บทที่ 108 : ฉันสวี่เมิ่งขอสาบานว่าจะปกป้องบอสเสิ่นจนตัวตาย
"ลองไปถามพวกทีมแข่งรถที่นายสังกัดอยู่ดูสิ" น้ำเสียงของเสิ่นเจาอี้แฝงความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด "ตอนนี้มูลค่าการตลาดของพวกเขาน่าจะสักเท่าไหร่ ฉันว่าฉันมีกำลังพอจะซื้อทีมนี้ได้นะ"
ในเมื่อเงินทุนแค่สองล้านหยวนยังต้องหน้าด้านมารีดไถเอาจากเพ่ยเยี่ยน อนาคตของทีมก็คงย่ำแย่เต็มทน อีกอย่างทีมสภาพนั้นคงไม่มีนักแข่งคนไหนที่อยากจะทุ่มเทลงสนามเพื่อคว้าชัยชนะจริงๆ จังๆ เหลืออยู่แล้ว
ปล่อยทรัพยากรที่มีอยู่ทิ้งไว้เฉยๆ แบบนั้นมันน่าเสียดายแย่
ถ้าบรรดาผู้ถือหุ้นยอมเทขายหุ้นทิ้ง เธอก็พร้อมและยินดีที่จะเข้าไปรับช่วงต่อบริหารเอง
ถึงแม้เงินรางวัลที่ได้จากระบบเปย์เงินคืนในแต่ละวันอาจจะมีไม่มากพอจะซื้อได้ในคราวเดียว แต่โชคดีที่ยอดเงินมันรีเฟรชใหม่ทุกวัน ทยอยดึงเงินออกมาสะสมไว้เรื่อยๆ สักพักเดี๋ยวก็ครบจำนวนเอง
ยังไงซะเธอก็ตั้งใจจะมอบหมายให้เพ่ยเยี่ยนเป็นคนออกหน้าไปจัดการเรื่องซื้อขายนี้แทนอยู่แล้ว
ส่วนตัวเธอก็แค่ทำตัวชิลๆ นั่งรอเงินคืนก้อนโตโอนเข้าบัญชีสบายๆ อยู่ที่บ้านก็พอ
เธอแทบไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า ถ้าสามารถซื้อทีมแข่งรถมาครอบครองได้สำเร็จจริงๆ ต่อให้ระบบจะหักเปอร์เซ็นต์เงินคืนเหลือแค่เรตสามสิบเปอร์เซ็นต์ ผลกำไรที่ได้กลับมาก็ยังคงมหาศาลมากพอที่จะทำให้เธอเสวยสุขไปได้อีกนาน
ชายหนุ่มที่ถือโทรศัพท์อยู่ปลายสายยังอยากจะอ้าปากเกลี้ยกล่อมเธออีกสักหน่อย แต่พอได้ยินแบบนั้น เขาก็รู้ทันทีว่าเสิ่นเจาอี้ตัดสินใจแน่วแน่ไปแล้ว
"นายไม่ต้องรีบร้อนไปถามตอนนี้หรอกนะ รอให้แข่งเสร็จก่อนค่อยไปทำเรื่องหักหน้าพวกนั้นก็ยังไม่สาย"
"อ้อ อีกอย่าง นายไม่ต้องไปกลัวว่าพวกนั้นจะฉวยโอกาสโก่งราคานะ ฉันรวย มีเงินจ่ายอยู่แล้ว!"
"เราแค่เข้าไปเปลี่ยนชื่อคนถือหุ้น ส่วนที่เหลือก็ปล่อยไว้เหมือนเดิมนั่นแหละ พวกพนักงานกับช่างเทคนิคเราก็จ้างพวกเขาทำงานต่อไป"
พูดกันตามตรง การทุ่มเงินซื้อทีมแข่งรถที่มีระบบโครงสร้างทุกอย่างพร้อมสรรพอยู่แล้ว มันง่ายกว่าการมานั่งลงแรงปั้นทีมขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ก้าวแรกเป็นไหนๆ
ตอนแรกเสิ่นเจาอี้ไม่ได้นึกถึงจุดนี้เลย เธอแค่คิดง่ายๆ ว่าการไปจดทะเบียนก่อตั้งทีมแข่งรถสักทีมมันคงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงอะไร
แต่ถ้าลองมาคำนวณดูแล้วว่าต้องใช้เวลาคลุกคลีกับมันไปอีกเป็นปีๆ เธอคงไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะเอาแรงกายแรงใจทั้งหมดไปผูกติดกับเรื่องนี้แน่
ส่วนเรื่องข้อตกลงร่วมลงทุนกับเจียงเหยี่ยที่คุยกันไว้ เธอก็ยังคงตั้งใจจะเดินหน้าทำมันต่อไป
คนอย่างเธอไม่มีทางยอมปล่อยให้โอกาสทำเงินหลุดลอยไปง่ายๆ หรอก
เมื่อสัมผัสได้ว่าเสิ่นเจาอี้มีท่าทีเอาจริงเอาจังยิ่งกว่าตอนแรก ชายหนุ่มที่กำลังแนบโทรศัพท์ไว้ข้างหูก็หลุดหัวเราะเสียงต่ำออกมาเบาๆ
แสงสีส้มอมทองของดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามากระทบเรือนร่างของเขา ขับไล่ความมืดมนและอ้างว้างที่เกาะกุมจิตใจมาเนิ่นนานให้ค่อยๆ มลายหายไปจนหมด
"ตกลง" เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เราจะซื้อทีมนั้นมา ตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจ ฉันจะทุ่มเทคว้าแชมป์ทั้งหมดมาให้เธอ แล้วเอาเงินรางวัลพวกนั้นมาใช้หนี้เธอให้ได้!"
"ไม่ต้องเลยนะ"
"แค่นี้ฉันก็ต้องปวดหัวหาห้องมาไว้เก็บพวกถ้วยรางวัลของนายอยู่แล้ว"
เสิ่นเจาอี้รีบพูดดักคอทันควัน
จะบ้าเหรอ ขืนเอาเงินมาใช้หนี้ก็เท่ากับมาทุบหม้อข้าว ตัดช่องทางรวยของเธอน่ะสิ เรื่องแบบนี้ไม่มีทางยอมเด็ดขาด!
หลังจากเอ่ยปากกำชับเพ่ยเยี่ยนต่ออีกสองสามประโยค หญิงสาวก็ถือโอกาสนี้พูดให้กำลังใจเขาล่วงหน้าไปเลย เพราะกลัวว่าพอถึงวันแข่งมะรืนนี้ตัวเองจะเผลอลืม
"แข่งให้เต็มที่นะ สู้ๆ"
พอหัวข้อสนทนาวนกลับมาเรื่องที่ตัวเองถนัด ความมั่นใจเต็มเปี่ยมของชายหนุ่มก็พุ่งทะยานขึ้นมาทันที
"วางใจได้เลย เธอรอฟังข่าวดีจากฉันอยู่ที่เมือง S ได้เลย"
การสนทนาผ่านสายโทรศัพท์ครั้งนี้กินเวลาลากยาวไปเกือบสี่สิบนาที
เสิ่นเจาอี้หมุนตัวเดินออกไปรับลมที่ริมระเบียง กลิ่นควันไฟหอมๆ ลอยโชยขึ้นมาจากลานกว้างชั้นล่าง
สวี่เมิ่งที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาเหมือนจะรู้สึกตัว จึงเงยหน้าขึ้นมามอง พอสบตากันเธอก็รีบโบกไม้โบกมือเป็นสัญญาณเรียกเจ้านายให้ลงมากินมื้อเย็นด้วยกัน
หญิงสาวพยักหน้ารับรู้เบาๆ ก่อนจะกรอกเสียงลงไปเพื่อบอกลากับคนในสาย
"แค่นี้ก่อนนะ บาย"
นิ้วเรียวกดตัดสาย ปิดฉากบทสนทนาที่กำลังจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ พลิกชะตาชีวิตของอีกฝ่ายไปตลอดกาล
พอเดินลงมาถึงลานกว้างหลังบ้าน ก็เห็นโจวอี้กำลังสวมถุงมือกันความร้อนยืนพลิกชิ้นเนื้อสเต๊กชิ้นโตอยู่หน้าเตา
หยดน้ำมันใสๆ ร่วงหล่นลงบนก้อนถ่านที่กำลังแดงก่ำจนเกิดเสียงดังฉ่า พร้อมกับประกายไฟดวงเล็กๆ ปะทุขึ้นมาเป็นระยะ
"วันนี้ป้าหลี่ประท้วงหยุดงานเหรอคะ" เสิ่นเจาอี้ใช้มือรวบชายกระโปรงเดินไปทิ้งตัวลงนั่งตรงเก้าอี้ฝั่งเหนือลม พลางเอ่ยปากแซวอย่างอารมณ์ดี "ไม่ยักรู้ว่าคุณทำของพวกนี้เป็นด้วย"
"เดี๋ยวนี้วงการพ่อบ้านเขาแข่งกันดุเดือดขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"
"โธ่ ตอนหนุ่มๆ ผมเคยเป็นทหารอยู่ในหน่วยเสบียงมาก่อนน่ะครับ" ใบหน้าของชายวัยกลางคนฉายแววรำลึกความหลัง
ดูเหมือนความร้อนจากเตาจะไม่ค่อยแรงสะใจเท่าไหร่ เขาจึงขยับชิ้นเนื้อพวกนั้นออกไปพักไว้ด้านข้าง แล้วใช้ปลายคีมเหล็กเขี่ยก้อนถ่านให้แตกตัวเพื่อเร่งไฟ
"สมัยนั้นพอจบการฝึกซ้อม เดินผ่านทุ่งนาทีไรก็ชอบจับหนูนามาปิ้งกินกันสดๆ ตรงคันนานั่นแหละครับ"
เสิ่นเจาอี้ไม่นึกเลยว่าเขาเคยเป็นทหารผ่านการฝึกหนักมาก่อน จึงอดถามด้วยความแปลกใจไม่ได้
"แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมาเป็นพ่อบ้านล่ะคะ"
รูปร่างหน้าตาหน่วยก้านแบบนี้ อาชีพอย่างบอดี้การ์ดน่าจะเหมาะกับเขามากกว่าไม่ใช่หรือไง
"ก็เงินมันดีน่ะสิครับ!" โจวอี้ตอบกลับมาตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อม
ยิ่งได้เข้ามาทำงานในหมู่บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์แบบนี้ การที่ต้องคอยรับมือและต้อนรับผู้คนมากหน้าหลายตาในแต่ละวัน ก็ถือเป็นการฝึกฝนตัวเองไปในตัว
แถมยังต้องคอยจัดการปัญหาจุกจิกอีกสารพัดเรื่อง
ก็ถือเป็นการท้าทายขีดจำกัดของตัวเองไปอีกแบบ
เสิ่นเจาอี้กับโจวอี้พูดคุยสัพเพเหระกันต่ออีกพักใหญ่ เนื้อย่างส่งกลิ่นหอมฉุยถูกคีบมาจัดวางเรียงบนจานอย่างเป็นระเบียบ
พอเห็นว่าสวี่เมิ่งนั่งน้ำลายสอรอไม่ไหวแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย เสิ่นเจาอี้ก็พูดถึงเรื่องการหาคนขับรถขึ้นมา
"คุณผู้ดูแลโจวคะ รบกวนคุณช่วยเป็นธุระหาคนขับรถให้ฉันสักคนสิ เอาคนที่ขับรถนิ่มๆ หน่อยก็แล้วกัน"
สวี่เมิ่งที่กำลังตาวาว เตรียมจะเอาส้อมจิ้มชิ้นเนื้อย่างเข้าปากถึงกับชะงักค้างไปทันที
แน่นอนว่าอาการตกใจนี้ไม่ได้เป็นเพราะเสิ่นเจาอี้เปลี่ยนสรรพนามเรียกโจวอี้กะทันหัน
แต่สิ่งที่ทำให้เธอคิดหนักก็คือ... ทำไมหน้าที่สุดท้ายที่เธอพอจะทำประโยชน์ให้บ้านนี้ได้ ถึงกำลังจะถูกพรากไปอีกแล้วล่ะ!
หรือว่าจะเป็นเพราะตอนที่ขับรถกลับมาเมื่อช่วงบ่าย เธอเผลอปล่อยให้เจ้านายของตัวเองต้องมานั่งเป็นคนขับรถกันนะ!
ใบหน้าของสวี่เมิ่งสลดลงทันตาเห็น เนื้อย่างชุ่มฉ่ำที่จ่ออยู่ตรงหน้าจู่ๆ ก็หมดความน่ากินไปเสียดื้อๆ
"มัวคิดอะไรอยู่" เสิ่นเจาอี้คีบชิ้นเนื้อที่หั่นแบ่งพอดีคำไปวางแหมะลงบนจานของอีกฝ่าย
"เจาอี้ ไม่ต้องไปจ้างคนขับรถหรอกค่ะ หนูขับให้เองได้!"
"เรื่องนี้มันไม่ใช่หน้าที่ของเธอตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นั่งพักกินสบายๆ ไปเถอะ"
แต่สวี่เมิ่งก็ยังคงดึงดันไม่เลิก ขืนจ้างคนขับรถมาจริงๆ ตำแหน่งของเธอก็คงหมดประโยชน์ในบ้านหลังนี้กันพอดี
พอเดาความคิดฟุ้งซ่านของแม่บ้านตัวน้อยออก เสิ่นเจาอี้ก็ยกมือขึ้นดีดหน้าผากอีกฝ่ายไปหนึ่งทีด้วยความหมั่นเขี้ยว
"ใครบอกว่าเธอหมดประโยชน์กันฮะ ต้าขว่านเธอก็เป็นคนคอยดูแลไม่ใช่หรือไง ห้องนอนของฉันเธอก็เป็นคนจัดให้"
"ถ้าบ้านนี้ขาดเธอไปสักคน คงหมุนไม่ทันแน่"
ได้ยินแบบนั้น สวี่เมิ่งก็ถึงกับน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ
เจ้านาย... ช่างเป็นเจ้านายที่ประเสริฐที่สุดในโลกเลย!
ต่อจากนี้ไปถ้าใครหน้าไหนกล้าพูดจาให้ร้ายเสิ่นเจาอี้แม้แต่ครึ่งคำ เธอจะเป็นคนแรกที่ถือไม้เสียบบาร์บีคิวพุ่งเข้าไปจัดการสั่งสอนมันเองคอยดูเถอะ!
ฝีมือการปิ้งย่างของโจวอี้นับว่ายอดเยี่ยมหาตัวจับยาก ต่อให้จะย่างเนื้อกองโตทีละเยอะๆ เขาก็ยังควบคุมอุณหภูมิความร้อนให้ออกมาสุกพอดีเป๊ะได้ทุกชิ้น
ดูทรงแล้ว หนูนาแถวค่ายทหารสมัยก่อนคงโดนเขาจับมาย่างกินจนสูญพันธุ์แน่ๆ
คุณป้าแม่บ้านทั้งสองคนเองก็ว่างเว้นจากงาน จึงมาร่วมนั่งล้อมวงพูดคุยสัพเพเหระกันอย่างออกรส
เพียงแต่ว่าเมื่อวานเสิ่นเจาอี้เพิ่งจะไปกินของปิ้งย่างกับหานจื่อหยางมาหมาดๆ พอต้องมากินเมนูเนื้อย่างติดกันสองมื้อติด ความอยากอาหารของเธอก็เลยลดน้อยถอยลงไปมาก
หญิงสาวคีบชิ้นเนื้อเข้าปากพอเป็นพิธีให้รู้รสชาติ จากนั้นก็หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาไถหน้าจอเล่นฆ่าเวลา
ทันใดนั้น หน้าจอโทรศัพท์ก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับการแจ้งเตือนข้อความส่วนตัวจากแอปโต่วอินที่เด้งขึ้นมา
ลู่จิ้นงั้นเหรอ
ถ้างั้นคนน้องก็คงจะชื่อลู่หรานสินะ
สองพี่น้องคู่นี้ก็น่าสนใจดี ตั้งชื่อได้มีความหมายขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด
เธอจัดการพิมพ์เบอร์โทรศัพท์ของตัวเองส่งกลับไปให้ตามคำขอ ก่อนจะสลับหน้าจอไปที่แอปพลิเคชันวีแชต
บังเอิญจริงๆ พอเปิดแอปขึ้นมาปุ๊บ ข้อความใหม่จากมู่มู่ก็เด้งเข้ามาพอดี
ตอนนี้เวลาใกล้จะสองทุ่มแล้ว สงสัยเขาคงเพิ่งจะผ่านพ้นช่วงลูกค้าแน่นร้าน ถึงได้มีเวลาว่างแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
[พี่ครับ ถ้าเป็นคืนนี้ สักสี่ทุ่มพอจะสะดวกไหมครับ]
เห็นเวลาที่อีกฝ่ายนัดแนะมา เสิ่นเจาอี้ก็เดาได้ทันทีว่าเขาคงกะจะกลับไปไลฟ์เต้นต่อทันทีที่เลิกงานจากร้านชานมแน่ๆ
เด็กคนนี้กะจะไม่แบ่งเวลาพักผ่อนให้ตัวเองเลยหรือไงนะ
ตัวเธอเองก็แอบสงสัยอยู่ลึกๆ เหมือนกันว่าไอ้ 'ของเล่นใหม่' ที่เขาว่านั่นมันคืออะไรกันแน่ แต่หลังจากที่ได้เจอตัวจริงของเขาในวันนี้ เธอกลับรู้สึกว่ามันน่าจะมีอะไรบางอย่างที่น่าดึงดูดใจมากกว่าของพวกนั้น
แต่เสิ่นเจาอี้ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามออกไปตรงๆ เธอเลือกที่จะเล่นตัวนิดหน่อยเพื่อหยั่งเชิงดูปฏิกิริยา
[ตอนนี้ไม่ได้เหรอ]
ไม่นานนัก อีกฝ่ายก็ส่งสติกเกอร์รูปตัวการ์ตูนโค้งคำนับขอโทษอย่างจริงใจกลับมา
พร้อมกับข้อความอธิบายสั้นๆ ว่าตัวเองยังเดินทางไม่ถึงบ้าน
[หืม อยู่ข้างนอกเหรอ]
[ใช่ครับพี่ พอดีผมออกมาทำธุระนิดหน่อย เดี๋ยวก็กลับแล้วครับ!]
[ธุระอะไรเหรอ ด่วนหรือเปล่า]
ข้อความแจ้งเตือนว่าอีกฝ่ายกำลังพิมพ์โชว์สลับไปสลับมาอยู่พักใหญ่ ราวกับกำลังเรียบเรียงคำพูด แต่สุดท้ายกลับตอบกลับมาสั้นๆ
[ผมจัดการได้ครับ]
ช่างเป็นเด็กที่พยายามเค้นสมองหาคำโกหกเก่งซะจริง
เสิ่นเจาอี้แอบนึกสนุกขึ้นมาในใจ หากมีวันไหนที่เธอต้องไปปรากฏตัวอยู่ตรงหน้ามู่มู่ในสถานการณ์จริง เขาจะยังจำเธอได้ไหมนะ
กลิ่นหอมของเนื้อย่างและควันไฟยังคงลอยอบอวลไปทั่วลานหลังบ้าน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงสามทุ่มกว่า กิจกรรมปาร์ตี้บาร์บีคิวขนาดย่อมถึงได้จบลง
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของลู่จิ้นก็ต้องใช้เวลาทำใจอยู่นานสองนาน กว่าจะกล้าคัดลอกเบอร์โทรศัพท์นั้นไปวางในช่องค้นหาเพื่อนในแอปพลิเคชัน
เมื่อหน้าจอโหลดเสร็จและปรากฏชื่อผู้ใช้วีแชตที่ดูธรรมดาจนเกินไป แวบแรกเขาถึงกับสะดุ้งและคิดว่าตัวเองพิมพ์ค้นหาผิดคนหรือเปล่า
แต่โชคดีที่เขายังพอคุ้นตากับรูปโปรไฟล์ที่เสิ่นเจาอี้ใช้ตั้งเป็นรูปดิสเพลย์อยู่บ้าง
ลู่จิ้นจัดการพิมพ์ข้อความแนะนำตัวลงในช่องหมายเหตุ ก่อนจะกดส่งคำขอเป็นเพื่อนไปหาอีกฝ่ายด้วยใจที่เต้นระทึก
และคำขอนั้นก็ได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วเกินคาด
ชายหนุ่มรีบจัดการคัดลอกข้อความทักทายที่เขาใช้บ่อยจนชินมือ แล้วกดส่งไปหาอีกฝ่ายทันที โดยลืมไปสนิทว่าตัวเองยังไม่ได้ปรับแก้แม้กระทั่งคำสรรพนามเรียกขาน...
[จบบท]