บทที่ 33: สอนเจ้านายทำงาน?
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคนในกลุ่มแชทเป็นแบบนั้น ลู่ยวี่กลับรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้องและสมเหตุสมผลที่สุด เขาจึงพิมพ์ตอบกลับไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“ทำอะไรกันเนี่ย พวกนายเป็นอะไรกันไปหมด!”
“ไหนบอกว่าจะมีนายหญิงคนใหม่มาไม่ใช่เหรอ?”
“สองวันก่อนผมไม่อยู่ คืนนี้กะว่าจะขอส่วนแบ่งชุดใหญ่ให้ได้กินอิ่มหนำสำราญสักหน่อยไม่ได้หรือไง!”
ฉางเฟิงที่ได้อ่านข้อความนั้นถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าจะมีคนหน้าด้านพิมพ์อะไรแบบนี้ออกมาได้ จึงอดไม่ได้ที่จะพิมพ์เตือนสติกลับไป
“ต่อให้เป็นนายหญิงคนใหม่ นั่นก็เป็นลูกค้าของเย่ติงเขา ตั้งเป้าไว้สูงขนาดนั้นระวังจะปิดยอดไม่ลงจนต้องควักเนื้อตัวเองนะ”
ทว่าความหวังดีของเพื่อนร่วมงานกลับส่งไปไม่ถึง ลู่ยวี่ไม่ได้เก็บคำเตือนนั้นมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกด้วยที่โดนขัดใจ เขาพิมพ์ระบายอารมณ์ลงไปในกลุ่มทันที
“พวกนายแต่ละคนก็ได้ส่วนแบ่งจาก ZY ไปคนละหลายต้าเฉวียนม่ายแล้วไม่ใช่หรือไง ยังจะมีหน้ามาว่าผมอีก?”
“ถึงเวลาจริงก็แค่ช่วยกันอวยให้เธอพอใจ เดี๋ยวเธอก็เปย์เองนั่นแหละ ให้เย่ติงได้กินเนื้อ ส่วนพวกเราได้ซดน้ำแกงบ้าง มันจะเกินไปตรงไหนกัน?”
เดิมทีช่วงเวลาที่ลู่ยวี่ขึ้นไลฟ์จะเป็นช่วงกลางวันเสียส่วนใหญ่ แต่น่าเสียดายที่ยอดคนดูและรายได้ไม่ค่อยกระเตื้องเท่าไหร่นัก ประจวบเหมาะกับที่ในกลุ่มแชทพูดถึง ZY ติดต่อกันมาหลายวันว่าเธอใจป้ำและเปย์หนักมาก เขาจึงตัดสินใจสลับกะมาลงช่วงดึกเพื่อหวังจะกอบโกยผลประโยชน์ในครั้งนี้
แค่นั่งเฉยๆ หน้าจอก็ได้เงินแล้ว เรื่องดีๆ แบบนี้ทำไมต้องปล่อยให้คนอื่นได้หน้าอยู่ฝ่ายเดียวด้วย?
ซูเย่มองข้อความของลู่ยวี่ด้วยความระอาใจ
นี่จะไม่รักษามารยาทกันหน่อยเหรอ เล่นจ้องจะฟันเงินลูกค้าของคนอื่นซึ่งๆ หน้าแบบนี้เลย?
แต่เรื่องพรรค์นี้ในห้องวิคตอเรียฮาร์เบอร์ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น เขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ไปยืนชี้นิ้วด่าใครได้เต็มปาก เพราะสตรีมเมอร์ทุกคนต่างก็พยายามหาวิธีดึงเงินจากกระเป๋าลูกค้ากันทั้งนั้น ขืนพูดมากไปจะกลายเป็นว่าแกล้งทำตัวเป็นคนดีมีศีลธรรมสูงส่งเสียเปล่าๆ
นิ้วเรียวยาวกดลบข้อความที่พิมพ์ค้างไว้ในกลุ่มทิ้งทั้งหมด แล้วเปลี่ยนไปกดเข้าหน้าแชทส่วนตัวของเสิ่นเจาอี้แทน
“เจาอี้ครับ วันหลังถ้าคุณอยากฟังเพลง เดี๋ยวเลิกงานแล้วผมกลับไปร้องให้ฟังที่บ้านนะ”
“เวลาขึ้นไลฟ์ในห้องแชทเสียงมันดึกเกินไป คุณต้องมาอดหลับอดนอนบ่อยๆ แบบนี้ มันไม่ดีต่อสุขภาพ”
เขารู้ดีว่าถ้าพูดเรื่องห้ามเปย์ของขวัญตรงๆ เธอคงไม่ยอมฟังแน่ ดังนั้นซูเย่จึงเลือกใช้วิธีอ้อมค้อม ยกเอาเรื่องสุขภาพและเวลาพักผ่อนมาเป็นเหตุผลในการโน้มน้าวแทน หลังจากส่งข้อความเสร็จสรรพ เขาจึงค่อยลุกไปล้างหน้าแปรงฟันเตรียมตัว และกลับมานั่งเช็กรายการเพลงกับซาวด์ดนตรีสำหรับไลฟ์ช่วงครึ่งหลังของคืนนี้
เวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืนห้าสิบนาที
เหล่าสตรีมเมอร์ที่เตรียมตัวจะรับช่วงต่อต่างทยอยกดเข้ามาสแตนด์บายในห้องวิคตอเรียฮาร์เบอร์กันพร้อมหน้า
ลู่ยวี่กวาดตามองบอร์ดอันดับของขวัญ แต่กลับไม่เห็นชื่อ ZY ปรากฏอยู่เลยแม้แต่เงา
เกิดอะไรขึ้น?
ไหนบอกว่านายหญิงคนนี้จะมาอยู่เฝ้าเย่ติงทำงานไง?
ความกระวนกระวายใจทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว ต้องพิมพ์ถามจี้เข้าไปในกลุ่มแชทอีกครั้ง
“@เย่ติง พี่ชาย ลูกค้าพี่ไม่มาเหรอ? ลองทักไปตามหน่อยดีไหม? นี่มันจะถึงเวลาขึ้นไลฟ์อยู่แล้วนะ”
แม้ข้อความนี้จะดูน่ารำคาญและไร้มารยาทสิ้นดี แต่ทุกคนต่างก็ต้องทำงานร่วมกันในห้องนี้ การรักษาความสัมพันธ์ฉาบฉวยภายนอกไว้จึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่มีใครอยากเปิดศึกทะเลาะกันให้เสียบรรยากาศ
จื่อฉี เพื่อนซี้ของซูเย่เห็นแล้วก็คร้านจะใส่ใจ เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้ในกลุ่มรวม แต่ทักแชทส่วนตัวมาหาซูเย่แทน
“หมอนั่นกล้าสอนนายทำงานแล้วเหรอ?”
“พูดตรงๆ นะ นายบอกเจ๊ ZY ไปเถอะว่าไม่ต้องมาแล้ว ขืนให้ไอ้หมอนั่นได้ส่วนแบ่งไปครั้งหนึ่ง มีหวังเกาะแกะไม่เลิกแน่”
สิ่งที่จื่อฉีคาดเดานั้นตรงกับใจของซูเย่พอดี
เขาเองก็ส่งข้อความไปหาเธอนานแล้ว แต่จนป่านนี้เสิ่นเจาอี้ก็ยังไม่อ่านไม่ตอบ สงสัยคงจะหลับปุ๋ยไปแล้วเรียบร้อย คืนนี้เธอน่าจะไม่เข้ามาแล้วจริงๆ
เมื่อตอนเช้าเขายังรู้สึกใจหายที่เธออาจจะไม่มา แต่ตอนนี้ซูเย่กลับรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
หนึ่งนาฬิกาตรง รอบดีเจช่วงดึกเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ พิธีกรประจำช่วงเวลาขึ้นเปิดไมค์เพื่อวอร์มอัปบรรยากาศ
ลู่ยวี่แอบชำเลืองดูมือถือเป็นระยะ พอเห็นว่าในกลุ่มเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไรก็เบ้ปากด้วยความหงุดหงิด
ทีตอนได้รับเงินเปย์ล่ะรีบแคปมาอวดกันยกใหญ่ พิมพ์กันเป็นสิบๆ ข้อความแทบไม่หยุด แต่พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้กลับพร้อมใจกันเป็นใบ้ขึ้นมาเชียว
บรรยากาศในห้องแชทเริ่มคึกคักขึ้นตามลำดับ แฟนคลับเริ่มทยอยส่งของขวัญเข้ามาสนับสนุน แต่ส่วนใหญ่ก็เจาะจงเปย์ให้เฉพาะสตรีมเมอร์ที่ตัวเองชอบเท่านั้น
ต้องยอมรับว่ากำลังการเปย์ของลูกค้าช่วงหลังเที่ยงคืนนั้นเทียบไม่ได้เลยกับช่วงไพรม์ไทม์ตอนกลางวัน การจะเห็นคนเปย์รอบวงแจกทุกคนนั้นยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
ลู่ยวี่ที่เป็นหน้าใหม่เพิ่งย้ายกะมาลงช่วงนี้จึงยังไม่มีซีนให้คนจดจำ
เขานั่งจ้องตัวเลขยอดของขวัญใต้รูปโปรไฟล์ตัวเองที่ยังคงเป็นหลักหน่วยด้วยสีหน้าบูดบึ้งถึงขีดสุด เป้าหมายภารกิจระดับ 10.0 ที่ตั้งไว้ ตอนนี้แม้แต่เศษเสี้ยวก็ยังเก็บไม่ได้เลยสักนิด
หรือว่าจะต้องเป็นอย่างที่อาเยว่เตือนไว้จริงๆ ว่าต้องควักเนื้อจ่ายส่วนต่างเอง?
เวลานั้นเอง ในที่สุดก็มีลูกค้าใจดีเปย์ของขวัญรอบวง แต่ดันเป็นสายกิจกรรมเน้นเล่นเกมเพื่อความสนุกสนาน
เมื่อวงล้อสุ่มหมุนจบลง เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ลู่ยวี่กลายเป็นผู้โชคร้ายที่โดนลงโทษตามกติกา
“ฉางเฟิง: ฮ่าๆๆ รอดตัวไป นึกว่าจะโดนซะแล้ว!”
“ซ่าซ่า: ได้เวลาลงโทษแล้วจ้า~”
“จื่อฉี: คุณลูกค้าจัดบทลงโทษหนักๆ เลยครับ ให้เด็กใหม่ได้รู้ซึ้งถึงรสชาติความโหดของกะดึกหน่อย!”
“เสี่ยวเช่อ: ใช่ๆ ต้องเอาให้จำฝังใจไปเลย”
เสียงโห่แซวและข้อความหัวเราะคิกคักของเพื่อนร่วมงาน สำหรับลู่ยวี่ในตอนนี้มันช่างบาดตาบาดใจเหลือเกิน เขาฝืนยิ้มและทำตามบทลงโทษของลูกค้าจนจบอย่างกล้ำกลืน
เมื่อความอดทนขาดผึง เขาจึงระเบิดอารมณ์พิมพ์ข้อความกระแทกกระทั้นลงในกลุ่มทันที
“พอกันที พิธีกรกะดึกนี่ทำงานประสาอะไร จัดรายการมาตั้งครึ่งค่อนวันหาคนเปย์รอบวงได้แค่คนเดียว”
“ตัวเองได้กินค่าต๋งสองต่อจนอิ่มแปล้แล้ว ก็ไม่สนความเป็นความตายของคนอื่นเลยใช่ไหม?”
(ค่าต๋งสองต่อ: กติกาการเล่นที่ผู้เล่นต้องเปย์ของขวัญให้ทั้งคนชนะและคนที่เป็นโฮสต์)
ปลายหอกแห่งความโกรธเกรี้ยวพุ่งเป้าไปที่ซูเย่โดยตรง
ซูเย่อ่านแล้วก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ถ้านายเก่งนัก พรุ่งนี้ก็มาเป็นพิธีกรเองสิ”
“ฉันทำไม่เป็นหรอก แต่ฉันกล้าพูดตรงๆ ดีกว่าบางคนที่ฝีมือห่วยแตกแต่ยังจะฝืนรับหน้าเสื่อเป็นตัวหลัก”
“เห็นตั้งเป้าภารกิจไว้สูงลิบลิ่ว แต่ปัญญาจะเชียร์ให้ลูกค้าเปย์รอบวงสักครั้งยังทำไม่ได้ นี่ไม่คิดจะพิจารณาตัวเองหน่อยเหรอ?” (ปั่นยอดเปย์รอบวง: การเชียร์หรือยุให้ลูกค้าเปย์ของขวัญแบบแจกทุกคนบนไมค์)
ซูเย่รู้ทันทีว่าหมอนี่กำลังพาลหาเรื่องเพราะเขาไม่ยอมไปตามเสิ่นเจาอี้มาเปย์ให้ จึงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “นายตั้งยอดภารกิจไว้สูงเอง ฉันไปบีบคอนายให้ตั้งเหรอ?”
อาเยว่ทนดูไม่ไหวจึงพิมพ์แทรกขึ้นมาบ้างเพื่อความยุติธรรม
“นั่นสิ ฉันก็เตือนนายแล้วแต่นายไม่ฟังเอง แล้วจะมาโทษเย่ติงทำไม”
พอไม่มีใครเข้าข้าง ลู่ยวี่ก็สติแตก พิมพ์ด่ากราดไปทั่วด้วยนิ้วที่รัวเร็วบนหน้าจอ
“พวกนายนี่มันดีแต่พูด พอตัวเองทำยอดครบแล้วก็ลอยตัวเหนือปัญหาเลยสิ?”
“มีลูกค้ากระเป๋าหนักอยู่ในมือแท้ๆ แต่กลับเก็บเงียบกริบ จะช่วยเขาประหยัดเงินไปถึงไหนกัน?”
“อาเยว่ นายเองก็ไม่ต้องมาทำเป็นเกาะขาเย่ติงสร้างภาพคนดีหรอก ทีตอนได้ส่วนแบ่งของขวัญรอบวง เห็นนายรีบตะครุบเร็วกว่าใครเพื่อนเลยนี่”
จื่อฉีอ่านแล้วของขึ้นทันที ความโกรธพุ่งพล่านจนเลิกสนใจเรื่องการรักษามารยาทหน้าฉาก เขาสวนกลับไปอย่างดุเดือด
“ตัวเองไม่มีปัญญาหาลูกค้าเองแล้วยังจะมาโยนขี้ให้คนอื่นอีกเหรอ? หายางอายมาแปะหน้าบ้างเถอะ!”
อาเยว่ที่โดนพาดพิงก็กระโดดเข้าร่วมวงวิวาทด้วยอีกคน
“ฉันรับของขวัญรอบวงแล้วมันหนักหัวใคร? นั่นเพราะลูกค้าเขาใจป้ำเปย์ให้เอง ยังดีกว่าบางคนที่พยายามอวดรวยแต่เงินในกระเป๋าไม่เอื้อ เลยต้องมานั่งตีโพยตีพายบ้าคลั่งอยู่แถวนี้”
แฟนคลับในห้องที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตกใจจนไม่กล้าพิมพ์อะไรขึ้นมา หน้าจอแชทสาธารณะจึงเต็มไปด้วยข้อความด่าทอของเหล่าสตรีมเมอร์เพียงไม่กี่คน
ซูเย่มองสถานการณ์ที่เละเทะจนกู่ไม่กลับ อีกตั้งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน ขืนปล่อยไว้แบบนี้พังกันหมดแน่ เพื่อเห็นแก่คนอื่น เขาจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกดเปิดไมค์โฮสต์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็น
“พอได้แล้ว เลิกทะเลาะกันสักที”
“ลู่ยวี่ ถ้านายไม่อยากไลฟ์ต่อก็เชิญออกไปก่อนได้เลย”
“จื่อฉี อาเยว่ ถ้ายังไม่หยุดเดี๋ยวผมจะกดแบนไมค์ทั้งคู่”
สิ้นเสียงคำประกาศิต หน้าจอแชทสาธารณะก็กลับมาเงียบสงบลงในทันที
จังหวะนั้นเอง เสิ่นเจาอี้ที่เพิ่งกดเข้ามาในห้องแชทก็ได้ยินประโยคสุดท้ายพอดี เธอขมวดคิ้วด้วยความงุนงงแล้วพิมพ์ถามขึ้น
“แบนไมค์? แบนอะไร? ใครจะโดนแบน?”
การนอนหลับครั้งนี้ของเธอยาวนานและลึกมาก ถ้าไม่ใช่เพราะฝันว่าตกจากที่สูงจนสะดุ้งตื่น ป่านนี้คงลากยาวไปจนถึงเช้าวันใหม่แน่ๆ พอสะลึมสะลือลืมตาขึ้นมาก็พบว่าเป็นเวลาตีสองเข้าไปแล้ว
เธอยังไม่ทันได้เปิดดูข้อความในวีแชทด้วยซ้ำ กดเข้าแอป So แล้วพุ่งตรงมาที่ห้องแชทเสียงทันที
ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับซูเย่เวอร์ชันดุเดือดที่กำลังระเบิดอารมณ์อยู่พอดี
ทางด้านซูเย่เองก็คาดไม่ถึงว่าเสิ่นเจาอี้จะโผล่มาเวลานี้ เขารีบปรับน้ำเสียงให้กลับมานุ่มนวลเป็นปกติ แล้วพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย
“ยินดีต้อนรับครับ ZY ดึกป่านนี้แล้วทำไมยังไม่นอนอีกครับเนี่ย?”
สตรีมเมอร์คนอื่นๆ ที่อยู่บนไมค์ต่างก็รีบพิมพ์ทักทายสวัสดีกันยกใหญ่ พยายามช่วยกันกลบเกลื่อนเรื่องราวเมื่อครู่ให้ผ่านพ้นไป เพราะการทะเลาะกันเองเรื่องส่วนแบ่งของขวัญต่อหน้าลูกค้า เป็นเรื่องที่น่าอับอายขายขี้หน้าที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกค้าคนนั้นคือ ZY ตัวจริงเสียงจริง
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบคำถามเมื่อครู่ เสิ่นเจาอี้จึงพิมพ์ถามย้ำอีกครั้ง
ซูเย่เห็นท่าไม่ดีจึงต้องจำใจตอบเลี่ยงๆ ไปว่า “ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีเมื่อกี้เล่นเกมลงโทษกันแล้วเกิดความเข้าใจผิดนิดหน่อย”
แต่เสิ่นเจาอี้เป็นใครกันล่ะ?
เธอไม่เชื่อหรอกว่าแค่เรื่องเกมจะทำให้คนใจเย็นอย่างซูเย่เสียงเปลี่ยนได้ขนาดนั้น
หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกดส่งของขวัญ ‘พลุกระดาษ’ เพื่อเปย์รอบวงเป็นการเปิดตัว แล้วกดขึ้นไมค์ลำดับที่แปด พร้อมกับเปิดไมค์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรามาเล่นเกมกันดีกว่าค่ะ”
“ใครสามารถบอกฉันได้บ้างว่าเมื่อกี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“หนึ่งประโยค แลกกับหนึ่งปราสาท”
[จบบท]