บทที่ 35: ฤทธิ์ความหวง
ฟังเพลงเหรอ
ถ้าจะฟังเพลงให้เขาโทรมาหาเลยไม่ดีกว่าหรือไง
เสิ่นเจาอี้แทบไม่ต้องเสียเวลาคิดไตร่ตรองอะไรทั้งนั้น เธอขยับนิ้วพิมพ์ข้อความตอบกลับไปในทันที
“ถ้าลงไลฟ์แล้วคุณโทรหาฉันนะ”
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมเธอถึงกดออกจากห้องแชทเสียงวิคตอเรียฮาร์เบอร์น่ะหรือ
นั่นเป็นเพราะหลังจากที่เธอตื่นนอน ไฟในห้องนอนก็เปิดสว่างจ้าอยู่ตลอด ประกอบกับเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่ดังรบกวน เจ้านกแก้วตัวป่วนอย่างต้าขว่านที่อยู่ในห้องนั่งเล่นจึงเริ่มส่งเสียงร้องโวยวายไม่หยุด
คงเป็นเพราะเธอปล่อยมันออกมาบินเล่นจนเคยตัว พอเจ้านกแก้วรู้ว่ามีคนอยู่บ้าน มันก็เริ่มออกอาการดื้อรั้นไม่ยอมอุดอู้อยู่แต่ในกรง
หญิงสาวเดินออกจากห้องนอนด้วยท่าทางจำยอม
ทันทีที่เห็นเจ้านายเดินออกมา ต้าขว่านก็ยิ่งส่งเสียงร้องดังลั่นด้วยความดีใจ มันใช้ปากจิกทึ้งตัวล็อกกรงรัวเร็วราวกับจะฟ้องว่าปล่อยหนูออกไปเดี๋ยวนี้
เสิ่นเจาอี้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวีดีโอพฤติกรรมแสนซนของมันเอาไว้ แล้วกดส่งไปให้ซูเย่ดู
เนื่องจากคืนนี้เขาต้องรับหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินรายการ กว่าซูเย่จะตอบกลับข้อความมาได้ก็กินเวลาไปพักใหญ่
“คุณนอนดึก แล้วนกต้องนอนดึกเป็นเพื่อนด้วยเหรอครับ”
เสิ่นเจาอี้อ่านข้อความที่แฝงน้ำเสียงหยอกเย้าแล้วก็เชิดหน้าตอบกลับไปอย่างคนที่มีเหตุผลเข้าข้างตัวเองเสมอ
“เขาเรียกว่าสัตว์เลี้ยงย่อมมีนิสัยเหมือนเจ้าของไง”
เวลาล่วงเลยไปจนถึงตีสาม เสียงเรียกเข้าจากแอปพลิเคชันวีแชตก็ดังขึ้นตรงเวลาเป๊ะ
เสิ่นเจาอี้กดรับสาย เสียงทุ้มคุ้นหูของซูเย่ดังลอดออกมาเป็นประโยคแรก เขาเอ่ยถามว่าเธอยังเล่นกับนกแก้วอยู่หรือเปล่า
“ใช่ค่ะ”
เสิ่นเจาอี้ตอบรับพลางประคองเจ้าต้าขว่านไว้ในอุ้งมือ จังหวะนั้นเองเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าชื่อในวงการของซูเย่คือ เย่ติง ซึ่งมีความหมายว่านกไนติงเกล
นกแก้ว กับ นกไนติงเกล
เป็นนกเหมือนกันทั้งคู่เลยนี่นา
เธอจัดการเปิดลำโพงโทรศัพท์เพื่อให้เสียงดังฟังชัดขึ้น
“มานี่เลยต้าขว่าน ทักทายพวกเดียวกันหน่อยเร็ว”
เจ้าตัวเล็กให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มันยืดคอแล้วแหกปากร้องออกมาสุดเสียง
เสียงของมันแหบพร่ายิ่งกว่าเป็ดร้อง
เสิ่นเจาอี้รีบตะปบมือปิดปากมันไว้แทบไม่ทัน
“พอเลย ฉันไม่น่าพูดเยอะเลย คราวหน้าคราวหลังห้ามร้องแล้วนะ”
ปลายสายมีเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของซูเย่ดังแว่วมาให้ได้ยิน
กว่าจะจับเจ้าตัวแสบยัดกลับเข้ากรงได้ก็เล่นเอาเหนื่อย หญิงสาวหยิบโทรศัพท์เดินกลับเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับบ่นอุบอิบ
“เป็นนกเหมือนกันแท้ๆ แต่เสียงคุณเพราะกว่าตั้งเยอะ”
“งั้นผมร้องเพลงให้ฟังเอาไหมครับ จะได้ล้างหู”
น้ำเสียงของเขาเจือความตามใจอย่างชัดเจน แล้วมีหรือที่เสิ่นเจาอี้จะปฏิเสธ
เพียงครู่เดียวเสียงดนตรีบรรเลงก็ดังขึ้น
เป็นเพลง เย่ฉวี่
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเสิ่นเจาอี้ขลุกอยู่ในห้องวิคตอเรียฮาร์เบอร์ตลอด จิตใต้สำนึกของเธอจึงผูกติดภาพจำของซูเย่ไว้กับเพลงภาษากวางตุ้ง พอจู่ๆ ได้มาฟังเขาร้องเพลงภาษาจีนกลางสำเนียงชัดถ้อยชัดคำแบบนี้ ในใจของเธอก็เกิดความสงสัยขึ้นมา
เมื่อบทเพลงจบลง เธอจึงเอ่ยถามออกไป
“ซูเย่ คุณเป็นคนทีไหนเหรอ”
“เมือง G ครับ ทำไมเหรอ”
“เปล่าหรอกค่ะ”
เสิ่นเจาอี้พูดด้วยน้ำเสียงเขินอายเล็กน้อย
“ฉันฟังคุณพูดแล้วไม่รู้สึกว่าติดสำเนียงถิ่นเลย ก็เลยนึกว่าคุณแค่หัดพูดภาษากวางตุ้งเพื่อร้องเพลงเฉยๆ เสียอีก”
ซูเย่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะอธิบายให้ฟังว่าแม่ของเขาเป็นครูสอนภาษา ตั้งแต่เขายังเด็กแม่มักจะคอยแก้คำผิดและฝึกการออกเสียงให้เขาอยู่เสมอ
“หา ถ้าอย่างนั้นชีวิตวัยเด็กของคุณก็ต้องเคร่งครัดน่าดูเลยสิ”
เสิ่นเจาอี้จินตนาการเห็นภาพเด็กชายตัวน้อยกำลังยืนก้มหน้าโดนดุ
“ก็ไม่ได้ขนาดนั้นหรอกครับ”
ซูเย่หยิบยกเรื่องราววีรกรรมในวัยเด็กบางเรื่องมาเล่าให้เธอฟัง
บทสนทนาไหลลื่นจนทั้งสองคนลืมไปเสียสนิทว่าจุดเริ่มต้นคือการโทรมาเพื่อร้องเพลง
เสียงหาวหวอดดังมาจากปลายสายทำให้เสิ่นเจาอี้เพิ่งสังเกตเห็นว่าเวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว เธอทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มแล้วเสนอแนะด้วยความเป็นห่วง
“คุณปิดคอมพิวเตอร์เถอะ แล้วก็ไปนอนคุยกันบนเตียงดีกว่า”
“อืม งั้นคุณรอผมแป๊บหนึ่งนะ”
เสียงกุกกักดังลอดเข้ามาในสาย จากนั้นทุกอย่างก็เงียบลงไปครู่ใหญ่ ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้ง
เสิ่นเจาอี้จินตนาการภาพตามเสียงที่ได้ยิน เขาคงกำลังเดินอยู่ในห้อง เข้าไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเดินกลับมาทิ้งตัวลงบนที่นอน ความรู้สึกนี้มันเหมือนกับว่าเธอกำลังแอบมองกิจวัตรประจำวันของเขาอยู่เลย
ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือเกินพอดีมักจะทำให้หัวใจเต้นแรงเสมอ
จังหวะที่ซูเย่กำลังเปลี่ยนหูฟัง เสิ่นเจาอี้รีบสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านที่ไม่เหมาะสมออกไปจากสมอง
พอเริ่มกลับมามีสติ เธอก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าวันนี้ตัวเองทำเกินกว่าเหตุไปหรือเปล่า เพราะอย่างไรเสียซูเย่กับคู่กรณีก็ทำงานอยู่ในห้องเดียวกัน
“ไม่หรอกครับ เรื่องนี้เขาเป็นคนผิดเต็มประตู”
ซูเย่พูดปลอบโยนเธอ
“อีกอย่างคุณเป็นลูกค้า ไม่มีใครกล้าจับผิดคุณหรอกครับ”
“แล้วถ้าเขาไปฟ้องหัวหน้าห้องให้คุณเดือดร้อนล่ะจะทำยังไง”
“เรื่องนี้ยิ่งไม่ต้องห่วงเลยครับ ต้องขอบคุณคุณด้วยซ้ำ ยอดเงินเข้าห้องวันนี้วันเดียวเท่ากับยอดรวมทั้งปี เขาคงอยากจะอัญเชิญเราสองคนขึ้นหิ้งบูชามากกว่า”
เสิ่นเจาอี้หลุดขำออกมา
คิดดูแล้วก็จริง แพลตฟอร์ม So มีอัตราส่วนแบ่งรายได้อยู่ที่ห้าต่อสองต่อสาม แพลตฟอร์มได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ สังกัดได้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และสตรีมเมอร์ได้สามสิบเปอร์เซ็นต์ รวมยอดของขวัญที่เธอเปย์ให้ซูเย่ตลอดหลายวันที่ผ่านมา วิคน่าจะได้รับส่วนแบ่งไปเหนาะๆ เป็นล้าน
ต่อให้เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เธอจะไม่มีเหตุผล แต่เมื่อเห็นแก่เงินมหาศาลขนาดนั้น อีกฝ่ายคงไม่กล้าหาเรื่องใส่ตัวแน่นอน
จะต้องเชิดชูบูชาเลยหรือเปล่านะ
เสิ่นเจาอี้ถามย้อนกลับไป
“แล้วคุณล่ะ”
“ครับ”
“ฉันหมายความว่า ฉันเปย์ให้คุณเยอะขนาดนี้ คุณต้องเชิดชูบูชาฉันด้วยหรือเปล่า ต้องสวดภาวนาขอให้ได้เงินเยอะๆ ไหม”
ปลายสายเงียบกริบไปในทันที
ผ่านไปครู่ใหญ่เธอถึงได้ยินเสียงซูเย่พึมพำตอบกลับมา
“ผมไม่เชื่อเรื่องพวกนั้นหรอกครับ อีกอย่างผมไม่ได้สนใจว่าคุณจะเปย์มากหรือเปย์น้อย ต่อให้ไม่ส่งของขวัญเลยก็ไม่เป็นไร”
“ความจริงสองวันนี้ผมมัวแต่คิดว่าจะขอบคุณคุณยังไงดี ของขวัญพวกนั้น... มันมากมายจนผมทำตัวไม่ถูก”
เขาถอนหายใจ น้ำเสียงฟังดูประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย
“ผมรู้ว่าคุณมือเติบ น่าจะมีพร้อมทุกอย่างไม่ขาดแคลนอะไร ผมก็เลยคิดไม่ออกสักทีว่าจะตอบแทนคุณยังไงดี”
เมื่อเห็นว่าซูเย่เริ่มจะจริงจังเกินไปแล้ว เสิ่นเจาอี้จึงถามแทรกขึ้นมา
“เมื่อก่อนลูกค้าที่เปย์ให้คุณหนักที่สุด ยอดเท่าไหร่คะ”
“หมื่นกว่าหยวนมั้งครับ”
ซูเย่นึกย้อนความหลัง เสียงของเขาเป็นต้นทุนที่ได้เปรียบมากจริงๆ
“แต่พวกเธออยู่ได้ไม่นานหรอกครับ”
เสิ่นเจาอี้รู้สาเหตุนั้นดี
ในเมื่อคนพวกนั้นเทียบชั้นกับเธอไม่ได้ หญิงสาวจึงพูดทีเล่นทีจริงออกไป
“งั้นต่อไปนี้คุณรับฉันเป็นเจ้านายแค่คนเดียวก็พอ ฉันเปย์ให้คุณได้มากกว่าพวกเธอทุกคนรวมกันเสียอีก”
เรื่องนี้เธอไม่ได้คุยโวโอ้อวด แต่เงินสดๆ ทองแท้ๆ ของคนทั่วไปจะมาสู้สูตรโกงของเธอได้อย่างไร
ระบบมอบความมั่นใจให้เธอเต็มเปี่ยม
เสิ่นเจาอี้ชอบเสียงของซูเย่จริงๆ แถมยังมีคะแนนหน้าตาตั้ง 9.7 คะแนนบวกเพิ่มเข้าไปอีก
พอนึกขึ้นมาได้ว่าเขาอาจจะต้องไปพูดคุย ร้องเพลง หรือคอลสายกล่อมลูกค้าคนอื่นเข้านอนแบบนี้ ความรู้สึกหวงแหนก็ตีตื้นขึ้นมาในอกทันที
การใช้เงินเพื่อตัดโอกาสเหล่านั้นทิ้งไป ถือเป็นการตอบแทนที่ดีที่สุดสำหรับเธอแล้ว
ทว่าซูเย่กลับตอบรับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่ต้องส่งของขวัญหรอกครับ ผมทำแบบนี้กับคุณแค่คนเดียว”
“เพราะว่า... ไม่มีใครเข้าใจและยอมรับตัวตนของผมได้เหมือนคุณ”
เสียงของเขาแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
เสิ่นเจาอี้สัมผัสได้ถึงความโดดเดี่ยวในน้ำเสียงนั้น และรู้ดีว่าซูเย่ต้องเจ็บปวดจากอคติที่คนอื่นมีต่ออาชีพแต่งหน้าศพของเขา
แต่ปัญหาก็คือ ปากของเธอไม่เคยจะพูดปลอบใจใครเป็นเสียด้วยสิ
คิดไปคิดมา เธอจึงงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้
เปลี่ยนเรื่องคุยมันเสียเลย
“แล้วเวลาคุณทำงาน คุณกลัวไหม”
ทันทีที่ถามออกไป เสิ่นเจาอี้ก็แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองให้ขาด
เวลานี้ยังจะไปพูดถึงเรื่องงานทำไมกัน
ซูเย่เองก็คาดไม่ถึงว่าเธอจะกระโดดข้ามมาถามเรื่องนี้ เขาหัวเราะออกมาอย่างจนใจ
“คุณลืมไปแล้วเหรอ ผมเพิ่งบอกไปว่าผมไม่เชื่อเรื่องพวกนั้น”
“แล้ว... แล้วฝีมือแต่งหน้าของคุณดีมากไหมคะ”
การชวนคุยแบบขอไปทีของเธอคงดูตลกไม่น้อย แต่ซูเย่เป็นคนใจเย็น เขาจึงยอมอธิบายให้เธอฟังอย่างอดทน
“การแต่งหน้าของผม น่าจะไม่เหมือนกับการแต่งหน้าของพวกคุณนะครับ”
คำตอบนั้นกระตุกต่อมความอยากรู้อยากเห็นของเสิ่นเจาอี้เข้าอย่างจัง
“ไม่เหมือนยังไงคะ”
เมื่อเจอเธอซักไซ้ไล่เลียง ซูเย่จึงจำต้องอธิบายขั้นตอนการทำงานของเขาให้ฟังอย่างละเอียด
ราตรียิ่งดึกสงัด
ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนเป็นคนเงียบเสียงไปก่อน แต่สุดท้ายแล้วทั้งคู่ต่างก็ผล็อยหลับไป
โทรศัพท์มือถือถูกวางทิ้งไว้ข้างหมอน ตัวเลขบอกเวลาบนหน้าจอการโทรยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าสิ่งที่ค่อยๆ ขยับเข้าหากัน กลับเป็นหัวใจสองดวงที่กำลังเต้นระรัว
[จบบท]