บทที่ 2: ยายวัยหกสิบ
[เถ้าแก่เลอะเลือนแล้ว!]
[ฝีมือไก่กาขนาดนี้ยังกล้ารับของขวัญอีกเหรอ? ฉันไม่ยอมนะ]
[ดูทรงแล้วน่าจะเป็นไอดีหลุม คงไม่ใช่ว่าสตรีมเมอร์จ้างหน้าม้ามาปั่นเองหรอกใช่ไหม?]
...
ที่อีกด้านหนึ่งของหน้าจอ เพ่ยเยี่ยนเพิ่งจะกดออกจากเกม สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นข้อความสุดท้ายนั้นพอดี เขาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
“ผมจนกรอบขนาดนี้ จะเอาเงินที่ไหนไปจ้างหน้าม้าครับคุณ”
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้น เขาปรายตามองบันทึกการส่งของขวัญ แล้วก็ต้องสะดุดตากับชื่อไอดีนั้น...
‘ยายวัยหกสิบเจอมัธยมรุมสละที่นั่งให้บนรถเมล์’ ?
ชื่อบ้าบออะไรกันเนี่ย คนปกติที่ไหนเขาจะตั้งชื่อไอดีแบบนี้กัน?
แถมยังเป็นคนที่ไม่ได้กดติดตามไว้อีกต่างหาก มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นขาจรที่เพิ่งหลงเข้ามาดูวันนี้เป็นครั้งแรก เพราะปกติแฟนคลับของเขาจะเป็นกลุ่มเดิมๆ และคงไม่มีใครมากดส่งของขวัญให้ในช่วงเวลาแบบนี้แน่นอน
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวคืออายุของคนเล่นเกมนี้ เพ่ยเยี่ยนลังเลอยู่สองวินาที ก่อนจะเอ่ยถามออกไป
“เอ่อ... เถ้าแก่... เอ้ย คุณยายบนรถเมล์?”
“คุณบรรลุนิติภาวะหรือยังครับเนี่ย?”
“ถ้ามือลั่นกดผิด ตอนนี้ยังกดขอคืนเงินทันนะครับ ผมไม่รอช้านะบอกก่อน~”
เสิ่นเจาอี้กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับหางเสียงทุ้มๆ ของเขา พอได้ยินประโยคนั้น นิ้วเรียวก็รีบพรมลงบนแป้นพิมพ์เพื่อตอบกลับทันที
[ไม่ได้กดผิด บรรลุนิติภาวะแล้ว สบายใจได้]
[ฝีมือการเล่นชวนเจริญอาหารดี ก็แค่ค่าเหนื่อยเท่านั้นแหละ]
เพ่ยเยี่ยนเห็นข้อความตอบกลับก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“โอเคครับ เถ้าแก่สายเปย์ สปอร์ตจริงๆ”
จากนั้นเขาก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางเกียจคร้าน
“ดูท่าทางจะเป็นแฟนคลับสายเสพฝีมือสินะครับ แต่รับของขวัญชิ้นใหญ่ขนาดนี้มาก็รู้สึกละอายใจอยู่เหมือนกัน เอาอย่างนี้ไหมครับเถ้าแก่ ลองกดติดตามดู แล้วเดี๋ยวผมจะเล่นโชว์ใหดูอีกตาสักตาดีไหม?”
ช่องแชทเริ่มมีการเคลื่อนไหวตอบโต้ขึ้นมาทันที
[แฟนคลับสายฝีมือ? นายไม่ลองกดดูประวัติการเล่นของตัวเองหน่อยเหรอ?]
[อยากหลอกกินหลอกดื่มแบบนี้บ้างจังเลยแฮะ!]
[เถ้าแก่หนีไป!]
ข้อความทำนองนี้ไหลขึ้นมาบนหน้าจอไม่ขาดสาย พอจะดูออกว่าบรรยากาศระหว่างแฟนคลับนั้นค่อนข้างดีทีเดียว เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ ว่า “ไม่เป็นไร” หลังจากกดติดตามเสร็จ เธอก็กดออกจากห้องไลฟ์สดทันที
เธอแค่เข้ามาทดสอบระบบเปย์เงินคืนเฉยๆ ไม่ได้กะว่าจะดูเขาเล่นเกมจริงๆ สักหน่อย
ยิ่งไปกว่านั้น ฝีมือการเล่นของเขา ถ้าขืนดูต่อไปมีหวังความดันขึ้นแน่ๆ
ไข่ไก่ไม่ควรใส่รวมไว้ในตะกร้าใบเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น เงินก็ไม่ควรทุ่มให้กับสตรีมเมอร์คนเดียวเหมือนกัน
ด้วยความคิดที่ว่าจะต้องหว่านแหให้ทั่ว เสิ่นเจาอี้จึงเริ่มไถหน้าจอไปดูหมวดหนุ่มหล่อคนอื่นๆ ต่อ เธอจัดการส่งของขวัญให้กับสตรีมเมอร์หน้าตาดีที่ดูเข้าท่าอีกหลายคน พร้อมกับจดบันทึกไว้อย่างละเอียด ตั้งใจว่ารอให้เงินคืนเข้าบัญชีเมื่อไหร่ ค่อยมาดูผลประกอบการว่าใครกันแน่คือ “เป้าหมายผลตอบแทนสูง” ตัวจริง
โทรศัพท์มือถือนี่มันเป็นอะไรที่แปลก พอได้เริ่มไถแล้ว เวลามันก็ผ่านไปไวเหมือนติดปีกบิน
เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืน เสียงสั่นเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมกับข้อความจากธนาคารที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอ
[บัญชีเงินฝากลงท้ายด้วย xxxx ของคุณ ได้รับเงินโอนเข้าจำนวน 900 หยวน ณ วันที่ 18 มีนาคม เวลา 24:00 น. ยอดเงินคงเหลือปัจจุบันคือ 59,904 หยวน]
900 หยวน?
เจ้าลูกบอลกลมๆ เด้งออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในจังหวะที่เหมาะสมพอดี
[ยอดเงินคืนทั้งหมดมาจากผู้ให้คนเดียวกัน]
เสิ่นเจาอี้จ้องมองหน้าจอด้วยความงุนงงไปชั่วขณะ นอกจากช่องของ ‘ไฟร์’ แล้ว เธอก็ส่งแค่ของขวัญชิ้นเล็กๆ ให้กับห้องอื่นเท่านั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่ยอดเงินคืนจะสูงขนาดนี้ นั่นหมายความว่า อีตาสตรีมเมอร์ที่ไม่ยอมเปิดหน้าคนนั้น มีค่าความหล่อสูงถึง 9.2 คะแนนเลยงั้นเหรอ?
กำไรเห็นๆ ได้คืนมาตั้งสามสิบเปอร์เซ็นต์แหน่ะ
ส่วนหนุ่มหล่อคนอื่นๆ ที่เธอคัดสรรมาอย่างดิบดี ปรากฏว่าไม่มีใครผ่านเกณฑ์เลยสักคนเดียว
พอนึกถึงคำตอบที่ระบบบอกเมื่อเช้า เสิ่นเจาอี้ถึงกับพูดไม่ออก
“...”
ไอ้พวกฟิลเตอร์หน้าเนียนตัวดี!!!
เธอกัดฟันกรอดพลางกดไปที่ช่องค้นหา แล้วพิมพ์ลงไปว่า— “วิธีดูไลฟ์สดว่าใช้ฟิลเตอร์หรือไม่”
เธอถึงขั้นทำตามคลิปสอนด้วยการกดเปิดหน้าไลฟ์สดของ ‘โต่วอิน’ แล้วลองเอามาส่องหน้าตัวเองเพื่อทดสอบเอฟเฟกต์ความงามดู
หลายชั่วโมงต่อมา เสิ่นเจาอี้ก็ได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ เพียบ
“มุมกล้องล็อกตายตัว แบบนี้มีพิรุธชัวร์!”
“แสงสว่างจ้าจนแสบตา แบบนี้ซ่อนเงื่อนแน่นอน!”
“พื้นที่ด้านหลังบิดเบี้ยวก็ไม่ได้ แสดงว่าปรับแต่งรูปทรงจนสุดแม็กซ์!”
เสิ่นเจาอี้นอนแผ่อยู่บนโซฟา พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าในโลกอินเทอร์เน็ตมีคนหล่อเดินชนกันให้ควัก แต่ตอนนี้เพิ่งจะตาสว่าง—ในร้อยคนจะมีสักคนที่งานดีจริงๆ หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย
ดูท่าว่าเงินก้อนนี้จะไม่ได้หามาง่ายๆ อย่างที่คิดซะแล้ว ถ้าเกิดว่าระบบยอมปรับเปลี่ยนกฎสักหน่อย ให้รวมสาวสวยเข้าไปอยู่ในขอบเขตการเปย์ด้วยก็คงจะดีไม่น้อย
มัวแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องพวกนี้ กว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตีสาม พอตื่นเช้ามา เสิ่นเจาอี้ก็รู้สึกเหมือนวิญญาณยังล่องลอยอยู่ในความฝัน
เธอตะเกียกตะกายลุกจากที่นอน ขอบตาดำคล้ำหนักกว่าเดิม ล้างหน้าล้างตาแบบลวกๆ แล้วรีบวิ่งแจ้นไปที่สถานีรถไฟฟ้า
พอมาถึงบริษัท วิญญาณก็ยังไม่ยอมกลับเข้าร่าง เธอทิ้งตัวลงบนเก้าอี้โดยที่ยังไม่คิดจะเปิดคอมพิวเตอร์ กะว่าจะฟุบงีบสักสองสามนาทีก่อนที่เจ้านายจะมา
ทว่า พึ่งจะหลับตาลงได้ไม่ทันไร...
“เสิ่นเจาอี้”
เสียงอันน่ารังเกียจของ ‘หัวหน้าจาง’ ดังระเบิดขึ้นเหนือหัว เธอค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น ก็เห็นปึกเอกสารหล่นตุ้บลงมาอยู่ข้างแก้ม
“ลูกค้าไม่ค่อยพอใจตัวโปรเจกต์เท่าไหร่ เธอช่วยเอาไปแก้ให้หน่อยสิ”
เสิ่นเจาอี้หยัดกายลุกขึ้นนั่ง จ้องมองชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าปกเอกสาร มันเป็นชื่อของเพื่อนร่วมงานผู้ชายอีกคน แถมเขายังระบุชัดเจนว่าต้องการคนรับผิดชอบงานเป็นผู้ชาย แล้วโยนมาให้เธอทำแบบนี้มันหมายความว่ายังไง?
“หัวหน้าคะ แล้วชื่อคนทำล่ะ?” เสิ่นเจาอี้ถามย้ำ พยายามข่มอารมณ์เอาไว้
หัวหน้าจางขมวดคิ้ว ทำหน้าทำตาเหมือนจะบอกว่า ‘ทำไมเธอถึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย’ ใส่เธอ
“เธอน่ะมีประสบการณ์เยอะ ช่วยๆ น้องมันแก้หน่อย เดี๋ยวถึงเวลาแบ่งเงินปันผลจะแบ่งส่วนของเธอให้ ถ้ามีงานดีๆ เข้ามาอีก เดี๋ยวจะพิจารณาเธอเป็นคนแรกเลย”
น้ำเสียงนั้นฟังดูเป็นเรื่องปกติธรรมดา ราวกับเขากำลังเมตตามอบโอกาสทองให้เธออย่างนั้นแหละ
นี่กะจะใช้เธอเป็นบันไดให้คนอื่นเหยียบชัดๆ?
เสิ่นเจาอี้จ้องมองใบหน้ามันแผล็บของเขา ความโกรธพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองทันที
โปรเจกต์นั้นเธออดหลับอดนอนทำมาตั้งหลายคืน พอโดนปัดตกก็ไล่เธอไปอย่างกับหมูหมาด้วยคำพูดแค่ประโยคเดียว ตอนนี้พอมีปัญหา ก็จะมาตามให้เธอไปเช็ดก้นให้อีกเหรอ?
เงินปันผล?
เงินแค่หมื่นสองหมื่น แต่จะให้เธอไปเป็นเบื้องหลังแบกงานหนัก เพื่อเอาหน้าไปแปะทองให้คนอื่นเนี่ยนะ
ถามจริงว่าทำไปเพื่ออะไร?
แค่งานประจำก็น่าปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว หน้าจอโทรศัพท์มือถือสว่างวาบขึ้นพอดี เจ้าลูกบอลกลมๆ ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่คุกรุ่นของเธอ จึงเริ่มกระโดดดึ๋งดั๋งไปมา
แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นมัน
ภาพข้อความแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีตลอดสองวันที่ผ่านมาแล่นเข้ามาในหัวของเสิ่นเจาอี้
เงินที่เปย์ไป พอใช้หมดก็ได้กำไรกลับคืนมาตั้งหลายเท่า แล้วเรื่องอะไรที่เธอต้องมานั่งทนรองรับอารมณ์ และการกดขี่ในที่ทำงานแบบนี้ด้วย หวังอะไรอยู่งั้นเหรอ?
“หัวหน้าจางคะ” เธอเงยหน้าขึ้น มุมปากยกยิ้มจอมปลอมส่งไปให้ “โปรเจกต์นั้นฉันทำลายทิ้งไปหมดแล้ว ใครอยากทำก็ทำไปสิ ฉันไม่บริการแล้วค่ะ”
บรรยากาศภายในออฟฟิศเงียบกริบลงในทันที
หัวหน้าจางหน้าถอดสี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธ “เธอหมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละค่ะ”
เสิ่นเจาอี้ดึงบัตรพนักงานออกจากคอ เปิดคอมพิวเตอร์แล้วเริ่มพิมพ์ใบลาออกทันที
เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ เห็นท่าไม่ดี รีบขยับเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเสียงเบาเพื่อเกลี้ยกล่อมเธอ
“เจาอี้ อย่าใจร้อนสิ งานสมัยนี้มันหายากนะ ทนๆ ไปเถอะ เดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว เงินปันผลยังไงมันก็คือเงินนะ...”
เสิ่นเจาอี้แค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง
“ทนเหรอ? ต้องทนไปถึงเมื่อไหร่? ทนจนถึงคราวหน้าที่จะเอาไอเดียของฉันไปประเคนใส่พานให้คนอื่นอีกงั้นเหรอ?”
พูดจบ เธอก็ไม่สนใจใครอีก รอจนเครื่องปริ้นต์คายใบลาออกมา เธอเดินอ้อมผ่านตัวหัวหน้าจาง แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังฝ่ายบุคคลทันที
กระดาษ A4 แผ่นบางเฉียบ บนนั้นมีข้อความปรากฏอยู่เพียงประโยคเดียว
‘สุขภาพกระเพาะไม่ค่อยดี กินฝันที่หัวหน้าวาดให้ไม่ลง’
หัวหน้าจางโกรธจนหน้าดำหน้าแดง รีบวิ่งตามมาชี้นิ้วด่ากราดใส่เธอ
“เสิ่นเจาอี้! อย่าให้มันมากเกินไปนักนะ! ที่ให้ทำก็ไม่ได้ให้ทำฟรีๆ สักหน่อย มิน่าล่ะลูกค้าถึงระบุเจาะจงว่าขอผู้ชายรับผิดชอบงาน ผู้หญิงน่ะนะ วันๆ เอาแต่คิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ไง!”
เสิ่นเจาอี้หมุนตัวกลับมาทันขวัญ แววตาเย็นยะเยือกจนน่ากลัว
“หัวหน้าจางคะ คุณก็เป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่ทำเองล่ะ? มายืนเหยียดเพศอะไรตรงนี้—” พูดจบ เธอก็เว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น แล้วค่อยๆ ขยับปากพ่นคำสองคำออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ขยะ!”
ด่าจบ เธอก็ไม่สนใจเสียงนกเสียงกาอีก หันหลังกลับไปเก็บของที่โต๊ะ
คีย์บอร์ด แก้วน้ำ สมุดจดบันทึก ข้าวของทุกอย่างถูกโยนลงกล่องกระดาษอย่างไม่ไยดี พร้อมกับจัดการลบไฟล์งานที่ไม่เกี่ยวข้องทิ้งไปจากหน้าจอจนเกลี้ยง การกระทำของเธอนั้นเด็ดขาดและฉับไว ไม่มีอาการลังเลแม้แต่น้อย
ห้านาทีต่อมา เสิ่นเจาอี้ก็เดินอุ้มกล่องกระดาษออกมาจากตึกบริษัท
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านใบหน้า เธอหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วจู่ๆ ก็หลุดหัวเราะออกมา
ช่างหัวการกดขี่ในที่ทำงานสิ! ช่างหัวการเหยียดเพศบ้าบอนั่นด้วย!
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจะไปขูดรีดระบบเพื่อทำงานหาเลี้ยงตัวเอง!
พอกลับมาถึงบ้าน อาการเพลียจากการอดนอนก็ยังไม่หายดี เสิ่นเจาอี้เลยทิ้งตัวลงนอนแล้วหลับเป็นตาย พอตื่นลืมตาขึ้นมาอีกที ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดสนิทไปเรียบร้อยแล้ว
เธอขยี้ตาที่ยังงัวเงีย ควานหาโทรศัพท์มือถือ แล้วเรียกเจ้าลูกบอลออกมาเพื่อตรวจสอบหน้าต่างสถานะของระบบ
[โควตาประจำวันนี้ได้รับการอัปเดตแล้ว: 200,950 หยวน]
ตอนนี้ก็เกือบจะหกโมงเย็นแล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ระบบจะรีเซตตอนเที่ยงคืน ต้องรีบหาเงินแล้วสิ
เสิ่นเจาอี้เบะปาก กดเข้าไปในแอปพลิเคชัน ‘โต่วอิน’ ไล่ดูรายชื่อที่ติดตามเอาไว้ แต่ ‘ไฟร์’ ยังไม่ออนไลน์
“ต้นไม้เงินต้นไม้ทองไม่อยู่แฮะ...” เธอเกาหัวด้วยความหงุดหงิด พลิกตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วเริ่มพิมพ์คีย์เวิร์ดค้นหาลงไปใหม่
“สตรีมเมอร์หน้าหล่อ”, “หล่อแบบธรรมชาติ”, “รูปสดไม่แต่ง”
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ความหล่อแบบพิมพ์นิยม ถ้าไม่ล็อกมุมกล้องก็สาดไฟจนสว่างจ้า ดูท่าว่ามาตรฐานการคัดกรองที่เธอตั้งไว้เมื่อคืนจะหละหลวมเกินไป หนุ่มหล่อธรรมชาติของจริงนั้นหายากกว่าที่คิดไว้เป็นร้อยเท่า
แผนการใช้ระบบบิกดาต้าเพื่อตกปลาเป็นอันล้มเหลว
แบตเตอรี่โทรศัพท์เริ่มแจ้งเตือนขีดแดง เสิ่นเจาอี้วางมันทิ้งไว้ชาร์จแบตฯ ด้วยความเซ็ง แล้วลุกไปต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในครัว
พอกลับออกมา เสียงแจ้งเตือนก็ดังขึ้น เป็นข้อความจาก ‘โต่วอิน’: [ไฟร์ เริ่มสตรีมแล้ว~]
“ในที่สุดก็มา!”
เสิ่นเจาอี้คาบตะเกียบไว้ในปาก มือคว้าโทรศัพท์กดเข้าไปในห้องไลฟ์สด ภาพที่ปรากฏยังคงเป็นหน้าจอเกมที่คุ้นเคย
พอมองไปที่มุมซ้ายบน สถิติ 0-3-1
ข้อความในช่องแชทลอยผ่านตา:
[กลิ่นอายความกากที่คุ้นเคย]
[ฝีมือแบบนี้ ยังแย่กว่าขาหมูที่ย่าฉันตุ๋นจนเปื่อยซะอีก...]
เสิ่นเจาอี้เห็นด้วยกับคอมเมนต์พวกนี้สุดๆ ฝีมือห่วยแตกจริงๆ ขนาดตัวเธอเมื่อก่อนยังเล่นดีกว่านี้เลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนดู แถมพอมองไปที่ป้ายไฟแฟนคลับ ก็เห็นว่ามีแฟนพันธุ์แท้เหนียวแน่นอยู่ไม่น้อย ทำให้อดสงสัยไม่ได้
เธอกดเข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ คำแนะนำตัวเขียนเอาไว้ตัวเบ้อเริ่มเทิ้มว่า: รับปรึกษาเรื่องแต่งรถ แชมป์ Rookie รายการเอเชียนฟอร์มูลา ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว ของแพงย่อมมีเหตุผล
“แชมป์ Rookie?”
เสิ่นเจาอี้หยิบแท็บเล็ตออกมาค้นหาข้อมูลทันที แล้วภาพการแข่งรถที่เด้งขึ้นมาก็ทำให้เธอชะงักไป
ตาคนนี้เป็นนักแข่งรถอาชีพจริงๆ เหรอเนี่ย?
ไม่ใช่ว่าพวกนักแข่งรถเขาต้องมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วขั้นเทพไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมฝีมือการเล่นเกมของเขาถึงได้ดู... ไม่ค่อยจะคล่องแคล่วเอาซะเลยล่ะ?
ทันใดนั้น เสียงกวนประสาทของ ‘ไฟร์’ ก็ดังลอดออกมาจากไลฟ์สด
“เห็นหรือยังครับ? นี่แหละที่เขาเรียกว่ากลยุทธ์ ถ้าผมไม่รับหน้าที่เป็นตัวแทงค์ดึงดูดความสนใจศัตรู แล้วเลนอื่นจะฟาร์มของสบายๆ ได้ยังไง?”
“พวกคุณเนี่ยนะ ดูเป็นแต่สกอร์ KDA แนะนำให้ไปเล่นเกมออฟไลน์คนเดียวดีกว่าครับ”
ช่องแชทระเบิดลงทันที
[แจกแต้ม = ตัวแทงค์?]
[แบบนี้ก็แถได้เรอะ? ไฟร์ นายเลิกแข่งรถแล้วไปเป็นพีอาร์เถอะ]
เสิ่นเจาอี้หลุดขำออกมาพรืด นิ้วมือเรียวกดลงบนหน้าจอ ส่งของขวัญ ‘คาร์นิวัล’ รัวๆ ไปสามชุด
พร้อมกับแนบข้อความว่า: พูดได้มีเหตุผลมาก ฝากขอบคุณแทนนายกับเพื่อนร่วมทีมด้วยนะ
ข้อความที่กำลังรุมด่าเมื่อครู่เปลี่ยนทิศทางในทันที มีแต่คนบอกว่า ‘เถ้าแก่เลอะเลือนแล้ว’ เต็มไปหมด ในจำนวนนั้นยังมีคนดูหน้าเดิมจากเมื่อวานผสมโรงอยู่ด้วย
[ยายวัยหกสิบ คนเมื่อวานนี่นา?]
[เรียกยายแก่ได้ไง มีมารยาทหน่อย เรียกว่าเจ๊สิ!]
‘ไฟร์’ เองก็ดูจะชะงักไปเหมือนกัน แต่ของขวัญชิ้นใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยได้ อีกอย่างมีเงินให้ฟรีๆ ใครจะไม่เอา เขาไม่ใช่คนโง่สักหน่อย จึงส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำเจือแววหยอกเย้าออกมา
“ขอบคุณเจ๊รถเมล์สำหรับของขวัญสามชิ้นนะครับ เถ้าแก่ตาถึงขนาดนี้ ไม่ลองให้รางวัลผมด้วยการส่งไอดีมาให้ผมเล่นให้สักสองตาดูล่ะครับ?”
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ตอบกลับอย่างรวดเร็ว
[ขอบคุณที่ชวน แต่ช่วงนี้ยังไม่อยากโดนรีพอร์ตจนโดนแบน]
ดูเหมือนจะโดนประโยคนี้กระแทกใจเข้าจังๆ ‘ไฟร์’ เงียบไปครู่ใหญ่ ผ่านไปพักหนึ่งถึงจะเอ่ยปากพูดขึ้นมา
“ไม่เชื่อใจผมสินะ งั้นมาดูอีกตาก็ได้ เดี๋ยวจะโชว์ฝีมือให้เถ้าแก่ดูเป็นขวัญตา”
[จบบท]