงจะเป็นเรื่องนี้
บรรยากาศของปลายสายทั้งสองฝั่งตกอยู่ในความเงียบงันไปครู่ใหญ่ เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
ผ่านไปพักใหญ่กว่าเพ่ยเยี่ยนจะหาเสียงของตัวเองเจอ
"ที่พี่ตั้งทีมแข่งรถขึ้นมา ก็เพื่อให้ผมได้ลงแข่งงั้นเหรอครับ"
"ก็ครึ่งๆ แหละ"
เสิ่นเจาอี้ตอบกลับไปตรงๆ
"ถ้านายแข่งจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ฉันเองก็ได้กำไรไปด้วย แบบนี้เขาเรียกว่าวินวินกันทั้งสองฝ่ายต่างหาก"
จู่ๆ เพ่ยเยี่ยนก็รู้สึกตีบตันในลำคอ
เขาถึงกับเผลอคิดไปว่า หรือบางทีตลอดสองปีที่ผ่านมา คำถามที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจของเขาจะส่งไปถึงสวรรค์เบื้องบนแล้ว สวรรค์ถึงได้ส่งผู้หญิงที่ชื่อเสิ่นเจาอี้เข้ามาในชีวิตของเขา
"เอาเป็นว่า ภายในสองวันนี้ผมจะไปสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเตรียมงานขั้นต้นให้ชัดเจนก่อนก็แล้วกันครับ"
น้ำเสียงของเขากลับมาหนักแน่นและมั่นคงอีกครั้ง
"จะหนึ่งปีก็หนึ่งปีครับ ยังไงผมก็ยังอายุไม่เยอะ รอได้อยู่แล้ว"
"เดี๋ยวก่อนสิ"
เสิ่นเจาอี้ไม่ยอมปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปยาวนานขนาดนั้นแน่ๆ
"เอาแบบนี้ดีไหม เราไปซื้อทีมแข่งรถที่มีอยู่แล้วมาเลยเป็นไง"
เพ่ยเยี่ยน "..."
[จบบท]