บทที่ 115 : แต้มบุญเพิ่มทีละหนึ่ง (เฉิงอวี่ไป๋)
"หมอเฉิงล่ะคะ"
"เหมือนกันครับ"
พนักงานเสิร์ฟสอบถามเรื่องเครื่องดื่มเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากโต๊ะ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ
เสิ่นเจาอี้ยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบเบาๆ ทว่าสายตาของเธอกลับไม่ได้ละไปจากใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เค้าโครงหน้าของเขาดูดีมากจริงๆ กระดูกคิ้วสูงนูนรับกับสันจมูกโด่งแคบเป็นคม กรอบหน้าและสันกรามชัดเจนดูสะอาดตา
ภาพรวมของเขาแผ่กลิ่นอายความเย็นชาและดูเป็นคนที่เคร่งครัดในกฎเกณฑ์อย่างบอกไม่ถูก
แต่ดวงตาคู่นั้นกลับดำขลับลึกล้ำ ยามที่เขาจ้องมองมา มันแฝงไปด้วยแรงกดดันบางเบาที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกระแวดระวัง
ถ้าไม่ติดว่าคำพูดคำจาของเขาฟังไม่ค่อยเข้าหู เธอเองก็คงไม่ได้ไร้ความรู้สึกสนใจไปซะทีเดียว
สายตาที่จ้องมองอย่างตรงไปตรงมานั้นไม่ได้พยายามปิดบังเลยแม้แต่น้อย ส่วนอีกฝ่ายก็ยังคงนั่งนิ่ง วางตัวตามสบาย ปล่อยให้เธอสำรวจใบหน้าของเขาต่อไป
ทว่าผ่านไปเพียงครู่เดียว เขาก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาเสียก่อน
"คุณเสิ่นดูเหมือนจะสนใจผมอยู่นะครับ"
"เปล่าค่ะ"
เสิ่นเจาอี้ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแกว่งไปมาเบาๆ
"ฉันสนใจความตั้งใจในการขอโทษของคุณวันนี้มากกว่า"
เฉิงอวี่ไป๋ย่อมไม่ลืมจุดประสงค์หลักของมื้ออาหารในวันนี้
เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย พร้อมกับใช้สองมือยื่นซองกระดาษสีน้ำตาลที่เตรียมมาวางลงตรงหน้าเธอ
หญิงสาวยื่นมือไปรับ ความหนาบางที่สัมผัสได้จากปลายนิ้วทำให้เธอเดาไม่ออกชั่วขณะว่าของที่อยู่ข้างในคืออะไร
กระทั่งเธอแกะเชือกที่พันอยู่ออกมาเปิดดู ถึงได้เห็นว่ามันคือใบเสร็จตอบรับการบริจาค
ตอนนั้นเธอก็แค่พูดออกไปลอยๆ ไม่คิดเลยว่าเขาจะไปจัดการหามาให้จริงๆ
โชคดีที่ชื่อผู้บริจาคไม่ได้ใช้ไอดีจากแอปพลิเคชันโต่วอินของเธอแล้ว
พอหวนนึกไปถึงเงินโดเนทหลายครั้งก่อนหน้าที่ถูกเขานำไปจัดการด้วยวิธีนี้ เสิ่นเจาอี้ก็อดรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้
"หมอเฉิง ทำไมคุณถึงชอบบริจาคเงินนักล่ะคะ"
"ผมแค่อยากทำประโยชน์ให้วงการแพทย์บ้างน่ะครับ"
สีหน้าของเฉิงอวี่ไป๋ดูราบเรียบไร้ระลอกคลื่น
แต่ในใจของเสิ่นเจาอี้กลับแอบแค่นหัวเราะออกมา เสแสร้งเก่งจริงๆ
ทว่าใบหน้าของเธอกลับไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาให้เห็น เธอเพียงแค่เอ่ยชมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"คุณนี่ก็เป็นคนมีน้ำใจเหมือนกันนะคะ"
"เงินทั้งหมดเป็นของคุณเสิ่นครับ ผมก็แค่ทำหน้าที่เป็นคนกลางให้เท่านั้น"
เฉิงอวี่ไป๋เองก็รู้จักวิธีต่อบทสนทนา
"เหรอคะ งั้นฉันก็คงต้องขอบคุณคุณ ที่ช่วยทำบุญแทนฉัน"
เขาเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ ท่าทีเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้น
"คนที่ควรพูดขอบคุณ คือผมครับ"
บทสนทนาเริ่มวกกลับเข้าสู่ประเด็นหลัก เฉิงอวี่ไป๋ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมขึ้น
"ผมไม่ได้แค่ติดค้างคำขอบคุณคุณต่อหน้าเท่านั้น แต่รวมถึงคำพูดพวกนั้นในห้องไลฟ์ด้วย ผมขอโทษจริงๆ ครับ"
"หวังว่าจะไม่ได้ทำให้คุณเสิ่นต้องรู้สึกลำบากใจนะครับ"
ท่าทางของเขาดูจริงใจไม่น้อย แต่เสิ่นเจาอี้ก็ไม่ได้ใจอ่อนยอมรับคำขอโทษง่ายขนาดนั้น
เธอยกนิ้วเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ เป็นเชิงบอกให้เขาพูดต่อ
เฉิงอวี่ไป๋หยิบถุงกระดาษอีกใบออกมาจากไหนก็ไม่ทราบ รูปลักษณ์ของมันดูหรูหราประณีตกว่าซองกระดาษใบแรกมากนัก
"นี่เป็นของขวัญขอโทษ รบกวนช่วยรับไว้ด้วยนะครับ"
เสิ่นเจาอี้ยอมไว้หน้าเขา เธอรับถุงใบนั้นมาเปิดดู
ภายในกล่องบุกำมะหยี่สีดำมีปากกาหมึกซึมด้ามหนึ่งวางอยู่อย่างเงียบสงบ มันคือปากการุ่นลิมิเต็ดจากแบรนด์มงบลองต์
หากไม่นับรวมเรื่องที่เฉิงอวี่ไป๋มีกฎเกณฑ์ไม่รับของขวัญชิ้นใหญ่แล้วล่ะก็ มูลค่าของปากกาด้ามนี้ก็ถือว่าแพงเอาเรื่องจนทำให้เขากระเป๋าแบนได้เหมือนกัน
ดูออกเลยว่าเขามีความตั้งใจจริง
แต่สิ่งที่ทำให้เธอสงสัยยิ่งกว่าก็คือ ทำไมเขาถึงเลือกของขวัญที่ดูเป็นทางการขนาดนี้
อันที่จริงแล้ว เหตุผลของเฉิงอวี่ไป๋นั้นมาจากพฤติกรรมการเปย์ของเธอ
การที่เธอกล้าทุ่มเงินซื้อของขวัญราคาแพงขนาดนั้น แสดงว่าสภาพคล่องทางการเงินต้องสูงมาก และน่าจะมีธุรกิจในมือไม่น้อย
ในชีวิตประจำวันก็คงหนีไม่พ้นการเซ็นสัญญาหรืออนุมัติเอกสาร ปากกาดีๆ สักด้ามที่จับถนัดมือ น่าจะมีประโยชน์กว่าของขวัญประเภทอื่น
พอเสิ่นเจาอี้ได้ฟังเหตุผลของเขา เธอก็ชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าในสายตาของเขา ภาพลักษณ์ของเธอจะออกมาเป็นแบบนี้
แต่พอตั้งสติได้ เธอก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
เหตุผลข้อนี้ช่างเหมาะสมกับตัวตนของเฉิงอวี่ไป๋ซะจริง ทั้งดูแข็งทื่อเป็นไม้บรรทัด ทว่ากลับรอบคอบเอาใจใส่คนอื่นอย่างคาดไม่ถึง
รอยยิ้มนี้ช่วยปัดเป่าความรู้สึกห่างเหินและตึงเครียดในตอนแรกที่ทั้งสองคนมีต่อกันให้จางหายไปจนหมดสิ้น
พนักงานเสิร์ฟยกอาหารเรียกน้ำย่อยมาเสิร์ฟบนโต๊ะได้ถูกจังหวะพอดี
เฉิงอวี่ไป๋ยกแก้วไวน์ขึ้นมา เสียงแก้วกระทบกันดังกังวานใส เสิ่นเจาอี้จิบไวน์แดงในแก้วเบาๆ ถือเป็นการยอมรับคำขอโทษนี้อย่างแกนๆ
ซึ่งมันก็เป็นเพียงแค่การยอมรับแบบผ่านๆ เท่านั้น
ขั้นตอนการรับประทานอาหารหลังจากนั้นค่อยๆ ดำเนินไปอย่างเงียบสงบ
เสิ่นเจาอี้จดจ่ออยู่กับการจัดการอาหารในจานของตัวเอง กระทั่งอาหารจานหลักถูกยกมาเสิร์ฟ เฉิงอวี่ไป๋ก็เริ่มลงมือ
ด้วยความเคยชินจากการเป็นหมอ เขาหั่นสเต๊กชิ้นโตในจานอย่างแม่นยำ ทุกรอยมีดตัดแบ่งเนื้อออกเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดเท่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ
จากนั้น เขาก็สลับจานเนื้อที่หั่นเสร็จแล้วกับจานสเต๊กที่ยังไม่ได้หั่นตรงหน้าเสิ่นเจาอี้อย่างเป็นธรรมชาติ
"นี่ให้ฉันเหรอคะ"
เฉิงอวี่ไป๋พยักหน้ารับ
"ร้านนี้กะความสุกได้กำลังดีครับ กินตอนนี้รสชาติจะดีที่สุด"
เสิ่นเจาอี้หยิบส้อมขึ้นมาจิ้มเนื้อเข้าปาก ขณะเดียวกันคะแนนความประทับใจเมื่อเจอตัวจริงของเขาก็ถูกปรับเพิ่มขึ้นมาอีกนิด
ตอนนี้ท่าทางของเขาไม่ได้ดูไร้อารมณ์เหมือนตอนที่อยู่ในห้องไลฟ์เลย ถ้าเขาทำตัวแบบนี้ตั้งแต่แรกก็คงดี
แต่เฉิงอวี่ไป๋เป็นคนรู้กาลเทศะและวางตัวดีมาก สิ่งเดียวที่ดูจะล้ำเส้นไปหน่อยก็คงมีแค่เรื่องสลับจานอาหารเมื่อครู่นี้
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารหลังจากนั้นเรียกได้ว่าต่างคนต่างกินโดยไม่รบกวนกัน นอกจากเสียงมีดและส้อมกระทบจานกระเบื้องเบาๆ แล้ว ก็ไม่มีเสียงสนทนาใดๆ ดังขึ้นมาอีก
พนักงานเสิร์ฟที่ยืนอยู่ไม่ไกลอดไม่ได้ที่จะลอบมองโต๊ะของพวกเขากลับไปกลับมาด้วยความสนใจ เพราะรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นของทั้งคู่
แต่จากมุมมองของพนักงาน สิ่งที่เห็นกลับเป็นอีกภาพหนึ่ง
ภาพหญิงสาวคนสวยกำลังดื่มด่ำกับรสชาติอาหารด้วยท่วงท่าสง่างาม ในขณะที่ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามมักจะลอบมองเธอเงียบๆ ยามที่เธอก้มหน้า ก่อนจะรีบดึงสายตากลับมาอย่างแนบเนียน
กระทั่งมื้ออาหารดำเนินมาจนเกือบจะจบลง เฉิงอวี่ไป๋ก็วางผ้าเช็ดปากลงบนโต๊ะ เขาหันไปจ้องมองเสิ่นเจาอี้อย่างเปิดเผย
"คุณเสิ่นกะว่าจะอยู่เมือง S นานแค่ไหนครับ"
น้ำเสียงของเขาฟังดูสบายๆ คล้ายกับแค่ชวนคุยเรื่อยเปื่อย
"พรุ่งนี้ก็จะกลับแล้วค่ะ"
ได้ยินดังนั้น คิ้วเข้มของชายหนุ่มก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของเขาฉายแววเสียดายออกมาในระดับที่กำลังพอดี
"ทำไมล่ะคะ หมอเฉิงดูเหมือนจะผิดหวังอยู่นะ"
เสิ่นเจาอี้มองปฏิกิริยาของเขาออกทะลุปรุโปร่ง
"ก็นิดหน่อยครับ"
เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องงานสัมมนาวิชาการทางการแพทย์ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28
"ตอนแรกผมกะว่าจะชวนคุณเสิ่นไปดูงานด้วยกัน"
"ถึงฉันยังไม่กลับ ก็คงไม่ไปหรอกค่ะ"
เสิ่นเจาอี้แค่นหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงของเธอเจือความเกียจคร้านอย่างปิดไม่มิด เรื่องวิชาการน่าเบื่อพวกนั้นเธอไม่มีความสนใจเลยสักนิด
"ผมคงคิดไปเองสินะครับ"
ตอนที่เดินออกจากร้าน เสิ่นเจาอี้ได้เรียกคนขับรถแทนเอาไว้ เฉิงอวี่ไป๋เดินตามมายืนรอเป็นเพื่อนเธอที่หน้าประตูร้านอาหาร
เมื่อคนขับรถแทนมาถึงและเห็นรถสปอร์ตเคอนิกเซกก์คันงาม เขาก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องเปิดประตูรถยังไง
"ประตูรถอยู่ตรงนี้ค่ะ"
เสิ่นเจาอี้เดินเข้าไปใกล้ แล้วใช้นิ้วกดเบาๆ ลงบนที่จับประตูแบบซ่อนตัวถัง
พอกำลังจะเดินไปฝั่งที่นั่งข้างคนขับ เฉิงอวี่ไป๋ก็เลียนแบบท่าทางของเธอเมื่อครู่ ช่วยเปิดประตูรถให้เธอเสร็จสรรพ
เขากำลังเอาอกเอาใจเธอ หรือว่าเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ กันแน่
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้ใส่ใจจะหาคำตอบ เธอค้อมตัวสอดแทรกเข้าไปนั่งในรถ กระจกรถถูกเลื่อนลงมาครึ่งบาน หญิงสาวยกมือขึ้นโบกลาเขาแบบส่งๆ
"ไปก่อนนะคะ"
เสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้อง ก่อนที่ตัวรถจะพุ่งทะยานออกไป
เฉิงอวี่ไป๋ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาของเขาทอดมองตามหลังเงารถที่ค่อยๆ หายลับไปจนสุดสายตา ถึงได้ยอมดึงสายตากลับมา
สายลมที่พัดผ่านยังคงทิ้งกลิ่นน้ำหอมจางๆ เอาไว้
ชายหนุ่มก้มหน้าลงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า เขาเปิดแอปพลิเคชันวีแชต ลบชื่อที่ตั้งไว้แต่แรกทิ้ง แล้วพิมพ์ลงไปใหม่สามพยางค์
เสิ่นเจาอี้
ภาพใบหน้าของหญิงสาวตอนที่สวนกันในลิฟต์แวบเข้ามาในหัวของเขา
วันข้างหน้ายังอีกยาวไกลครับ คุณเสิ่น
ตัดภาพมาที่ห้องนั่งเล่นชั้นหนึ่งของวิลล่า สวี่เมิ่งกำลังขลุกตัวอยู่บนโซฟากับบรรดาแม่บ้านเพื่อดูละครน้ำเน่ากันอย่างออกรส
พอได้ยินเสียงเปิดประตู ทั้งสามคนก็หันขวับไปมองเป็นตาเดียว สิ่งที่เห็นคือภาพเสิ่นเจาอี้เดินถือถุงกระดาษเข้ามาด้วยมือทั้งสองข้าง
"เจาอี้ กลับมาแล้วเหรอคะ"
สวี่เมิ่งร้องทักด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
เมื่อเช้าตอนที่เจ้านายออกจากบ้าน ท่าทางดูยังไงก็เหมือนคนกำลังจะไปเดตชัดๆ ผู้ชายคนเมื่อวานซืนอย่างน้อยๆ ก็ยังออกไปเที่ยวด้วยกันตั้งครึ่งค่อนวัน
แต่คนนี้พอกินข้าวเสร็จก็แยกย้ายกันเลย ดูท่าคงจะไม่ถูกใจล่ะมั้ง
ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ เพียงแค่ปรายตามองถุงกระดาษสองใบนั้น
"นั่นอะไรน่ะคะ"
"ใบรับรองการสะสมแต้มบุญ กับของขวัญขอบคุณจากผู้ชายทื่อๆ น่ะ"
เสิ่นเจาอี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง เธอหยิบใบเสร็จตอบรับการบริจาคออกมาวางไว้บนตู้โชว์
อย่างน้อยมันก็ช่วยเติมเต็มช่องว่างข้างๆ ถ้วยรางวัลของหานจื่อหยางที่ดูโล่งเกินไปเพราะขาดใบประกาศนียบัตรมาประดับคู่กันได้ล่ะนะ
[จบบท]