บทที่ 27: ขับเรนจ์โรเวอร์
เช้าวันต่อมา เวลาแปดโมงเช้า
เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นตรงเวลาเป๊ะเพื่อปลุกเจ้าของเครื่องให้ตื่นจากภวังค์
ซูเย่ยื่นมือไปกดปิดมันตามความเคยชิน ก่อนจะยันกายลุกขึ้นนั่งอยู่ขอบเตียง เขาตั้งใจว่าจะนั่งพักเรียกสติสักครู่หนึ่งก่อนจะลุกไปล้างหน้าแปรงฟันเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันใหม่
“ตื่นแล้วเหรอคะ”
น้ำเสียงที่เจือไปด้วยรอยยิ้มของเสิ่นเจาอี้ดังขึ้นข้างหูอย่างกะทันหัน ทำเอาเขาตกใจจนสะดุ้งโหยงด้วยความไม่ทันตั้งตัว
ซูเย่รีบคว้าโทรศัพท์มือถือมาดูหน้าจอทันที ภาพที่เห็นคือระยะเวลาการโทรที่ยาวนานถึงสี่ชั่วโมงครึ่ง ตัวเลขนั้นบ่งบอกว่าสายยังคงเชื่อมต่ออยู่ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา
“เจาอี้ คุณยังไม่วางสายอีกเหรอครับ”
น้ำเสียงของคนที่เพิ่งตื่นนอนยังคงมีความแหบพร่าเจืออยู่เล็กน้อย ฟังดูทุ้มต่ำกว่าปกติ
ปลายสายมีเสียงหัวเราะเบาๆ ของเสิ่นเจาอี้ดังตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี
“ฉันคิดว่าทำอะไรก็ต้องทำให้ตลอดรอดฝั่งค่ะ กล่อมให้นอนแล้วก็ต้องปลุกให้ตื่นด้วย ถึงจะเรียกว่าครบสูตร”
ประโยคนั้นทำให้ใบหูของซูเย่ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเธอแค่พูดหยอกเย้าเล่นไปอย่างนั้นเองตามประสาคนขี้เล่น แต่บรรยากาศความคลุมเครือที่น่ามหัศจรรย์ระหว่างชายหญิงก็ยังคงฟุ้งกระจายขึ้นมาอยู่ดี
เขาลุกจากเตียงพร้อมกับถือโทรศัพท์มือถือเดินไปที่หน้าต่าง มือหนาเอื้อมไปดึงผ้าม่านให้เปิดออก แสงแดดอุ่นยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้อง ช่วยขับไล่ความง่วงงุนให้จางหายไป
“คุณไม่ได้นอนทั้งคืนเลยเหรอครับ”
“ยังเลยค่ะ”
เสิ่นเจาอี้ปฏิเสธ น้ำเสียงของเธอยังคงใสกระจ่าง ฟังดูไม่มีความเหนื่อยล้าจากการอดนอนเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเธอมีพลังงานสำรองใช้อย่างเหลือเฟือ
“ฉันไม่ง่วงเลยสักนิด กะว่าเดี๋ยวจะสั่งอาหารเช้ามาทาน พอกินเสร็จแล้วก็จะออกไปทำธุระข้างนอกหน่อยน่ะค่ะ”
ซูเย่จับใจความสำคัญจากประโยคเมื่อครู่ได้สองเรื่อง
เรื่องแรกคือดูเหมือนว่าเจ้านายคนสวยของเขาจะทำอาหารเองไม่เป็น ส่วนเรื่องที่สองคือเธอคิดจะออกไปข้างนอกทั้งที่อดหลับอดนอนมาทั้งคืน
ในบรรดาสองเรื่องนี้ เขาให้ความสำคัญกับเรื่องหลังมากกว่าเรื่องปากท้อง ภาพเหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
“ธุระสำคัญมากไหมครับ ถ้าไม่สำคัญมาก คุณทานข้าวเสร็จแล้วนอนพักผ่อนก่อนค่อยไปดีไหม”
“วางใจเถอะค่ะ ฉันไม่ได้โง่นะ ถ้าง่วงก็คงไม่ฝืนสังขารตัวเองหรอก”
เสิ่นเจาอี้พูดเพื่อให้เขาคลายกังวล จากนั้นเธอก็อธิบายต่อว่าช่วงไม่กี่วันมานี้ นาฬิกาชีวิตของเธอรวนไปหมดแล้ว พอดีเลยจะได้ถือโอกาสใช้วันนี้ปรับเวลาชีวิตแบบยกเครื่องใหม่เสียเลย
ไม่อย่างนั้นขืนยังนอนดึกตื่นสายแบบนี้ต่อไป ต่อให้เธอจะย้ายสำมะโนครัวไปนอนกินอยู่ที่สถาบันเสริมความงาม มันก็คงช่วยกู้สภาพผิวหน้าไม่ได้หรอก
หลังจากได้ฟังคำอธิบายนั้น ซูเย่ก็รู้สึกใจหายวูบขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เวลาจัดรายการของเขาถูกจัดให้อยู่ในช่วงดึกดื่นค่อนคืน นี่หมายความว่านับจากนี้ไป เธอจะไม่เข้ามาที่ห้องแชทเสียงในช่วงเวลานั้นแล้วใช่ไหม
แล้วแบบนี้ Vic กับคนอื่นๆ ในห้องจะพาลคิดไปหรือเปล่าว่า เป็นเพราะเรื่องงานของเขาที่ทำให้เจ้านายเตลิดหนีไปอีกแล้ว
ทว่าความคิดเหล่านั้นของเขานับว่าเป็นความกังวลที่เกินกว่าเหตุไปมาก
เสิ่นเจาอี้ได้วางแผนรับมือกับเรื่องนี้ไว้อย่างสมบูรณ์แบบเรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากตอนนี้เป้าหมายที่เธออยากจะทุ่มเงินเปย์ให้มีแค่ซูเย่กับหานจื่อหยางเพียงสองคน แล้วบังเอิญว่า ‘เวลาทำงาน’ ของสองหนุ่มดันแบ่งเป็นช่วงบ่ายกับช่วงดึกพอดี
เพื่อที่จะกอบโกยเงินให้ได้มากๆ จนบรรลุเป้าหมายอิสรภาพทางการเงิน เธอจึงตัดสินใจแล้วว่า ต่อไปนี้ช่วงบ่ายเธอจะไปสิงสถิตอยู่ที่ห้องไลฟ์ของหานจื่อหยาง พอเปย์เสร็จก็เล่นเกมด้วยกันสักตาสองตา พอฟ้ามืดก็เข้านอน
จากนั้นก็ตั้งนาฬิกาปลุกตอนตีหนึ่ง ตื่นมาเฝ้าห้องแชทเสียง
พอเสร็จธุระได้สัมผัสความสนุกของการขึ้นไมค์คุยกันแล้ว รอจนซูเย่เข้างาน เธอค่อยกลับไปนอนต่อยาวยาวจนถึงเที่ยงวัน
ตื่นมาก็วนลูปเดิม เป็นวงจรชีวิตที่สมบูรณ์แบบสุดๆ
ยอดเงินเปย์สะสมตอนนี้พุ่งทยานไปเกือบสามล้านหยวนแล้ว ถึงเวลาค่อยแบ่งให้คนละครึ่ง ยุติธรรมดีออก
ไม่มีการลำเอียงเพราะคนหนึ่งได้คะแนน 9.7 ส่วนอีกคนได้ 9.4 อย่างแน่นอน
เธอช่างเป็นนักบริหารจัดการที่เก่งกาจอะไรเช่นนี้
เสิ่นเจาอี้ที่เผลอปบมือชื่นชมความคิดตัวเองในใจ เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กดวางสายโทรศัพท์
“เอาล่ะ คุณไปเตรียมตัวทำงานเถอะค่ะ ไว้เจอกันใหม่นะ”
พูดจบเธอก็ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับ ชิงกดตัดสายไปก่อนทันที
ทิ้งให้ซูเย่ได้แต่ยืนครุ่นคิดอยู่คนเดียวว่า คำว่า ‘ไว้เจอกันใหม่’ ที่เธอเพิ่งพูดเมื่อกี้นั้น มันหมายความว่ายังไงกันแน่...
แม้จะไม่ได้นอนเลยทั้งคืน แต่เชื่อหรือไม่ว่าเสิ่นเจาอี้นั้นกลับมีพลังเหลือล้นอย่างน่าประหลาด หลังจากลุกจากเตียงเธอก็แวะไปดูเจ้านกแก้วตัวน้อยก่อน พอเห็นว่าอาหารในถ้วยยังพร่องไปไม่มาก ก็เลยปล่อยวางเรื่องนี้ไว้ก่อน
เธอหอบเสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้วเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว จังหวะที่ยกแขนขึ้นนั้นเอง ความรู้สึกปวดร้าวระบมก็แล่นปราดไปทั่วกล้ามเนื้อต้นแขน
เมื่อคืนทำไมถึงไม่รู้สึกเจ็บเลยนะ
ให้ตายสิ ความหล่อของชายหนุ่มนี่มันทำให้คนตามืดบอดได้จริงๆ
ระหว่างที่กำลังก่นด่าตัวเองในใจพร้อมกับนึกโทษความหลงใหลในรูปโฉมชายงาม เสิ่นเจาอี้ก็เริ่มคิดคำนวณว่าบ้านหลังนี้ยังขาดข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นอีกตั้งหลายอย่าง จะให้หิ้วพะรุงพะรังกลับมาทีละถุงสองถุงแบบเมื่อวานคงไม่ไหว
เดิมทีเธอวางแผนว่าจะไปติดต่อศูนย์จัดหาแม่บ้านในวันนี้
หลังจากผ่านประสบการณ์อันแสนทรมานเมื่อวานบวกกับการต้องต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินกลางดึก เธอก็ตรัสรู้แล้วว่า ความคิดที่จะใช้ชีวิตสันโดษเพียงลำพังนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลย
สู้จ้างแม่บ้านแบบไปเช้าเย็นกลับมาคอยทำอาหารและดูแลความสะอาดน่าจะดีกว่า
วิธีนี้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แถมยังไม่ต้องอึดอัดใจที่ต้องอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้าตลอดเวลาด้วย
แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนใจแล้ว
ก่อนจะไปหาแม่บ้าน เธอควรจะต้องหาซื้อรถสักคันก่อนจะดีกว่า
อย่างน้อยที่สุดก็เอารถที่มีพื้นที่เก็บของด้านหลังกว้างๆ จะได้ไม่ต้องมาทนเจ็บมือหิ้วของพะรุงพะรังเหมือนคนบ้าหอบฟางอีก ให้เหมือนกับรถเข็นของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่หน้าประตูหมู่บ้านนั่นแหละ
อีกอย่าง ตอนนี้เธอย้ายมาอยู่ที่ ปี้สุ่ยอวาน แล้ว จะให้เข้าออกโดยเรียกแท็กซี่ตลอดเวลามันก็ดูจะไม่ค่อยสมฐานะสักเท่าไหร่
หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว เสิ่นเจาอี้ก็หยิบกระเป๋าใบเก่งเดินออกจากห้องไป
ระหว่างทางไปโชว์รูมรถ คนขับแท็กซี่เป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปี เขาเป็นคนคุยเก่งมาก เริ่มชวนคุยตั้งแต่นาทีแรกที่เธอก้าวขึ้นรถมาเลยทีเดียว
“แม่สาวน้อย จะไปดูรถเหรอครับ หรือว่ายังไง”
“ไปดูรถค่ะ”
“เล็งยี่ห้อไหนไว้ล่ะ มีงบในใจเท่าไหร่”
เรื่องงบประมาณน่ะเหรอ จะบอกว่าไม่มีเพดานจำกัดก็ได้ เพราะไม่ว่าราคาจะแพงหูฉี่แค่ไหน เธอก็สามารถรูดบัตรจ่ายได้สบายมาก
ส่วนเรื่องยี่ห้อ...
เสิ่นเจาอี้ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อนเลย เธอรู้จักยี่ห้อรถยนต์แค่ไม่กี่แบรนด์ที่เห็นกันเกลื่อนถนน แต่จู่ๆ ประโยคหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว
‘ขับเรนจ์โรเวอร์ เพื่อความเป็นกุลสตรีที่มีระดับ’
งั้นก็ไปดูเรนจ์โรเวอร์ก่อนก็แล้วกัน
“โอ้โห ตาถึงนะเราเนี่ย!”
คนขับรถร้องอุทานขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำตอบ พร้อมกับมองสำรวจเธอผ่านกระจกมองหลังอย่างพินิจพิเคราะห์
“แต่ลุงขอเตือนอะไรไว้อย่างนะ ทางที่ดีหนูควรพาเพื่อนที่ดูรถเป็นไปด้วยสักคน”
เสิ่นเจาอี้ทำหน้าสงสัย
“ทำไมเหรอคะ”
จังหวะนั้นรถติดไฟแดงพอดี คนขับตบพวงมาลัยฉาดใหญ่ หันมาทางด้านหลังแล้วเริ่มบ่นระบายความในใจ
“พวกเซลล์ขายน่ะเขี้ยวลากดินจะตาย! พอเห็นหนูเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว แถมดูไม่ค่อยรู้เรื่องรถ เดี๋ยวก็โดนหลอกขายพวกแพ็คเกจพรีเมียม ตัวท็อปออพชั่นเสริมอะไรต่อมิอะไรยัดเยียดมาให้จนมึนไปหมด”
“เมื่อเดือนก่อนหลานสาวลุง กะว่าจะไปถอยเบนซ์สักคัน สรุปโดนกล่อมจนเคลิ้ม เพิ่มนั่นเติมนี่ งบบานปลายไปตั้งสองแสนกว่า!”
“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ”
เสิ่นเจาอี้ฟังเรื่องเล่าซุบซิบมาตลอดทาง พยักหน้าหงึกหงักอย่างใช้ความคิด
ก่อนลงจากรถเธอก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณคุณลุงคนขับที่มีน้ำใจเตือนสติ
โชว์รูมรถยนต์ใน เมือง C ตั้งรวมกลุ่มกันอยู่ในย่านเดียวกัน โดยแบ่งโซนตามยี่ห้อรถต่างๆ กระจายตัวกันไป
“สวัสดีครับคุณผู้หญิง สนใจรถรุ่นไหนเป็นพิเศษไหมครับ”
พอเดินเข้าไปในศูนย์จัดแสดง พนักงานขายหนุ่มหน้าตาท่าทางดูดีคนหนึ่งก็รีบเดินปรี่เข้ามาต้อนรับทันที
ระหว่างที่พูด สายตาของเขาก็ลอบประเมินการแต่งกายของเสิ่นเจาอี้ไปด้วย
เสื้อยืดสีขาวเรียบๆ กับกางเกงยีนส์ธรรมดา กระเป๋าที่สะพายก็ไม่ใช่แบรนด์เนมชื่อดังอะไร แต่คนทำงานบริการด้านนี้ย่อมรู้ดีว่า จะตัดสินกำลังซื้อของลูกค้าจากเปลือกนอกแค่นี้ไม่ได้
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะพูดคุยหยั่งเชิงเพื่อประเมินกำลังทรัพย์ของอีกฝ่ายดูก่อน
แต่พอได้ยินว่าเธอต้องการดูรถรุ่นเรนจ์โรเวอร์ ดวงตาของพนักงานหนุ่มก็เป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที
“คุณผู้หญิงตาถึงมากครับ! ตอนนี้เรนจ์โรเวอร์ เอสวีอาร์ รุ่นล่าสุดของเราเพิ่งเปิดตัว...”
ในเวลาต่อมาอีกครึ่งชั่วโมง เสิ่นเจาอี้ก็ได้ซาบซึ้งถึงคำว่า ‘เล่ห์เหลี่ยม’ ที่ลุงแท็กซี่เตือนไว้อย่างถ่องแท้
“รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ซูเปอร์ชาร์จ 5.0 ลิตร ถ้าเลือกติดตั้งแพ็คเกจเอ็กซ์คลูซีฟ จะสามารถอัปเกรดเป็นเบาะปรับไฟฟ้า 24 ทิศทาง พร้อมตู้เย็นในรถด้วยนะครับ”
“แถมยังมีระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อสุภาพสตรีโดยเฉพาะ...”
“ส่วนฟิล์มกรองแสง ทางเราขอแนะนำเป็นตัว...”
เสิ่นเจาอี้ก้มมองรายการออพชั่นเสริมที่ยาวเป็นหางว่าวบนใบเสนอราคา ตัวเลขราคาพุ่งจากสองล้านต้นๆ ทะลุไปถึงสองล้านแปดแสนหยวนเข้าไปแล้ว
พนักงานหนุ่มคนนั้นยังคงพ่นน้ำลายร่ายยาวถึงสรรพคุณของอุปกรณ์ตกแต่งที่ ‘จำเป็นต้องมี’ ไม่หยุดปาก
ความรำคาญใจเริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในอก
“ขอฉันตัดสินใจดูก่อนนะคะ”
เสิ่นเจาอี้พูดแทรกขึ้นมา ตัดบทพนักงานขายคนนั้น แล้วหมุนตัวเดินดุ่มๆ ออกมาจากร้านทันที
ถึงเธอจะมีเงินเหลือเฟือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมตกเป็นหมูในอวยให้คนอื่นเขาเชือดเล่นง่ายๆ เสียหน่อย
แต่ปัญหาคือ คนรอบตัวเธอก็ไม่มีใครที่มีความรู้เรื่องรถยนต์เลยสักคนนี่สิ
เดี๋ยวนะ—
จู่ๆ เสิ่นเจาอี้ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้
เหมือนว่าจะมีอยู่คนหนึ่งนี่นา!
[จบบท]