บทที่ 37: ฉันหมายถึงวิดีโอคอล
“บ่ายนี้ฉันจะไปเดินห้าง คงไม่ได้ดูไลฟ์เธอนะ”
ที่บอกไปแบบนั้นความจริงแล้วยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคือวงเงินสำหรับเปย์ของวันนี้ถูกใช้ไปกับซูเย่จนหมดเกลี้ยงแล้ว หากจะให้เข้าไปดูไลฟ์ของหานจื่อหยางโดยไม่ส่งของขวัญให้เลย ก็เกรงว่าจะขัดกับภาพลักษณ์สายเปย์ที่สร้างไว้ก่อนหน้านี้
อีกอย่างเงินในบัญชีธนาคารของเธอวันนี้ก็มีที่ทางที่ต้องใช้อยู่แล้ว
เพราะการช้อปปิ้งต่างหากคือเป้าหมายหลักของวันนี้
ทางฝั่งหานจื่อหยางตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็นไรครับพี่สาว เที่ยวให้สนุกนะ!”
“ถ้ามีอันไหนเลือกไม่ถูกถามผมได้ตลอดเลยนะ~”
ข้อความนั้นตามมาด้วยสติกเกอร์รูปน้องหมาส่ายหางดุ๊กดิ๊ก
เสิ่นเจาอี้รู้สึกพอใจกับความใส่ใจของน้องชายคนนี้มาก ทำให้ตลอดการเดินทางไปห้างสรรพสินค้าเธอจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
จุดหมายปลายทางยังคงเป็นห้างซิงกวงเช่นเคย
สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมแบรนด์ชั้นนำที่ทุกคนรู้จัก มีตั้งแต่สินค้าระดับล่าง ระดับกลาง ไปจนถึงไฮเอนด์ เพียงแค่แบ่งโซนตามชั้นต่างๆ เท่านั้น
เมื่อก่อนเสิ่นเจาอี้ก็เป็นขาประจำของที่นี่ เพียงแต่ส่วนใหญ่ทำได้แค่ยืนมองแบรนด์หรูจากไกลๆ
แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เธอไม่เพียงแค่กล้าเดินเข้าไป แต่ยังสามารถซื้อทุกอย่างที่ต้องการได้อย่างเต็มที่
เธอเริ่มต้นที่แบรนด์ D ซึ่งเคยมาซื้อเมื่อคราวก่อน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป พนักงานก็จำเธอได้ทันที
เสื้อผ้าคอลเลกชันลิมิเต็ดต้อนรับฤดูใบไม้ผลิพร้อมกระเป๋าที่เข้าชุดกันในครั้งนั้น สร้างภาพจำให้พนักงานไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“คุณเสิ่น!” พนักงานคนที่เคยดูแลเธอรีบเดินเข้ามาต้อนรับ “ยินดีต้อนรับสู่แบรนด์ D ค่ะ วันนี้มีอะไรให้ช่วยดูเป็นพิเศษไหมคะ”
“เอาสินค้ามาใหม่ในซีซั่นนี้ที่น่าจะเหมาะกับฉันมาให้ดูหน่อย”
หลังจากรับคำ พนักงานคนนั้นก็รีบเรียกเพื่อนร่วมงานให้มาช่วยดูแล
พนักงานขายเหล่านี้เจอขาลูกค้ามาสารพัดรูปแบบ ทั้งคนรวยจริง ทั้งพวกชอบสร้างภาพ พวกเธอเห็นมาหมดแล้ว
ตอนแรกที่เห็นเสิ่นเจาอี้สวยสะดุดตา พวกเธอยังนึกว่าเป็นนกน้อยในกรงทองของเสี่ยสักคน แต่พอเห็นการรูดบัตรที่เด็ดขาด ไม่มีความลังเล และกิริยาท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติไม่ปั้นปึงเหมือนพวกคุณนายเหล่านั้น
พวกเธอถึงได้รู้ว่า ลูกค้าคนนี้คือเศรษฐีตัวจริงเสียงจริง
คนส่วนใหญ่ถ้าถูกใจแบรนด์ไหนแล้วก็จะไปแค่เคาน์เตอร์นั้น เพราะความสะดวกคุ้นเคย และพนักงานก็รู้ใจ ช่วยลดขั้นตอนยุ่งยากไปได้เยอะ
ดังนั้นพนักงานขายจึงต้องงัดทุกกลยุทธ์เพื่อมัดใจลูกค้ากระเป๋าหนักเหล่านี้ไว้ให้ได้ ถือเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน
คราวที่แล้วเสิ่นเจาอี้ซื้อเสร็จก็เดินออกไปเลย ไม่ได้ทิ้งช่องทางติดต่อไว้
เรื่องนั้นทำให้พวกเธอถูกผู้จัดการร้านตำหนิไปยกใหญ่
คราวนี้พอมีโอกาสได้เจอลูกค้าคนสำคัญอีกครั้ง พวกเธอจึงทุ่มสุดตัวเพื่อบริการให้อย่างดีที่สุด
เสิ่นเจาอี้ถูกเชิญไปยังห้องรับรองวีไอพี ระหว่างรอเครื่องดื่ม ขนมหวานหน้าตาน่าทานก็ถูกนำมาเสิร์ฟ
พนักงานที่วิ่งไปหยิบชุดเมื่อครู่เข็นราวแขวนเสื้อผ้าออกมา โดยคัดเลือกชุดที่เหมาะกับรูปร่างของเธอไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเริ่มนำเสนอทีละชุด
“เสื้อเชิ้ตผ้าไหมตัวนี้เป็นสินค้าดาราของทางร้านเลยนะคะ ยิ่งถ้าใส่คู่กับกางเกงขาบานในคอลเลกชันเดียวกัน จะช่วยเสริมบุคลิกให้ดูดีมากเลยค่ะ”
เสิ่นเจาอี้ลองสัมผัสเนื้อผ้าดูแล้วก็รู้สึกว่าคุณภาพใช้ได้
พนักงานหยิบเสื้อคาร์ดิแกนผ้าแคชเมียร์ออกมาอีกตัว “ช่วงเดือนเมษายนอากาศที่เมือง C เช้าเย็นยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก ชุดนี้ถือว่าใช้งานได้จริงค่ะ”
เธอเพลิดเพลินกับการบริการที่มีคนคอยแนะนำ เลือกตัวที่ชอบแล้วลองสวมใส่ดู ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีก็ได้ชุดแบบครบเซตมาสองชุด
แต่เพราะยังต้องไปเดินดูร้านอื่นต่อ จะให้หิ้วของพะรุงพะรังก็คงไม่สะดวก ตอนกำลังรูดบัตรจ่ายเงิน เสิ่นเจาอี้จึงเอ่ยถามขึ้น
“มีบริการส่งของถึงบ้านไหม”
“มีแน่นอนค่ะ!”
พนักงานยิ้มแก้มแทบปริขณะจดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าคนสำคัญลงไป
ปี้สุ่ยอวานเชียวนะ ผู้หญิงคนนี้รวยจริงไม่ติงนัง!
งานนี้กำไรเห็นๆ!
ถัดจากแบรนด์ D ก็เป็นร้านแบรนด์ M ที่มีสไตล์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แม้จะเป็นแบรนด์หรูเหมือนกัน แต่เสื้อผ้าของแบรนด์ M จะเน้นความสดใสวัยรุ่นมากกว่า ด้วยสีสันที่น่ารักสะดุดตา ให้ความรู้สึกถึงความเป็นสาวน้อยเต็มเปี่ยม
ใครบ้างเห็นชุดสีชมพูหวานแหววพวกนี้แล้วจะไม่อยากลองใส่
หัวใจของผู้หญิงอย่างไรก็หยุดอยู่ที่อายุสิบแปดเสมอ
เสิ่นเจาอี้ก้าวเท้าเข้าไปในร้านทันที
ร้านค้าแต่ละแห่งมักจะคอยจับตามองลูกค้าของร้านคู่แข่งอยู่เสมอ เมื่อครู่พนักงานแบรนด์ D สาละวนกับการแพ็กของถุงใหญ่หลังจากเธอเดินออกมา คนตาไวดูปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือลูกค้ารรายใหญ่
พอเห็นเธอเดินเข้ามา พนักงานแบรนด์ M ก็รีบเชิญเธอไปนั่งที่โซนวีไอพีทันที
ห้องรับรองของแบรนด์หรูพวกนี้ตกแต่งคล้ายๆ กันไปหมด เสิ่นเจาอี้เพิ่งดื่มชามาเมื่อครู่จึงปฏิเสธบริการส่วนนี้ แล้วเดินไปเลือกดูเสื้อผ้าด้วยตัวเอง
สไตล์การช้อปที่พุ่งเข้าหาเป้าหมายทันทีแบบนี้ ยิ่งทำให้พนักงานขายยิ้มกว้างกว่าเดิม
หลังจากเลือกอยู่นาน เธอก็ได้ชุดสำหรับฤดูใบไม้ผลิมาอีกห้าชุด และแน่นอนว่าใช้บริการส่งของถึงบ้านเหมือนเดิม
พอได้เสื้อผ้าแล้ว ก็ต้องหาเครื่องประดับและรองเท้าให้เข้าชุดกัน
ตั้งแต่สร้อยคอคอลเลกชันใหม่ของ T ไปจนถึงกระเป๋ารุ่นฮิตของ V เสิ่นเจาอี้แทบไม่ได้หยุดพักตลอดบ่าย กิจวัตรมีเพียงการรูดบัตรและเซ็นชื่อซ้ำไปซ้ำมาร่วมหลายสิบครั้ง
สุดท้ายเธอเดินมาหยุดอยู่ที่แผนกเครื่องสำอางชั้นหนึ่ง
ผิวพรรณดีแค่ไหนก็ยังต้องการการตกแต่งเพิ่มเติม ใครบ้างไม่อยากสวยขึ้นกว่าเดิม
เธอลองแต่งหน้าที่เคาน์เตอร์แบรนด์หนึ่ง แล้วเหมาผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ใช้บนหน้ากลับมาทั้งหมด แถมยังซื้อน้ำหอมสำหรับใช้ในโอกาสต่างๆ เพิ่มอีกหลายขวด
แผนการช้อปปิ้งวันนี้ถือว่าสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
โชคดีที่ร้านพวกนี้มีบริการส่งของถึงที่ ไม่อย่างนั้นคงลำบากแย่
เสิ่นเจาอี้เดินตัวปลิวออกมาหาร้านอาหารสไตล์ไพรเวทแถวนั้น เธอนั่งลงริมหน้าต่าง พลางบีบนวดน่องที่เริ่มปวดตุบๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะเหนื่อยจนขยับตัวแทบไม่ไหว เธอคงแวะไปทำสปาที่ร้านแถวนี้ต่อแล้ว
อาหารที่สั่งทยอยมาเสิร์ฟทีละจาน เธอนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้อัปเดตความเคลื่อนไหวในโซเชียลมานานแล้ว จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป
ทันทีที่กดโพสต์ลงในโมเมนต์วีแชต หานจื่อหยางก็มากดไลก์เป็นคนแรก
ตามมาด้วยข้อความทางแชตส่วนตัว
“พี่สาวยังไม่กลับบ้านเหรอครับ”
“ยังเลย”
เสิ่นเจาอี้ตอบกลับสั้นๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว
ทว่าการนั่งทานข้าวคนเดียวท่ามกลางผู้คนที่พูดคุยหัวเราะกันเสียงเบาๆ รอบข้าง กลับทำให้เธอดูแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด
อารมณ์ความรู้สึกมักจะเปราะบางขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืน ภายใต้แสงไฟสีนวลตา เสิ่นเจาอี้ใช้ช้อนคนน้ำซุปในถ้วยเล่น จู่ๆ ความรู้สึกโดดเดี่ยวก็จู่โจมเข้ามา
โทรศัพท์สั่นเตือนอีกครั้ง คราวนี้เป็นซูเย่ เขาเพิ่งเลิกงาน
เธอก้มมองนาฬิกา ตอนนี้สามทุ่มกว่าแล้ว
“จะถึงบ้านกี่โมง” เธอพิมพ์ถาม
“ประมาณครึ่งชั่วโมงครับ”
เสิ่นเจาอี้คำนวณเวลาคร่าวๆ จากตรงนี้กลับไปปี้สุ่ยอวานก็น่าจะใช้เวลาพอๆ กัน
ไหนๆ ก็หมดอารมณ์กินแล้ว เธอเลยให้ทางร้านห่ออาหารที่เหลือกลับบ้าน จ่ายเงินเสร็จก็เดินไปเรียกแท็กซี่ที่หน้าประตู
เมื่อกลับถึงบ้าน เธอจัดแจงเทกับข้าวใส่จานใหม่ แล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะส่งข้อความหาซูเย่
“ถึงบ้านหรือยัง”
“อืม เพิ่งถึงเมื่อกี้ครับ”
“คุยโทรศัพท์ได้ไหม”
“ได้ครับ”
เสิ่นเจาอี้จ้องมองหน้าจอ จู่ๆ ก็นึกอยากแกล้งคนขึ้นมา จึงส่งข้อความไปใหม่
“ฉันหมายถึงวิดีโอคอลนะ”
ตอนนี้เธอเหงาจับใจจนอยากมีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อน ถ้าไม่กลัวว่า ‘ต้าขว่าน’ จะซนจนตกลงไปในชามน้ำแกง เธอคงจับนกมานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนแล้ว
ทางฝั่งซูเย่พอเห็นข้อความนั้นก็ทำตัวไม่ถูก นิ้วมือชะงักค้างอยู่บนหน้าจอ พิมพ์ตอบไม่ถูกไปชั่วขณะ
วิดีโอคอลเหรอ?
มันกะทันหันเกินไปหน่อยไหม...
เห็นเขาเงียบหายไปนาน เสิ่นเจาอี้เลยพิมพ์บอกว่าช่างเถอะ แล้วเปลี่ยนเป็นกดโทรออกด้วยเสียงปกติแทน
“ฮัลโหล?”
ทันทีที่รับสาย น้ำเสียงของซูเย่ยังเจือความประหม่าอยู่เล็กน้อย
เสิ่นเจาอี้ฟังออกทันที แต่จะว่าไปเมื่อกี้ตัวเธอเองก็แอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน
ทั้งสองคนต่างพร้อมใจกันทำเป็นลืมเรื่องวิดีโอคอลเมื่อครู่ไป
คุยกันไปได้ไม่กี่ประโยค ซูเย่ก็จับสังเกตได้ว่าน้ำเสียงของเธอฟังดูหม่นหมองกว่าปกติ จึงถามด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
“ไม่เป็นไร แค่เหนื่อยหน่อยๆ” เสิ่นเจาอี้ใช้ตะเกียบเขี่ยผักในจานเล่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
“วันนี้ไปทำอะไรมาบ้างครับ”
“ซื้อของ ใช้เงิน แล้วตอนนี้ก็กำลังกินข้าวอยู่”
ซูเย่แปลกใจ “กินข้าว? ไม่ใช่ว่าถึงบ้านแล้วเหรอครับ”
เสิ่นเจาอี้ถอนหายใจเบาๆ ก่อนอธิบาย “ตอนนั้นนั่งกินที่ร้านคนเดียวแล้วรู้สึกเหงาแปลกๆ เมื่อเทียบกับโต๊ะอื่น เลยห่อกลับมากินที่บ้านแทน”
“ที่บ้าน... ไม่มีคนอยู่เป็นเพื่อนเหรอครับ”
“ไม่มี”
สมองของเสิ่นเจาอี้แล่นเร็วรี่ นึกสนุกอยากลองหยั่งเชิงดู จึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือความเศร้าสร้อย “พ่อแม่ฉันหย่ากันไปนานแล้ว ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียว”
วินาทีนั้น ซูเย่พลันนึกถึงคำพูดที่เพื่อนร่วมงานเคยบ่นให้ฟังขึ้นมา
‘ฉันไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย แค่อยากได้ความรักสักนิดหน่อยก็พอ’
[จบบท]