บทที่ 32: ว่าผมเหรอ?
ปริมาณเพชรที่เหลืออยู่ในบัญชีนั้นถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะต้องเปย์ให้เขาจนหมดหน้าตัก เสิ่นเจาอี้ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวสวยกดย้ำไปที่ของขวัญชิ้นใหญ่อย่าง “ดวงดาวพลิกผัน” อย่างต่อเนื่อง
เธอรัวนิ้วส่งของขวัญออกไปไม่ยั้ง จนกระทั่งหน้าจอแจ้งเตือนขึ้นมาว่า “ยอดเงินคงเหลือไม่เพียงพอ”
เอฟเฟกต์สุดอลังการระเบิดตัวออกลูกแล้วลูกเล่า แสงสีตระการตาของดวงดาวที่ร่วงหล่นลงมาปกคลุมทั่วทั้งหน้าจอไลฟ์สด ราวกับว่าจักวาลกำลังพังทลายลงมาตรงหน้า
ถึงแม้ว่า ไฟร์ จะเป็นคนที่มีอัตราส่วนการคืนเงินน้อยที่สุดในบรรดาเป้าหมายทั้งหมดที่เธอค้นหามา แต่เธอก็ยังคงมีความสุขที่ได้เปย์ให้เขาอย่างบ้าคลั่งอยู่ดี
ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา เสิ่นเจาอี้ได้นั่งทบทวนและทำความเข้าใจกับตัวเองจนกระจ่างแจ้งแล้วว่า สำหรับคนประเภทเดียวกับ ไฟร์ นั้น กระบวนการในการสยบอีกฝ่ายให้เชื่อง ย่อมมีความสำคัญและน่าสนุกมากกว่าตัวเลขเย็นชืดที่โชว์หราอยู่บนบัญชีธนาคารมากมายนัก
ดังนั้น เมื่อฝ่ายชายเอ่ยปากขอบคุณสำหรับของขวัญชุดใหญ่ที่เพิ่งได้รับ เธอจึงฉีกรูปแบบนิสัยเดิม ๆ ที่เคยทำมา แล้วเป็นฝ่ายเริ่มรุกฆาตก่อนทันที
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ข้อความลงในช่องแชทด้วยความมั่นใจ
“เปิดเกมสิ พาฉันเล่นด้วยคน”
“ไหน ๆ ตอนนี้คุณก็ไม่มี ‘นายจ้าง’ จ้างเล่นอยู่แล้ว งั้นมาเป็นเพื่อนเล่นเกมให้ฉันที่เป็นอันดับหนึ่งบนบอร์ดของขวัญหน่อยเป็นไง?”
เพ่ยเยี่ยนที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้เห็นคำขอนั้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
คนคนนี้ไม่ใช่ว่าไม่รู้สักหน่อยว่าฝีมือการเล่นเกมของตัวเองเป็นยังไง?
นี่มันพวกหาทำเรื่องสนุกใส่ตัวชัด ๆ
คงกะจะใช้ปากเก่ง ๆ นั่นแบกเกมอย่างเดียวเลยสินะ
แต่ทว่า เสิ่นเจาอี้กลับพิมพ์ข้อความสั้น ๆ สองคำตามมาว่า “รับประกันชนะ” ซึ่งมันทำหน้าที่เหมือนก้อนหินขนาดใหญ่ที่อุดปากเขาไว้ จนกลืนคำปฏิเสธที่กำลังจะหลุดออกมาลงคอไปจนหมดสิ้น
หลังจากเงียบไปชั่วอึดใจหนึ่ง ในที่สุดเพ่ยเยี่ยนก็ต้องยอมจำนนต่อสถานการณ์
“ส่งไอดีมาครับ เดี๋ยวผมแอดไป”
เสิ่นเจาอี้พิมพ์ชื่อไอดีเกมของตัวเองลงบนหน้าจอสาธารณะอย่างรวดเร็ว แต่ในใจก็ยังแอบกังวลว่าจะเจอคนประเภทเดียวกับ “จินเย่” โผล่เข้ามาป่วนอีกหรือไม่ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้แท็บเล็ตเพื่อเปิดหน้าจอไลฟ์สดทิ้งไว้แทน
จากนั้นหญิงสาวก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาล็อกอินเข้าเกม และกดตอบรับคำขอเป็นเพื่อนที่ ไฟร์ ส่งเข้ามา
ไอดีเกมตัวนี้เป็นไอดีเก่าที่เธอเคยเล่นเมื่อนานมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะผูกเข้ากับระบบเสียอีก หลังจากนั้นเธอก็แทบไม่ได้ล็อกอินเข้ามาเลย แน่นอนว่าบัญชีนี้จึงเป็นไอดีธรรมดาที่ไม่ได้เติมเงินซื้อสกินหรือไอเทมใด ๆ
แม้แต่ระดับยศขุนนางหรือสัญลักษณ์วีไอพีก็ยังไม่มีให้เห็น
“ไอดีรองเหรอครับ?”
เพ่ยเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ไอดีหลักค่ะ”
เสิ่นเจาอี้เข้าใจดีว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น เธอจึงเปิดไมโครโฟนเพื่อตอบกลับข้อสงสัยของเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฉันไม่ค่อยชอบเติมเงินในเกมน่ะ แล้วก็ไม่ได้เล่นมานานมากแล้วด้วย งั้นเรามาเล่นโหมดธรรมดาวอร์มมือกันสักสองตาก่อนดีไหม”
น้ำเสียงที่ดังลอดออกมาจากลำโพงนั้น ทำให้มือของเพ่ยเยี่ยนที่กำลังถือโทรศัพท์อยู่ถึงกับแข็งทื่อไปชั่วขณะ
น้ำเสียงนั้นฟังดูเกียจคร้านและเย็นชา ทว่ากลับแฝงไปด้วยความรู้สึกของคนอายุน้อย ฟังดูแล้วช่างแตกต่างจากภาพจำของ “หญิงสูงวัย” ที่เขาเคยจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง ไม่มีความคล้ายคลึงกันเลยแม้แต่นิดเดียว
หรือว่าที่ผ่านมาเขาจะคิดมากไปเองจริง ๆ?
เกมเริ่มขึ้นแล้ว เนื่องจากระดับแรงก์ของทั้งสองคนแตกต่างกันเกินไป พวกเขาจึงต้องเล่นในโหมดจับคู่ทั่วไป
และตำแหน่งที่เธอเลือกเล่น ก็ทำเอาเพ่ยเยี่ยนต้องประหลาดใจเป็นรอบที่สอง
เธอดันเลือกเล่นตำแหน่งป่า
ในช่วงต้นเกม เธอพลาดท่าแจกแต้มให้ฝั่งตรงข้ามไปสองศพเพราะความผิดพลาดส่วนตัว แต่หลังจากนั้นไม่นาน เสิ่นเจาอี้ก็เริ่มจับจังหวะของตัวเองได้ เธอเริ่มไล่ฆ่าศัตรูอย่างบ้าคลั่ง เดินเกมรุกอย่างดุดันจนเกมพลิกกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบ
“เอาเรื่องนี่ครับ!”
เพ่ยเยี่ยนจ้องมองหน้าจอที่ขึ้นเตือนว่าฝั่งตรงข้ามถูกฆ่าล้างทีมเป็นครั้งที่สาม เขาอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
ในขณะเดียวกัน เขาก็ฉวยโอกาสนี้ถามสิ่งที่ค้างคาใจมาตลอด
“ตอนนั้นทำไมคุณถึงคิดจะเข้ามาดูผมเล่นเกม แถมยังเปย์ของขวัญให้ด้วยล่ะครับ?”
เสิ่นเจาอี้แน่นอนว่าไม่สามารถบอกความจริงเรื่องระบบได้ เธอหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะแต่งเรื่องที่ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาตอบกลับไป
“ก็ฉันไม่เคยเห็นใครเล่นได้ไก่กาขนาดนี้มาก่อนนี่นา เลยหยุดดูสักหน่อย แต่ก็โชคดีนะที่คุณเสียงเพราะ ไม่อย่างนั้นฉันคงกดปิดหนีไปนานแล้ว”
“สรุปก็คือ เพราะเสียงผมเพราะจริง ๆ สินะ คุณถึงได้ยอมเปย์ของขวัญให้?”
เพ่ยเยี่ยนยังจำคำพูดเรื่อง “การลงทุน” ที่เธอเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ได้ดี ตอนแรกเขาคิดว่าเธอแค่พูดล้อเล่นขำ ๆ ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นเรื่องจริง
คำตอบของเธอทำเอาเขาถึงกับพูดไม่ออก เหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่คอ แต่ในขณะเดียวกัน หินก้อนใหญ่ที่ถ่วงอยู่ในใจก็ถูกยกออกไปจนหมดสิ้น
บรรยากาศในการเล่นเกมหลังจากนั้น เมื่อความเคลือบแคลงใจถูกขจัดออกไปแล้ว ทุกอย่างก็ดูราบรื่นและเป็นกันเองมากขึ้น
เพื่อให้เสิ่นเจาอี้สามารถฟาร์มของและเติบโตในเกมได้ง่ายขึ้น เพ่ยเยี่ยนถึงขนาดยอมเปลี่ยนจากตำแหน่งออฟเลนที่เขาเล่นประจำ มาเล่นเป็นซัพพอร์ตเพื่อคอยช่วยเหลือเธอ
แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ดวงของเขาจะชงกับเกมเข้าอย่างจัง
ในตอนที่เล่นเกมเอาชีวิตรอด เสิ่นเจาอี้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิงที่ต้องให้ผู้ชายแบก แต่มาตอนนี้ สถานการณ์กลับตาลปัตร กลายเป็นว่าเขากำลังรับบทเป็น “ผู้ชายที่ให้ผู้หญิงแบก” เสียอย่างนั้น
เสิ่นเจาอี้โชว์ฝีมือการเล่นป่าระดับเทพ บุกตะลุยเข้าออกป่าฝั่งตรงข้ามอย่างอิสระ ไล่เก็บคิลทั้งสามเลนจนระเบิดเถิดเทิง ส่วนเพ่ยเยี่ยนก็ยึดถือคติที่ว่าต้องช่วยคนที่เล่นดีกว่า จึงคอยวิ่งตามติดเธอต้อย ๆ เพื่อซัพพอร์ต
“ซัพพอร์ตตาบอดหรือไง? แยกไม่ออกเหรอว่าใครเป็นแครี่?”
หลังจากที่แครี่ฝั่งตัวเองโดนฝั่งตรงข้ามดักฆ่าเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว เปิดไมค์ด่ากราดด้วยความโมโห
“จะตัวติดกับป่าไปถึงไหนฮะ? ฉันล่ะโครตเกลียดพวกผู้หญิงแบบเธอเลย เกาะผู้ชายกินแรงเพื่อให้แรงก์ขึ้น ทำอะไรเองไม่เป็นสักอย่าง!”
เพ่ยเยี่ยนที่กลายเป็น “น้องสาว” ในสายตาเพื่อนร่วมทีม เขาปรับไมโครโฟนเป็นโหมดคุยกับทุกคนในทีม แล้วถามกลับไปด้วยน้ำเสียงงุนงง
“ห๊ะ? ว่าผมเหรอ?”
เสียงทุ้มของผู้ชายที่ดังสวนกลับไป ทำเอาแครี่ฝั่งนั้นถึงกับชะงัก เงียบกริบไปทันที
“...ผู้ชาย?”
“ถ้าหูของคุณไม่ได้มีปัญหานะ ก็ตามนั้นแหละครับ”
น้ำเสียงเรียบเฉยเอ่ยตอบกลับไปด้วยถ้อยคำที่ฟังดูไม่ค่อยรื่นหูเท่าไหร่นัก
เมจสาวในทีมรีบวิ่งไปหลบในพุ่มไม้ แล้วพิมพ์ข้อความด้วยความตื่นเต้น
[ว้าว เสียงพี่ชายเพราะจังเลยค่ะ!]
ส่วนผู้เล่นตำแหน่งออฟเลนก็พิมพ์แสดงความเห็นอย่างเป็นกลางตามสถานการณ์จริง
[ป่าเขาแบกทีม 1 รุม 4 ได้ขนาดนั้น ซัพพอร์ตจะไปเดินตามเขามันก็ไม่ผิดหรอก นายก็เล่นเซฟ ๆ หน่อยสิ เกมนี้ชนะได้อยู่แล้ว]
เมื่อเห็นว่ากระแสลมเปลี่ยนทิศ ไม่เป็นไปตามที่ตัวเองคิดไว้ แครี่ขี้โมโหก็เริ่มพาลกราดไปทั่วแบบไม่เลือกหน้า
ด่าซัพพอร์ตว่าตัวติดป่าเสร็จ ก็หันไปด่าเมจว่าไม่ยอมมาช่วย เติมเกมช้า แม้กระทั่งออฟเลนที่โดนแก๊งตายก็ยังมิวายโดนวิจารณ์ไปด้วย
ชั่วพริบตาเดียว ช่องแชทในเกมก็วุ่นวายโกลาหล ทั้งเสียงด่าทอและข้อความที่เด้งขึ้นมารัว ๆ จนอ่านแทบไม่ทัน
ในที่สุด เสิ่นเจาอี้ก็ทนไม่ไหว เธอเปิดไมค์พูดขึ้น
“พอได้แล้ว พวกคุณเลิกทะเลาะแย่งฉันกันสักที!”
หลังจากพูดจบ เธอก็จัดการเก็บกวาดทั้งแครี่และซัพพอร์ตของฝั่งตรงข้ามจนเรียบวุธ แล้วจึงเอ่ยเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ราวกับไม่ยี่หระต่อสิ่งใด
“ตอนนี้ฝั่งตรงข้ามตายหมดแล้ว นายจะกลับไปยืนนิ่ง ๆ ที่บ่อก็ได้นะ”
แครี่: ...
ใครจะไปคิดว่าป่าที่เล่นโหดขนาดนี้จะเป็นผู้หญิง?
แครี่ที่โดนความจริงตบหน้าฉาดใหญ่ จนหน้าชาไปหมด ตอนนี้ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มอดดับลงจนสนิท ไม่กล้าหืออืออะไรอีกเลย
เกมนี้จบลงด้วยชัยชนะอย่างไม่ต้องสงสัย เสิ่นเจาอี้ยกมือขึ้นนวดข้อมือตัวเองเบา ๆ เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะเมื่อคืนเธออดนอนมาทั้งคืนด้วย
ตีหนึ่งเธอยังมีนัดต้องไปหาซูเย่อีก
อืม... เป้าหมายหลักก็คือการไปหลอกล่อเอาเงินคืนจากเขานั่นแหละ
เพิ่งจะเสียเงินไปสองล้านกว่าเพื่อซื้อรถ ยอดเงินในบัญชีหายวูบไปเกือบครึ่ง เธอต้องไปหาเรื่องถอนทุนคืนจากเจ้า “หมูในอวย” คนนั้นให้ได้สักก้อน เพื่อต่อลมหายใจให้บัญชีธนาคารกลับมาฟู่ฟ่าอีกครั้ง
หลังจากบอกลา ไฟร์ ว่าไว้คราวหน้าค่อยเล่นกันใหม่ เธอก็ทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้าบนเตียงนุ่ม แล้วหลับตาลงเพื่องีบเอาแรงทันที
ในขณะที่เธอกำลังหลับใหลอย่างมีความสุข ทางฝั่งของซูเย่เพิ่งจะเลิกงาน
วันนี้งานยุ่งเป็นพิเศษจนเขาแทบไม่มีเวลาแตะโทรศัพท์เลย เมื่อเปิดดูข้อความแล้วเห็นว่าเสิ่นเจาอี้ตอบกลับมาตั้งแต่ช่วงบ่าย ในใจของเขาก็เกิดความคาดหวังเล็ก ๆ ขึ้นมา
นอนชดเชยตอนบ่ายแบบนี้ ก็แปลว่าคืนนี้เธอจะเข้ามาที่ห้องแชทเสียงใช่ไหมนะ?
ซูเย่ค้นพบว่า ตัวเขาเองมีความรู้สึกอยากจะใกล้ชิดกับเสิ่นเจาอี้อย่างบอกไม่ถูก
นอกเหนือจากความจริงที่ว่าเธอเข้าใจลักษณะงานของเขา และปฏิบัติกับเขาด้วยท่าทีที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ โดยสิ้นเชิงแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่สุด
เธอเป็นคนเดียวที่ทำให้เขานอนหลับได้
หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาก็ต้องเผชิญกับโรคปัญหานอนไม่หลับอย่างรุนแรง ถ้าไม่พึ่งยานอนหลับ คืนหนึ่งเขาก็ต้องพลิกตัวไปมาอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะข่มตาหลับลงได้
และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเลือกที่จะไปรับงานในห้องแชทเสียงช่วงดึกดื่น ทั้ง ๆ ที่มีงานประจำทำอยู่แล้ว
จุดประสงค์แรกเริ่มก็แค่ต้องการหาอะไรทำฆ่าเวลา และใช้เสียงของตัวเองเพื่อปลอบประโลมใจให้กับผู้คนก็เท่านั้น
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
คืนนั้นหลังจากวางสายจากเสิ่นเจาอี้ หัวของเขาก็ถึงหมอนแล้วหลับไปทันที
ทีแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะความเหนื่อยล้าสะสม
จนกระทั่งเมื่อคืนนี้ นิทานยังเล่าไม่ทันจบ เขาก็เผลอหลับไปอีกครั้ง ซูเย่ถึงได้ตระหนักว่า เสียงของเสิ่นเจาอี้เปรียบเสมือนยาวิเศษที่ถูกปรุงขึ้นมาเพื่อรักษาเขาโดยเฉพาะ
แต่เขาไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับเธอ
กลัวว่าเธอจะเข้าใจผิด คิดว่าเขาแค่หาข้ออ้างสวยหรูเพื่อรั้งตัว “นายจ้าง” เอาไว้
หลังจากลังเลอยู่นาน ในที่สุดซูเย่ก็ตัดสินใจส่งข้อความหาเธอ
[เลิกงานแล้วครับ]
[ทานข้าวหรือยังครับ?]
เป็นคำทักทายทั่วไปที่สุภาพ ไม่ล้ำเส้น และอยู่ในระยะที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ
แต่ทว่าจนกระทั่งเขากลับมาถึงห้อง ก็ยังไม่มีข้อความตอบกลับมาจากเธอ
หรือว่าจะหลับไปแล้วอีกนะ?
ซูเย่อดไม่ได้ที่จะคิดเดาไปต่าง ๆ นานา
ในกลุ่มจัดคิวงานของห้องวิคตอเรียฮาร์เบอร์ อาเยว่กำลังสอบถามทุกคนเรื่องยอดภารกิจของคืนนี้ว่าตกลงกันเรียบร้อยหรือยัง
[ฉางเฟิง: ฉันเอาเหมือนเดิม 2.0 ไว้รอเปลี่ยนไปกะเช้าสัปดาห์หน้าค่อยเพิ่ม]
[จื่อฉี: 2.0]
[อาเยว่: 2.0 กันหมดเลยเหรอ? งั้นเค้าเอาเท่านี้ด้วย!]
[ลู่ยวี่: พี่เย่ติงคืนนี้รับงานด้วยใช่ไหมครับ? @เย่ติง]
ซูเย่เห็นแจ้งเตือนการแท็กชื่อ จึงกดเข้าไปอ่านในกลุ่ม
[อืม รับครับ คืนนี้ผมเป็นพิธีกร]
ลู่ยวี่รีบพิมพ์ตอบกลับทันที [งั้นผมขอตั้งยอด 10.0 ครับ]
ทันใดนั้น สมาชิกในกลุ่มก็พากันรัวเครื่องหมายคำถามขึ้นมาเต็มหน้าจอ
[จื่อฉี: ?]
[อาเยว่: ?]
[ฉางเฟิง: ?]
[จบบท]