บทที่ 17: นกของฉันเล่นเกมเป็นนะ เชื่อไหม
[พี่สาวเลี้ยงสัตว์ด้วยเหรอครับ]
[หน้าตาดูน่ารักดีนะครับเนี่ย]
[แต่ทำไมถึงเป็นนกแก้วล่ะครับ ผมนึกว่าผู้หญิงจะชอบพวกแมวพวกหมาซะอีก]
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
[ก็บังเอิญไปเจอเข้าเลยซื้อมาน่ะ ส่วนแมวกับหมาน่ะวุ่นวายเกินไป ไม่สบายใจเท่าเลี้ยงเจ้านี่หรอก]
ในขณะที่กำลังพิมพ์ข้อความสนทนาอยู่นั้น เจ้าต้าขว่านก็กระพือปีกพึ่บพั่บอยู่ข้างถาดอาหารของตัวเองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ดูท่าทางคงจะหิวแล้ว
หญิงสาวจัดการเติมอาหารตามคำแนะนำที่เจ้าของร้านสั่งกำชับมา พร้อมกับป้อนน้ำผสมเกลือแร่ให้อีกหนึ่งหลอด เธอกลัวว่ามันจะเบื่อเวลาต้องอุดอู้อยู่แต่ในกรง จึงนำของเล่นที่ซื้อมาทั้งหมดใส่เข้าไปให้ด้วย
หลังจากจัดการธุระตรงหน้าเสร็จเรียบร้อย เธอถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นข้อความสุดท้ายที่หานจื่อหยางส่งมาถามทิ้งท้ายเอาไว้
[พี่สาวครับ มันพูดได้ไหม]
พูดเหรอ
ดูเหมือนว่าจะทำไม่ได้นะ
ตั้งแต่กลับมาถึงห้องได้สักพักใหญ่ นอกจากปีนป่ายไปทั่วกรงแล้ว มันก็ไม่ได้ส่งเสียงร้องอะไรออกมาเลยสักแอะเดียว
เสิ่นเจาอี้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม นกแก้วสายพันธุ์นี้มีดีแค่หน้าตาสวยงามและติดคน แต่ไม่ได้มีความสามารถในการเลียนเสียงพูดแต่อย่างใด
ข้อมูลนี้ดูจะไม่ตรงกับความตั้งใจแรกของเสิ่นเจาอี้สักเท่าไหร่
ทว่าเมื่อได้มองดูเจ้าตัวเล็กในกรงที่กำลังตั้งอกตั้งใจแทะเมล็ดแตงโมอยู่นั้น
ช่างเถอะ ซื้อมาแล้วก็ต้องเลี้ยงดูกันไปให้ดีที่สุด
ไม่พูดก็ดีเหมือนกัน ไม่แน่ว่าถ้ามันพูดมากเข้า สักวันเธออาจจะรำคาญเสียงเจื้อยแจ้วของมันจนทนไม่ไหวเอาก็ได้
หลังจากคุยเรื่องนกแก้วต่ออีกครู่หนึ่ง หานจื่อหยางก็ถูกรูมเมทเร่งให้รีบไปกินข้าวที่โรงอาหาร
[พี่สาว ผมไปกินข้าวก่อนนะครับ เดี๋ยวหลังเลิกเรียนภาคค่ำจะทักไปชวนเล่นเกมนะครับ]
เสิ่นเจาอี้ส่งสติกเกอร์ตอบตกลงกลับไป ก่อนจะวางโทรศัพท์มือถือลง แล้วเดินไปเปิดกรงปล่อยเจ้าตัวเล็กที่กินอิ่มจนพุงกางออกมาเดินเล่นข้างนอก
เจ้าของคนเก่าคงต้องการตัดปัญหาเรื่องการดูแล จึงได้ทำการขลิบปีกของมันเอาไว้ นกน้อยที่ควรจะบินถลาลมได้ ตอนนี้เลยกลายสภาพเป็นไก่เดินดินไปเสียแล้ว
แต่นั่นก็มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องคอยกังวลว่ามันจะบินหนีออกไปทางระเบียง
ตอนบ่ายที่ออกไปข้างนอกเธอสังเกตเห็นแล้วว่าฝนทำท่าจะตก แล้วตอนนี้เมฆดำก้อนใหญ่ด้านนอกหน้าต่างก็เริ่มลอยต่ำลงมาจนดูน่ากลัว
เสิ่นเจาอี้คิดว่าสภาพอากาศแบบนี้ ไม่มีอะไรจะเข้ากันได้ดีไปกว่าการกินหม้อไฟร้อนๆ อีกแล้ว
ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่าในครัวของห้องชุดหรูหราแห่งนี้มีเครื่องล้างจานอัตโนมัติติดตั้งอยู่
หวานหมูล่ะ
นิ้วเรียวสวยกดเข้าแอปพลิเคชันสั่งอาหารทันที เธอเลือกร้านหม้อไฟที่มีบริการส่งถึงที่พร้อมอุปกรณ์
ในเวลานี้เธอไม่จำเป็นต้องมานั่งคอยลบรายการอาหารออกเพื่อให้พอดีกับส่วนลดอีกต่อไป หลังจากเลือกวัตถุดิบที่อยากกินจนครบถ้วนแล้ว เธอก็กดยืนยันการชำระเงินอย่างรวดเร็ว
เสิ่นเจาอี้ใช้ช่วงเวลาระหว่างรอไรเดอร์มาส่งอาหาร วิ่งไปลากโต๊ะน้ำชาตัวเล็กจากอีกฝั่งของห้องรับแขกมาตั้งไว้ที่หน้ากระจกบานใหญ่จรดพื้น
มุมมองจากตรงนี้สามารถมองออกไปด้านนอกได้โดยไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดมาบดบังสายตา หากฝนตกลงมาจริงๆ ภาพหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่บนกระจกคงจะให้อารมณ์สุนทรีย์ไม่น้อย
ทันทีที่จัดเตรียมสถานที่เสร็จ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี
เธอรับกล่องเก็บความร้อนและกล่องใส่วัตถุดิบมาจากมือของพนักงานส่งอาหาร แล้วนำมาจัดเรียงบนโต๊ะน้ำชาทีละอย่างด้วยความพิถีพิถัน
เมื่อน้ำซุปในหม้อเริ่มเดือดปุดๆ สายฝนด้านนอกก็เทกระหน่ำลงมาราวกับนัดหมายกันไว้
เสิ่นเจาอี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมขนนุ่ม คีบเนื้อวัวที่ลวกจนสุกกำลังดีจุ่มลงในน้ำจิ้มรสเด็ด เพียงแค่คำแรกที่เข้าปาก ความสดนุ่มของเนื้อก็ทำให้เธอเคลิบเคลิ้มจนตาหยี
เจ้าต้าขว่านดูเหมือนจะสนใจกลิ่นหอมของหม้อไฟอยู่ไม่น้อย มันค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ ก่อนจะใช้ทั้งปากและเท้าปีนขึ้นมาเกาะบนไหล่ของเธอ แล้วจ้องมองไปที่ปากของเจ้านายตาเขม็ง
“อันนี้กินไม่ได้นะจ๊ะ”
เสิ่นเจาอี้หัวเราะพลางใช้นิ้วจิ้มไปที่จะงอยปากของมันเบาๆ
“ขืนกินเข้าไป เดี๋ยวก็ได้กลายเป็นไก่ต้มซุปหม่าล่าหรอก”
ด้านนอกหน้าต่างมีฟ้าแลบฟ้าร้องคำรามกึกก้อง แต่ภายในห้องกลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่น
เสียงเม็ดฝนที่สาดซัดกระจกเคล้ากับเสียงน้ำซุปเดือดปุดๆ ก่อให้เกิดความรู้สึกผสมกลมกลืนที่ลงตัวอย่างน่าประหลาด
มื้ออาหารนี้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
กว่าเธอจะจัดการกวาดเศษอาหารและโยนจานชามทั้งหมดเข้าเครื่องล้างจาน เข็มนาฬิกาก็ชี้บอกเวลาสามทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว
หน้าจอโทรศัพท์มือถือสว่างวาบขึ้น เป็นข้อความจากหานจื่อหยาง
[พี่สาว ผมถึงหอแล้ว เล่นเกมกันไหมครับ]
[รอแป๊บนึงนะ]
เสิ่นเจาอี้เดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ไม่มีกลิ่นหม้อไฟติดตัว จากนั้นจึงกลับมาทิ้งตัวลงบนโซฟานุ่มแล้วกดเข้าเกม
ทันทีที่เข้าสู่หน้าหลัก คำเชิญเข้าร่วมทีมจากหานจื่อหยางก็เด้งขึ้นมา
“พี่สาวครับ”
พอเข้ามารวมกลุ่มกันในทีมปุ๊บ เธอก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองอย่างร่าเริงสดใสของอีกฝ่าย
เสียงฝั่งนั้นค่อนข้างจอแจ ในพื้นหลังเต็มไปด้วยเสียงรัวแป้นคีย์บอร์ดดังระงมจากบรรดารูมเมทของเขา
มิน่าล่ะ คืนนี้ถึงไม่ยอมไลฟ์สตรีม
เสิ่นเจาอี้ขยับท่านั่งให้สบายตัวขึ้น เพื่อรอให้เขากดเริ่มเกม
“พี่สาว อยากลงไปบู๊เลยหรือจะค่อยๆ ฟาร์มของครับ”
ตอนที่อยู่บนเครื่องบิน หานจื่อหยางเอ่ยถามความสมัครใจของเธอ
เสิ่นเจาอี้กวาดสายตามองแผนที่ เส้นทางบินรอบนี้ดูอันตรายไม่เบา ดูเหมือนว่าจะกระโดดลงตรงไหนก็คงไม่ต่างกันมากนัก
“ได้หมด แล้วแต่เธอเลย”
พูดจบเธอก็กดติดตามการกระโดดร่มของอีกฝ่าย
หลังจากเท้าแตะพื้น พวกเขาก็พบว่ามีอีกทีมหนึ่งกระโดดตามลงมาในโซนบ้านพักเดียวกัน
เสิ่นเจาอี้เพิ่งจะเก็บปืนกระบอกแรกได้ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นล่าง
“หยางไจ๋ ทางฉันมีคนมา”
“รอผมแป๊บนะครับ”
หานจื่อหยางตอบกลับพร้อมกับเคลื่อนตัวตรงดิ่งมายังบ้านหลังที่เธออยู่
เมื่อได้ยินเสียงเพื่อนร่วมทีมวิ่งขึ้นมาบนชั้นสองแล้ว เสิ่นเจาอี้ก็เตรียมตัวจะพุ่งออกไปวัดฝีมือกับศัตรูตรงมุมตึก
ทว่าทันใดนั้นเอง ด้านนอกหน้าต่างก็เกิดเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับแสงสว่างวาบที่ฟาดลงมา ในจังหวะเดียวกับที่ตัวละครในเกมของเสิ่นเจาอี้โดนกระสุนชุดใหญ่สาดเข้าใส่จนร่วงลงไปกองกับพื้น
“เอ่อ... ทางฉันฟ้าผ่าน่ะ”
เธอละสายตากลับมาจากหน้าต่างด้วยความรู้สึกหงุดหงิดตัวเองเล็กน้อย
สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ จะเงยหน้าขึ้นไปดูทำไมกันนะ
“ไม่เป็นไรครับพี่สาว ยังมีผมอยู่ทั้งคน”
หานจื่อหยางบังคับตัวละครของเขาพุ่งเข้าไปในห้องแล้วจัดการยิงศัตรูร่วงอย่างแม่นยำ ก่อนจะปาระเบิดซ้ำเข้าไปอีกลูกเพื่อเก็บกวาดทีมนั้นจนหมดเกลี้ยง
มุมมองของเสิ่นเจาอี้เปลี่ยนไปเป็นโหมดผู้ชมเรียบร้อยแล้ว
เจ้าต้าขว่านไม่รู้ว่าปีนขึ้นมาบนโซฟาตั้งแต่เมื่อไหร่ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง มันจึงเดินย่ำไปบนท่อนแขนของเธอแล้วใช้ปากจิกๆ ลงไปบนหน้าจอโทรศัพท์
“พี่สาวครับ ทางนั้นมีเสียงอะไรเหรอ”
หานจื่อหยางได้ยินเสียงกุกกักดังลอดไมโครโฟนเข้ามาจึงถามด้วยความสงสัย
“เอ่อ...”
เสิ่นเจาอี้มองดูเจ้าต้าขว่านที่กำลังไล่จิกหัวตัวละครในเกมอย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“ถ้าฉันบอกว่านกแก้วกำลังเล่นเกมอยู่ เธอจะเชื่อไหม”
หานจื่อหยางหัวเราะร่า
“เชื่อครับ อะไรที่พี่สาวพูดผมเชื่อหมดแหละ”
เสิ่นเจาอี้ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวกลายสภาพเป็นผู้ชม เกมตานี้จบลงด้วยชัยชนะของหานจื่อหยางที่กวาดไปถึง 12 คิล ได้กินไก่ไปอย่างสวยงาม
เมื่อหน้าจอสรุปผลคะแนนเด้งขึ้นมา เสิ่นเจาอี้ก็ชำเลืองมองดูฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้านนอก
“คืนนี้พอแค่นี้ก่อนดีไหม ทางฉันเสียงฟ้าร้องดังมากเลย”
“อย่าเพิ่งสิครับ”
หานจื่อหยางรีบแย้งขึ้นมาทันควัน
“มีผมอยู่ด้วยไม่มีคำว่าพลาด พี่สาวแค่นอนรอรับชัยชนะเฉยๆ ก็พอครับ”
ด้วยความต้องการที่จะโชว์ฝีมือให้สาวประทับใจ การเล่นในตาถัดๆ มาเขาจึงงัดฝีมือออกมาใช้อย่างเต็มที่ถึงร้อยยี่สิบเปอร์เซ็นต์
และก็เป็นไปอย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ เสิ่นเจาอี้แทบไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย
นอนรอชนะใสๆ
นอกจากเสียงฟ้าร้องด้านนอกแล้ว ปัญหาหลักอีกอย่างก็คือเจ้าต้าขว่านที่คอยป้วนเปี้ยนก่อกวนอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา
เมื่อเห็นว่าบัญชีของตัวเองเลื่อนระดับขึ้นมาถึงสองขั้นรวด เสิ่นเจาอี้ก็คิดว่าสมควรแก่เวลาแล้ว
เธอยังจำได้ว่าหานจื่อหยางบอกว่ากำลังเตรียมตัวสอบปริญญาโท การเล่นเกมควรจะแค่พอหอมปากหอมคอก็พอ ยิ่งตอนกลางวันเขาต้องเจียดเวลามาไลฟ์สตรีมอีก คงจะยุ่งน่าดู อย่าไปเบียดเบียนเวลาพักผ่อนของเด็กมันเลยจะดีกว่า
“คืนนี้พอแค่นี้เถอะ เธอรีบไปนอนพักผ่อนได้แล้ว”
เสิ่นเจาอี้บอกลาเขาเสร็จก็กดออกจากเกมทันที
หญิงสาวจับเจ้าต้าขว่านส่งกลับเข้ากรง ปิดไฟในห้องรับแขก แล้วเดินกลับเข้ามาในห้องนอนเพื่อเตรียมตัวล้างหน้าแปรงฟัน
ชีวิตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีแค่กินกับนอน สลับกับเล่นเกมและเปิดไลฟ์สตรีมบ้างเป็นครั้งคราว ดูเป็นชีวิตที่เหลวไหลสิ้นดี
แต่มันกลับรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
มิน่าล่ะคนถึงชอบหมกตัวอยู่แต่ในบ้านกันนัก
เมื่อก่อนเธอไม่เคยกล้าแม้แต่จะวาดฝันถึงชีวิตแบบนี้
ขอบคุณระบบจริงๆ
เสิ่นเจาอี้กลับมานั่งบนเตียง เรียกหน้าต่างระบบขึ้นมาดูยอดเงินที่เหลือจากการเปย์ในวันนี้ซึ่งยังค้างอยู่อีกแสนกว่าหยวน ก่อนจะกดเข้าแอปโซ
สิ่งแรกที่เด้งขึ้นมาเตือนคือข้อความส่วนตัวสองฉบับและการแจ้งเตือนว่ามีคนกดติดตามกลับ
เป็นเย่ติงนั่นเอง
[คุณลูกค้าครับ ขอบคุณสำหรับของขวัญในวันนี้นะครับ ให้มาเยอะมากเลย]
[จะรังเกียจไหมครับถ้าจะขอช่องทางติดต่อส่วนตัวไว้]
ทัศนคติที่ดูเป็นกลาง ไม่ประจบสอพลอจนเกินงามแต่ก็ไม่ได้ดูเหินห่าง ทำให้เสิ่นเจาอี้รู้สึกสบายใจที่จะคุยด้วย
เธอกดส่งเบอร์โทรศัพท์ไปให้เขา ก่อนจะกดเข้าไปดูที่รูปโปรไฟล์ของเย่ติง พบว่าในหน้าข้อมูลส่วนตัวนอกจากข้อมูลพื้นฐานแล้ว ยังมีกำแพงของขวัญโชว์อยู่ด้วย
ลักษณะคล้ายกับตู้โชว์ในแอปโต่วอิน
ไอคอนของขวัญแต่ละชิ้นจะมีรูปโปรไฟล์ของผู้ส่งติดอยู่ และคนที่มีจำนวนการส่งมากที่สุดก็จะได้ขึ้นชื่อเป็นเจ้าของ
เธอกวาดสายตาดูคร่าวๆ พบว่ามีคนส่งของขวัญให้เย่ติงไม่น้อยเลยทีเดียว
เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นยอดเงินที่ไม่สูงมากนัก ประวัติการได้รับของขวัญชิ้นใหญ่ครั้งล่าสุดต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้ว
เสิ่นเจาอี้รู้สึกแปลกใจ
ถ้าวัดกันที่คุณภาพเสียงของเย่ติง ห้องของเขาไม่น่าจะเงียบเหงาขนาดนี้
หรือว่านิสัยส่วนตัวของเขาจะไม่ดี
หรืออาจจะมีเหตุผลอื่นแอบแฝงอยู่กันแน่...
[จบบท]